การบรรยายครั้งที่ 2 ของ Mr.Kodama



บุคคลสำคัญ 3 ท่านสำหรับการบรรยายทุกครั้ง (จากซ้ายไปขวา) คุณณัฐวุฒิ (คุณอ้วน), Mr.Kodama และล่ามภาษาญี่ปุ่น
    ครั้งนี้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถได้มาบรรยายให้คนรักปลาชาวไทยฟังได้หลายๆ ครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สอง ไม่ทราบว่าครั้งที่แล้วใครไม่ได้มาบ้างครับ (มีคนยกมือขึ้นพอสมควร) น่าเสียดายนะครับ เพราะว่าเรื่องที่บรรยายไปครั้งที่แล้ว เป็นเรื่องที่ดีพอสมควรเลยล่ะ แล้วเรื่องที่ผมจะบรรยายในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว วันนี้เราตั้งใจบรรยายเรื่องปลาคาร์พถึง 4 สายพันธุ์ แต่เนื่องจากว่ามีผู้ที่ไม่ได้ร่วมการบรรยายครั้งที่แล้วอยู่พอสมควร ดังนั้นจึงอยากจะขอทบทวนเนื้อหาที่ได้บรรยายไปเมื่อครั้งที่แล้วสักเล็กน้อย
    ซึ่งเนื้อหาที่อยากจะเน้นย้ำก็คือว่า ข้อแรก ปลาคาร์พสองตัว ไม่มีทางที่จะเหมือนกัน หากนำปลาที่ดูเหมือนกันมาเปรียบเทียบกันก็จะมีปลาที่สวยแตกต่างกันเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง และอันดับสาม ข้อสอง ปลาที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า "พัฒนาการของปลา" ซึ่งก่อนที่จะเริ่มเนื้อหาในวันนี้ ผมอยากให้ท่านทั้งหลายจำสองหัวข้อนี้ให้ดี เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    การพิจารณาและคัดเลือกปลาโคฮากุ
    ปลาคาร์พมีสายพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 80 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับปลาคาร์พนั้นก็คือ โคฮากุ ซึ่งก็คือสายพันธุ์ที่มีสีขาวและแดงอยู่บนลำตัว มีคำกล่าวว่า "การเลี้ยงปลาคาร์พนั้น จะเริ่มต้นด้วยโคฮากุและจบลงด้วยโคฮากุ" และนี่คือสาเหตุที่เราต้องเริ่มต้นเรียนรู้ปลาคาร์พที่โคฮากุเป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่ามีปลาโคฮากุที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น ตัวที่แสดงให้เห็นในภาพเป็นปลาโคฮากุที่ชื่อว่า Loran เป็นปลาคาร์พที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งปลาตัวนี้เป็นแชมป์ของงานประกวดของ All Japan ซึ่งหากว่าปลาตัวไหนชนะการประกวด All Japan นั้น จะถือได้ว่าเป็นปลาที่มีความสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น
 
    คราวนี้ก็อยากจะถามทุกท่านว่า หากพิจารณาจากภาพ ปลาโคฮากุตัวไหนสวยกว่ากันครับ (ภาพประกอบ A เทียบภาพระหว่าง Yondan Kohaku กับ Loran ซึ่งคนส่วนใหญ่ยกมือบอกว่าปลาYondan Kohaku สวยกว่า) แต่สำหรับคณะกรรมการชาวญี่ปุ่นแล้ว คำตัดสินคือสิ่งที่บอกว่า Loran สวยกว่าปลาอีกตัวหนึ่งแน่นอน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกเช่นกัน การเลี้ยงปลาคาร์พนั้น หากว่าท่านอยากจะซื้อปลามาเลี้ยงเล่นเพื่อดูความสวยงามเป็นส่วนตัวแล้ว ก็สามารถเลือกซื้อตามแบบที่ท่านชอบได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่หากว่าท่านต้องการซื้อปลาเพื่อมาเลี้ยงไว้เพื่อต้องการความเป็นที่สุดหรือส่งเข้าประกวดนั้น กฏเกณฑ์การตัดสินหรือการพิจารณาว่าปลาในลักษณะใด ถึงสวยในสายตาของคณะกรรมการนั้น จะเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องเรียนรู้ มากไปกว่านั้นก็คือในงานประกวด จะมีปลาที่มีลักษณะดีๆ ตามสายตากรรมการเข้ารอบมามากมาย แต่ปลาตัวที่ดีที่สุดเพียงตัวเดียวจะเป็นปลาที่ได้รางวัลแชมป์ไปครอง ซึ่งในการพิจารณาความสำคัญนั้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ อันดับหนึ่งเป็นเรื่องของรูปร่าง อันดับสองเป็นเรื่องของ คุณภาพสี และสุดท้ายเป็นเรื่องของลวดลาย ซึ่งเนื้อหาของเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ได้พูดไปในการบรรยายครั้งที่แล้ว และจะเห็นได้ว่า Loran นั้นมีรูปร่างที่ดีและคุณภาพสีที่ดี


ขวา ภาพประกอบ A ปลาตัวซ้ายหรือขวา ตัวไหนสวยกว่ากันในสายตาของคุณ?
 
