การบรรยายเรื่อง Koi Appreciation โดย Mr.Mamoru Kodama

    การบรรยายทั้งหมดจะแบ่งเป็น 5 ครั้ง โดยแบ่งเป็นเนื้อหาของการบรรยายเป็นตอนๆ ดังนี้
ครั้งที่ 1 พื้นฐานหลักที่ต้องใช้ในการพิจารณาเลือกปลา
ครั้งที่ 2 โคฮากุ ซันเก้ โกโรโมะ โงชิกิ
ครั้งที่ 3 โชว่ะ ตันโจ คุจากุ
ครั้งที่ 4 อุจึริโมโนะ เบคโกะ โอกอน เบนิกอย และโอจิบะชิกุเระ
ครั้งที่ 5 ซูซุย อาซากิ คิคุซุย คุมองริว คิโคะคูริว และกลุ่มคาวาริโมโนะทั้งหมด
 


คุณอ้วนกล่าวต้อนรับผู้มีปลาคาร์พในหัวใจ
และเปิดการสัมนา


Mr.Kodama และล่าม ทักทายกันอย่างเป็นกันเอง


Mr.Kodama กำลังอธิบายอย่างละเอียด
 
    เนื้อหาของการบรรยายครั้งที่ 1
     สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีผู้รักปลาคาร์พมารวมกัน โดยหลักแล้วอาชีพของผมก็จะเป็นผู้ค้าปลาคาร์พ ซึ่งสังคมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปลาคาร์พในญี่ปุ่นนั้นจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มแรกจะเป็นพวกบรีดเดอร์ และกลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มผู้ค้าหรือผู้ส่งออก ซึ่งตัวผมเองนั้นจะถูกจัดอยู่ในประเภทหลัง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็จะประมาณ 42 ปี ซึ่งในลักษณะของสายงานที่ผมได้กระทำอยู่จะเป็นพวก Exporter ก็จะมีประเด็นหลักสำคัญที่ผมได้ยึดถือมาสองประเด็น
    ประเด็นแรก ผมจะต้องเป็นผู้คัดสรรและสรรหาปลาที่สายพันธุ์และคุณภาพดี นอกไปจากนี้แล้วยังต้องเป็นปลาที่ใครเห็นก็ต้องชอบและรู้สึกว่าดี,สวยงาม
    ประเด็นที่สอง ส่วนหน้าที่ที่สองที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือการแนะนำให้ลูกค้าที่ได้ปลาไปเลี้ยง รู้จักวิธีการเลี้ยงอย่างถูกวิธี
    ซึ่งในสายงานแบบนี้ คุณณัฐวุฒิ (คุณอ้วน) กำลังเป็นแบบผมอยู่ ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสได้รู้จักกับคุณณัฐวุฒิในการไปดูปลาด้วยกันที่นิงาตะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันและเป็นสิ่งเดียวกันก็คือการหาปลาดีๆ มาให้ลูกค้าที่เมืองไทย
    ในตอนแรกที่ผมพบกันคุณณัฐวุฒิก็ไม่ได้คิดว่าคุณณัฐวุฒิจะเป็นคนที่มีลักษณะของคนรักปลาคาร์พมากขนาดนี้ แล้วหลังจากปีที่สองและปีที่สามผ่านไปจวบจนปีที่ห้าเข้ามาถึง ผมรู้สึกว่าคุณณัฐวุฒิได้ซึมซับเอาความรู้ของผมไปได้มาก จนผมรู้สึกกังวลใจว่าจะต้องเก่งกว่าผมแน่ๆ เลย เท่าที่ผมสังเกตุดูผมรู้สึกว่าคุณณัฐวุฒิจะมีสายตาที่แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ และด้วยเหตุผลอีกหลายประการทำให้ผมมั่นใจว่าคุณณัฐวุฒิจะสามารถเป็น Koi Pro ได้ และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้คุณณัฐวุฒิมาร่วมวงการปลาคาร์พ และดีใจที่ทุกท่านในที่นี่จะมาร่วมกันเรียนรู้และซึมซับเรื่องของปลาคาร์พไปด้วยกัน

    เริ่มเข้าเนื้อหา     เนื้อหาของการเลี้ยงปลาคาร์พให้ได้ดีนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เรื่องของตัวปลา หรือกระทั่งเรื่องของสภาพสิ่งแวดล้อมในบ่อ ซึ่งวันนี้เนื้อหาที่ผมจะพูดก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวปลา
    ก่อนที่จะเริ่ม ผมอยากจะมีคำถามสักข้อหนึ่งถามผู้ฟังว่า "แท้จริงแล้วเราเรียนรู้ปลาคาร์พไปเพื่ออะไร?"
(ผู้เข้าฟังท่านหนึ่งยืนขึ้นตอบ:เรียนรู้เพื่อให้ปลาที่เลี้ยงไว้สวยขึ้นครับ)
    ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ถูกแต่ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้ เพราะวันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องของตัวปลาและการเลือกปลาที่สวย แต่การเลี้ยงปลาให้สวยขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการดูแลและปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เรื่องของอาหาร
    สำหรับเหตุผลจากประสบการณ์ 40 ปีของผมนั้น เหตุผลหนึ่งที่ผมต้องเรียนรู้ปลาคาร์พให้ลึกซึ้งนั้นก็เพื่อการได้ปลาคุณภาพดีในราคาถูก ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่อยากจะให้ทุกท่านมาฟังบรรยายในที่นี้ ก็เพื่อที่จะอยากให้ท่านทั้งหลายมีโอกาสได้เป็นเจ้าของปลาคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพงนัก และอีกเหตุผลนึงก็คือจะเห็นได้ชัดอย่างฟาร์มที่มีการตีราคาแบบเหมารวมไว้ อย่างที่ฟาร์มนี้ที่มีบ่อตีราคาไว้ที่ตัวละ 3000 บาท แต่หากท่านใดที่มีสายตาดีก็จะสามารถเห็นปลาราคามูลค่า 10000 บาท ปะปนอยู่ในนั้นได้ ซึ่งผมเองก็เจอหลายตัวด้วยเหมือนกันที่ราคาน่าจะสูงกว่าราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่อยากให้มาเรียนรู้ร่วมกัน (คุณณัฐวุฒิ เสริมท้ายว่า "เป็นเรื่องที่ผมจงใจต่างหาก โดยมีจุดมุ่งหมายที่อยากจะให้ลูกค้าของผมมีการเรียนรู้ที่ดี") ซึ่งหากคุณณัฐวุฒิใจดีอย่างนั้นจริงๆ แล้ว ผมก็ว่าขึ้นอยู่กับสายตาของทุกท่านแล้วล่ะครับ ว่าจะสามารถหาปลาหนึ่งหมื่นบาทในบ่อปลาสามพันบาทได้หรือเปล่า
    ซึ่งการที่จะดูปลาให้เป็น ดูปลาให้ถูกหลักนั้น ก็จะมีเนื้อหาหลักๆ เป็นประเด็นอยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน
     ประเด็นแรก ก็เป็นเรื่องของตัวปลาที่มีไม่มีตัวไหนเหมือนกันซึ่งรวมถึงพัฒนาการของมันด้วยที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง
     ประเด็นที่สอง ก็คือแม้ว่าภายนอกอาจดูผิวเผินว่าเหมือนแต่เมื่อมาลงรายละเอียดแล้วก็จะไม่เหมือนกัน
 
 
ผู้คนมาร่วมฟังบรรยายอย่างหนาแน่น ใครแอบหลับบ้างก็ดูกันเอาเอง
 
    จากภาพ A ปลาไอ โกโรโมะสองตัวนี้แล้วดูเผินๆ อาจจะเหมือนๆ กัน (จากนั้นถามความเห็นของผู้เข้าร่วมสมนาว่าตัว A หรือ B สวยกว่ากัน ซึ่งได้รับคำตอบว่าปลาตัว A) ซึ่งหากดูเผินๆ แล้วก็น่าจะสวยงามไม่แตกต่างกันเท่าใดเลย แต่หากจะพิจารณาเปรียบเทียบเป็นระดับราคาแล้ว ตัวซ้าย (ตัว A) สมมุติว่าราคาจะอยู่ที่ 10000 บาท ตัวขวา (ตัว B) ราคาจะอยู่ที่ราคา 50000 บาท ซึ่งปลาสองตัวนี้หากเราไปเจออยู่ในบ่อเดียวกันแล้วตั้งราคาเดียวทั้งบ่อ เราจะพิจารณาได้ว่าปลาตัวไหนควรเลือกซื้อหรือตัวไหนไม่ควรเลือกซื้อ จริงๆ แล้วปลาตัว B สวยกว่า ซึ่งจากคำตอบของทุกๆ ท่านก็สรุปได้ว่า ทุกท่านขาดทุนไปแล้ว 40000 บาท ดังนั้นจึงต้องมาเรียนรู้กัน แล้วก็นี่คือจุดประสงค์หลักที่ผมจำเป็นต้องมาที่นี่ถึง 5 ครั้ง