    (ดูภาพประกอบ B) แม้ว่าจะมีลวดลายที่ไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็สามารถเอาชนะปลาตัวที่ลวดลายสวยกว่าและคว้าแชมป์มาครองได้ ซึ่งเราสามารถนำเอา Concept นี้มาเป็นหลักในการเลือกซื้อปลาได้เช่นกัน นอกจากนี้ผมอยากให้ดูปลาที่ได้ขึ้นปลาหนังสือเล่มนี้ (หยิบหนังสือ Nichirin ที่หน้าปกเป็นโคฮากุขึ้นมาให้ดู) แน่นอนนะครับว่า ปลาที่ไม่สวยรับรองว่าจะไม่มีทางได้ขึ้นปกหนังสือเล่มนี้ แต่ดูแล้วลายไม่สวยเลยใช่ไหมครับ แต่ที่ได้ขึ้นปกหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเพราะว่า เป็นปลาที่มีรูปร่างและคุณภาพสีที่ดี

ภาพประกอบ B ดูกันชัดๆ ในคุณภาพสีที่ถือเป็นสุดยอดแห่งความเป็นปลาโคฮากุของเจ้า Loran
 
    ทำไมหรือครับที่เราจะต้องให้ความสำคัญของคุณภาพ ซึ่งคุณภาพก็มีหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของผิว คุณภาพของสี คุณภาพของรูปร่าง ปลาที่มีคุณภาพถึงแม้ว่าสีจะไม่สดสีจะไม่เข้มหากว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพที่ดีสีก็จะเข้มขึ้นมาได้ กฏเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ตัดสินปลาก็คือ ปลาที่มีโอกาสที่จะเติบโตได้สวยงาม ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก หนังสือเล่มนี้เป็นฉบับล่าสุดของญี่ปุ่นเลย (เดือนธันวาคม 2545) จะมีภาพแชมป์เปี้ยนของญี่ปุ่นโชว์อยู่ จากการดูภาพแชมป์เปี้ยนที่ผ่านๆ ของญี่ปุ่นจะขอถามว่า สวยไหมครับ? จะเห็นว่าส่วนใหญ่ลวดลายไม่สวยเลยแต่ถูกตัดสินให้เป็นแชมป์เปี้ยน ซึ่งความสวยงามในเรื่องของรูปร่างและคุณภาพสีนั้นไม่ได้ติดมาแต่กำเนิดเลยนะครับ แต่ต้องค่อยๆ แล้วแล้วค่อยแสดงออกมา ดังนั้นในการออกไปหาซื้อปลาของผม นอกจากที่ผมจะมองหาปลาสวยๆ แล้ว ส่วนหนึ่งผมจะมองหาปลาที่สามารถจะฉายแววความงามได้ด้วยในอนาคต และผมก็อย่างให้ทุกท่านในที่นี้มีแนวคิดเดียวกันก็คือ แนวคิดในการมองหาปลาที่จะเติบโตขึ้นมาสวยได้ในอนาคต
 
ซ้าย ปลาสองตัวนี้เป็นปลาแกรนด์แชมป์และปลาติดรางวัลใหญ่ของ ZNA แต่ลองพิจารณาดูลวดลายบนตัว จะเห็นว่าไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใดเลย


ขวา ปลาตัวนี้ชื่อ "This is Kohaku" ชนะรางวัลแกรนด์แชมป์ของ ZNA สองปีติดต่อกันคือครั้งที่ 19 และ 20 นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลแกรนด์แชมป์ของ Shinkokai ครั้งที่ 17 อีกด้วย หลายคนอาจบอกว่า ลวดลายดูไม่สวยเลย
 