เนื้อหาการพิจารณาความสวยงามของปลาแบ่งเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ
ด้านแรก พิจารณาความสวยงามของรูปร่าง
ด้านสอง พิจารณาคุณลักษณะของชั้นสี
ด้านสาม พิจารณาความสวยงามของลวดลาย





ซ้าย ภาพประกอบ A ให้ลองตัดสินดูว่าปลาตัวไหนสวยกว่ากัน
 
    ด้านแรกเรื่องของรูปร่าง (โชว์ภาพประกอบ B เป็นปลาโคฮากุ 3 ตัว A-B-C จากนั้นถามว่าปลาตัวไหนรูปร่างดีที่สุด แล้วให้ผู้เข้าร่วมสมนาดูว่ารูปร่างปลาตัวไหนสวยที่สุดและในที่สุด Mr.Kodama ก็เฉลยว่าปลาตัวที่สองเป็นปลาที่มีรูปร่างดีและสมบูรณ์แบบที่สุด)
    ซึ่งแท้จริงแล้วปลาสองตัวแรก (ตัว A กับตัว B) นี้ก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลกเหมือนกัน แต่รูปร่างของปลาตัวที่สองนั้นดูสมส่วนกว่าเรียกได้ว่าลำตัวเป็นเป็นลักษณะที่ลู่น้ำไปโดยตลอด ไม่มีส่วนเกินที่ต้านน้ำเลย แต่จริงๆ แล้วปลาทั้งสามตัวที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ก็เป็นปลาที่สมบูรณ์ทั้งสาม แต่ปลาตัวแรก (ตัว A) จะมีรูปร่างสมบูรณ์ในรูปแบบที่ให้อาหารมากเกินไป แต่เจ้าของทั้ง A และ B ก็จะบอกว่าปลาของเค้าสวยทั้งคู่นั่นแหละ แต่หากดูจากมาตราฐานการประกวดแล้วจะตัดสินได้ว่าโครงสร้างของตัว B จะสมบูรณ์แบบที่สุด

     ส่วนด้านที่สองเป็นเรื่องของคุณภาพสี ซึ่งปลาที่ดีต้องมีคุณภาพชั้นสีที่ดี การที่จะดูว่าปลาตัวไหนมีคุณภาพชั้นสีที่ดีนั้น นอกจากดูที่ตัวปลาเองแล้ว การดูที่พ่อแม่ของปลาชุดนั้นก็สามารถใช้เป็นสิ่งที่ช่วยคาดเดาได้ด้วยว่าลูกปลาที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้นจะมีพัฒนาการของคุณภาพสีไปทางใด



ขวา ภาพประกอบ B ปลาสามตัวนี้ A, B และ C ตัวไหนรูปร่างดีที่สุด
 
    ด้านที่สาม (Mr.Kodama แสดงภาพประกอบ C เป็นภาพปลาสองตัว A และ B แล้วถามว่าปลาตัวไหนลวดลายสวยงามกว่ากัน ซึ่งผู้เข้าฟังสัมนาส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดตอบว่าเป็นปลาตัว A) สำหรับนักเลี้ยงปลาที่ดูปลาออกและมีประสบการณ์ในการเลี้ยงมาแล้วก็มักจะตอบว่าตัว A ซึ่งสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์การเลี้ยงปลามาเลย หรือพวกที่ดูสิ่งของในแง่ของงานศิลป์ก็อาจจะตอบว่าเป็นตัว B ที่สวยกว่าก็เป็นได้
     ความนี้เราก็มาทราบกันเลยดีกว่าว่า ตัว A น่ะมันดีกว่าตัว B ได้อย่างไร เริ่มต้นก็ต้องพิจารณาลักษณะของมันตามสายพันธุ์เช่นซังเขะนั้นก็ต้องมีสามสีอะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือโอกอนก็เป็นออกสีเงาๆ คล้ายทองคำ ซึ่งญี่ปุ่นจะตั้งชื่อตามสิ่งที่เห็น

    (มีคำถามเรื่องการให้อาหารปลาแทรกขึ้นมา) สำหรับเรื่องอาหารที่ใช้ในเมืองไทยนั้น ทาง Kodama มีความเห็นว่ายังไม่มีอาหารตัวใดที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในเมืองไทย เท่าที่ได้ไปตระเวณดูปลาตามฟาร์มหรือว่าตามบ้านของผู้เลี้ยงต่างๆ พบว่าปลาส่วนใหญ่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของประเทศที่มีอากาศอบอุ่นกว่าทางญี่ปุ่น แต่พอปลาตัวเร็วสิ่งที่เสียไปก็คือคุณภาพสีจะไม่ได้ ซึ่งทางแก้นั้นก็คงหมายถึงอาหารเร่งสี ซึ่งสูตรที่มีสไปรูลิน่าสูงที่สุดที่ใช้กับได้ดีในญี่ปุ่นนั้นก็คือ 10% นั้นก็อาจไม่พอ ซึ่งก็พอจะสรุปได้ว่าเรายังคงต้องทดลองค้นคว้าหาสูตรอาหารที่เหมาะสมกับบ้านเรา (เมืองไทย) ให้ได้ ซึ่งหมายความว่าหากเรานำอาหารที่ดีที่สุดแพงที่สุดมาจากญี่ปุ่นแล้ว มันไม่เหมาะสมกับเมืองไทยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะถือว่ามันก็ใช้ไม่ได้ ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องของเทคนิคการเลี้ยง ไม่เกี่ยวกับลวดลายหรือสายพันธุ์แต่อย่างใด


ภาพประกอบ C ปลาตัว A กับตัว B ตัวไหนมีลวดลายสวยกว่ากัน
 
    (มีคำถามเรื่องการใช้ยาของปลาแทรกขึ้นมา) คำตอบที่ได้ก็คือ เมื่อปลาไม่ป่วยก็ไม่ต้องใช้ และทาง Kodama ไม่เข้าใจว่าสภาพน้ำในบ้านเราจะต้องให้ยาในการป้องกันหรืออย่างไร แต่ทางญี่ปุ่นนั้นถือว่าหากปลาไม่ป่วยก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยา
 


ภาพประกอบ D ปลาทั้งสองตัวนี้มีลักษณะของสี
ทั้งสามสีที่ถูกต้องตามลักษณะของปลาโชว่ะ
    กลับมาเข้าเรื่องของลวดลายกันต่อ ทางญี่ปุ่นสำหรับปลาสามสีที่เกิดขึ้นในยุคโชว่ะ ก็จะถูกเรียกว่าโชว่ะ ซันเก้ และปลาสามสีที่เกิดในยุดของไทโชก็จะถูกเรียกว่า ไทโช ซันเก้ การที่มันเกิดสามสีได้ก็ต้องเป็นการเกิดที่มีความสมดุลย์ในตัวของมันเอง ส่วนหากจะถามว่าปลาตัวไหนลวดลายสมดุลย์หรือไม่สมดุลย์นั้น การดูทั้งตัวนั้นก็เป็นอีกวิธีนึง (ดูภาพประกอบ D จะเห็นได้ว่าปลาสองตัวต่างมีลักษณะของสีถูกต้องตามหลักของปลาโชว่ะ) แต่วิธีที่จะแยกและอยากจะให้ทุกท่านลองกระทำเช่นนี้ดูก็คือ การลองแยกซอยปลาออกเป็นสี่ส่วน (ดูภาพประกอบ E) ภาพที่เห็นก็คือการเปรียบเทียบปลาสองตัวโดยตัดส่วนให้ดู ในส่วนแรกจะเป็นในส่วนของหัว ก็จะมีครบทั้งสามสีทั้งคู่ ส่วนที่สองคือส่วนไหล่ก็จะเห็นว่ามีสามสีทั้งคู่เช่นกัน คือมีทั้งแดงดำและขาว ส่วนที่สาม จะเห็นว่าทางด้านขวามือจะไม่มีดำ ส่วนปลาทางด้านซ้ายมือก็ยังมีสามสีอยู่อย่างครบครันคือ ทั้งแดงดำและขาว

     ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวิธีการพิจารณาลวดลายของปลา นอกจากจะมีวิธีการดูโดยรวมถึงการบาลานซ์ทั้งตัวแล้ว อีกวิธีนึงที่อยากจะให้ผู้เข้าฟังลองไปกระทำดูก็คือการตัดแบ่งส่วนพิจารณาอย่างนี้ ซึ่งการตัดส่วนพิจารณาแบบนี้จะมีวิธีที่พิจารณาเกี่ยวกันลวดลายซึ่งแตกต่างไปแต่ละสายพันธุ์


ภาพประกอบ E แต่หลังจากการตัดเป็น
สี่ส่วนเพื่อพิจารณาแล้ว พบว่าปลาตัวแรก
จะมีสัดส่วนของลวดลายที่ดีกว่า
 
    กลับเข้ามาที่เรื่องของคุณภาพสีอีกครั้ง โดยเราจะแบ่งเป็นการพิจารณาว่า ปลาที่ดีแดงที่ดีจะเป็นอย่างไร ขาวที่ดีเป็นอย่างไร และดำที่ดีเป็นอย่างไร และที่สำคัญก็คือ คุณลักษณะของสีที่จะมีพัฒนาการออกมาได้ดีจะเป็นอย่างไร
    คุณลักษณะของสีแรกที่อยากจะให้ดูคือสีขาว จากภาพนี่ (ดูภาพประกอบ F) คือตัวอย่างปลาชิโร่ะ อุจึริ ที่มีคุณภาพสีขาวดีมาก นี่คือปลาชิโร่ะ อุจึริที่สวยมาก ถือได้ว่ามีความขาวประดุจนางฟ้า เป็นลักษณะที่หาขาวที่สมบูรณ์แบบอย่างนี้ได้ยาก

    หลังจากที่ได้ฟังการพิจารณาความสวยงามของปลาไปทั้งสามด้านแล้ว อยากทราบว่าท่านผู้เข้าฟังมีความคิดว่า ปัจจัยในส่วนใดของตัวปลาสำคัญที่สุด (มีผู้ตอบมากมาย)
    สิ่งที่อยากจะให้ผู้เข้าฟังพิจารณาตามลำดับความสำคัญนั้นก็คือ อันดับแรก รูปร่างต้องมาก่อน อันดับที่สองเป็นเรื่องของคุณภาพสี และสิ่งที่พิจารณาเป็นอันดับสุดท้ายคือเรื่องของลวดลาย


ซ้าย ภาพประกอบ F ชิโร่ะ อุจึริตัวนี้เป็นปลาที่มีคุณภาพสีขาวดีมาก
 
    ดูอย่างเช่นหากปลาตันโจตัวนี้ (ภาพประกอบ G) ลวดลายสวยขนาดนี้ หากว่าตาหายไปข้างหนึ่ง หรือว่าครีบหายไปข้างหนึ่ง คิดดูสิครับว่าจะเป็นปลาที่ได้อย่างไร และดูจากปลาโคฮากุตัวนี้ (ชี้ไปที่ Loran ภาพประกอบ H) บางท่านอาจจะดูว่าลวดลายไม่สวยสักเท่าใด แต่ด้วยความที่มีคุณภาพสีเยี่ยมยอดเช่นนี้จึงทำให้ปลาตัวนี้คว้าแชมป์มาครองได้
    ส่วนปลาตัวใดจะมีพัฒนาการของสีและรูปร่างในทางใดนั้น ผมให้ความสำคัญไปที่ตัวพ่อแม่เป็นอย่างมาก การที่ได้เห็นสีสันและรูปร่างของพ่อแม่ จะทำให้ผมสามารถทำนายพัฒนาการของลูกปลาชุดนั้นได้ง่าย ดังนั้นเรื่องพ่อแม่พันธุ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
    เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อก่อนที่ ผมเพิ่งเข้าวงการใหม่ บรรดา Koi Breeder นั้นมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้ง Niigata ประมาณอยู่ที่ 6000 ราย แต่ต่อมาลดเหลือเพียงกว่า 200 ราย แต่ที่ผลิตปลามีคุณภาพดีๆ มีอยู่เพียงประมาณ 50 รายเท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าปลาที่ส่งออกไปแต่ละฟาร์ม ก็จะมีลูกค้าคอยสังเกตุพัฒนาการว่า หากมาจากฟาร์มนั้นฟาร์มนี้แล้วแนวทางการพัฒนาจะเป็นไปแนวทางนั้นแนวทางนี้ และปลาจากฟาร์มไหนมีแนวทางในการพัฒนาที่ดี และสิ่งที่ลูกค้าปลาสังเกตุได้นี่เอง จึงเป็นสาเหตุให้ฟาร์มถูกคัดเลือกไปโดยปริยาย หากฟาร์มใดที่ผลิตปลาที่ไม่ได้คุณภาพก็ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้


รูปซ้าย ภาพประกอบ G       รูปขวา ภาพประกอบ H
 
    มาเข้าเรื่องของการพัฒนาในลวดลายของปลา จะเห็นได้ว่าปลาตัวนี้มีพัฒนาการของลวดลายที่น่าสนใจมาก ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าปลาในรูปสามรูปนี้เป็นปลาตัวเดียวกัน (ภาพประกอบ I และ J) ซึ่งตอนแรกดูเผินๆ จะคล้ายโคฮากุธรรมดา แต่ต่อมาในขั้นตอนที่สอง Sumi (สีดำ) ก็จะเริ่มเพิ่มขึ้นมาในช่วง Nisai (สองปี) กลายเป็นปลาไทโช ซันเก้ และกลายเป็นโชว่ะในที่สุด นี่พัฒนาการที่น่าสนุกของการเลี้ยงปลาชนิดนี้ ซึ่งปลาแต่ละชนิดก็จะมีพัฒนาการของสีที่แตกต่างกันออกไป เช่นพัฒนาการของสีดำที่เกิดขึ้นในไทโช ซันเก้ ก็ย่อมไม่เหมือนกับพัฒนาการของสีดำที่เกิดขึ้นในโชว่ะ ซันเก้ ต้องอย่าสบสันว่ามันจะเหมือนกัน ในขณะเดียวกันสีดำที่เกิดขึ้นมาในปลาเบคโกะก็ย่อมจะไม่เหมือนกับสีดำที่เกิดขึ้นมาในปลาชิโร่ อุจึริ    

ภาพประกอบ I และ J การพัฒนาของสีดำที่น่าสนุกของปลาคาร์พ
 
    ส่วนในเรื่องของปลาโคฮากุนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วลวดลายก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่จากการเจริญเติบโตขึ้นของลำตัวปลาทำให้ภาพที่มองเห็นจะดูแตกต่างๆกันออกไป (ภาพประกอบ K) เช่นการโตขึ้นของปลาจะทำให้ลวดลายที่เห็นกว้างขึ้น เช่นตัวอย่างจากเจ้า Loran ในตอนที่ผมได้ไปพบเข้ารูปร่างมันก็ไม่ค่อยดีเท่าใด แต่จากที่ได้พิจารณาจากคุณภาพสีของมัน ผมพบว่ามันจะเติบโตเป็นปลาที่ดีได้ ซึ่งประสบการณ์จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่าปลาตัวไหนจะเติบโตขึ้นเป็นปลาที่ดีได้



ซ้าย ภาพประกอบ K แม้แต่โคฮากุก็คงมีการเปลี่ยนแปลงในลวดลายได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ปลาเติบโตและมีขยายลำตัวในด้านความกว้าง

ขวา ปลาโคฮากุ Tosai ตัวนี้ ถึงแม้ว่าในตอนวัยเยาว์ลวดลายจะดูทึบไปบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็น่าจะดูสวยขึ้นกว่าเดิมได้มากจากขยายของลำตัว
 
    ก่อนจะจบคำบรรยายในวันนี้ก็อยากจะบอกว่า เนื้อหาที่บรรยายในวันนี้เป็นประสบการณ์ของผม ในการใช้ความรู้ในการพิจารณาเลือกซื้อปลามาให้ลูกค้า ซึ่งเป็นความรู้กว้างๆ ในการเลือกซื้อปลาที่ดี

ถอดเทปคำบรรยายโดย Kevin Koilover Group
โดยความร่วมมือจาก Siam Koi Farm









เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว นิงาตะเคยมีบรีดเดอร์มากมายถึง 6000 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกว่า 200 รายเท่านั้น