    คุณณัฐวุฒิช่วยเสริมว่า " วันนี้ Mr. Kodama อยากจะย้ำสำหรับท่านที่ไม่ได้มาคราวแล้วว่าการเลือกปลาเนี่ย เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราดูปลากันที่สามประเด็นหลักคือ รูปร่าง คุณภาพสี และลวดลาย Mr.Kodama บอกว่าหากเราจะเลี้ยงเพื่องานอดิเรกจริงๆ เลยเนี่ย เราซื้ออะไรก็ได้ที่เราชอบ แต่หากเราเน้นที่การประกวดเพราะถือว่า การประกวดคือเกณฑ์ของการตัดสินว่าปลาดีหรือไม่ดีเป็นอย่างไรนั้น ก็ถือว่าเป็นมาตราฐานที่ดีที่สุด แล้วก็ถามว่าปลาพวกนี้ทำไมถึงได้เป็นแกรนด์แชมป์เปี้ยน ในขณะที่ปลาลวดลายสวยกว่านั้นไม่ได้เป็น ก็เพราะว่าคณะกรรมการเค้าดูที่ประเด็นอื่นมากกว่าลวดลายและดูแนวโน้มว่าปลาตัวนั้นจะมีขนาดที่ใหญ่โตและมีคุณภาพที่ดีได้หรือเปล่าในอนาคต ดังนั้นในการซื้อปลาในขนาดเล็กนั้น Mr.Kodama แนะนำว่าให้ซื้อปลาที่ถูกและคุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งหากเราสามารถดูแนวโน้มของคุณภาพสีและรูปร่างเป็นแล้ว เรื่องลวดลายเป็นเรื่องรองลงไป เพราะว่าปลาที่ดูพร้อมทั้งสามด้านเลยนั้น มีน้อยมากและก็หายากมาก ดูอย่าง Loran เมื่อเทียบกับปลา Yondan Kohaku นั้น อาจดูว่าปลาตัวนั้นมีลวดลายสวยกว่า แต่ในงานประกวดนั้นปลาตัวดังกว่าไม่มีทางที่จะเทียบชั้น Loran ได้เลย ในหนังสือเล่มที่ Mr.Kodama โชว์นั้น หลายตัวในนั้นเป็นปลาที่ทาง Mr.Kodama ขายให้กับลูกค้าไปและได้รางวัลแกรนด์แชมป์เปี้ยนเสียด้วย"
 


เกล็ดฟุกุรินของปลาในกลุ่ม Gosanke เปรียบเทียบกับปลาตระกูล Hikari
    ลักษณะของโคฮากุก็คือเป็นปลาคาร์พที่มีสองสี คือสีแดงและสีขาว โคะแปลว่าสีแดง ดังนั้นปลาโคฮากุนั้นสียิ่งแดงก็ยิ่งดี และสีที่จะทำให้สีแดงของโคฮากุดูเด่นขึ้นนั้นก็คือ สีขาวซึ่งเป็นสีที่ต้องตัดกับสีแดง ซึ่งสีขาวก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน สีขาวไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าขาวอย่างเดียวแล้วดี แต่ว่าต้องเป็นสีขาวที่มีความสวยตามลักษณะของเค้าด้วย ดูปลาโคฮากุตัวนี้จะมีสีขาวที่โดดเด่นมากและนอกจากส่วนหัวที่สีขาวอย่างมีคุณภาพแล้วในส่วนของลำตัวที่เป็นสีขาวก็เป็นสีขาวที่โดดเด่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพเช่นกัน และนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "ฟุกุริน (ลวดลายที่ดูคล้ายเกล็ดยกขึ้นเป็นโครงร่างตาข่าย)" ซึ่งการที่ปลาตัวใดมีสิ่งนี้ถือว่าปลาตัวนั้นเป็นปลาที่มีคุณภาพผิว
(Skin Quality) อยู่ในระดับที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการมองว่าปลาตัวใดมีคุณภาพผิวที่ดีหรือไม่ จะเห็นได้ว่าในส่วนของสีขาวของปลาอีกตัวจะไม่มีลักษณะของฟุกุรินแบบปลาตัวนี้ คุณณัฐวุฒิเสริมว่า "ฟุกุรินคือลักษณะของเกล็ดปลาที่เห็นได้ชัดในปลาใหญ่อย่างปลาพวกโอกอน"
    ซึ่งฟุกุรินนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยกำเนิดแต่จะเกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตของปลาคาร์พตัวนั้นๆ ตอนที่ปลาอายุยังน้อยอยู่จะมองไม่เห็นฟุกุรินแบบนี้ เนื่องจากว่าเกล็ดของปลาจะเจริญเติบโตมาถึงช่วงหนึ่งแล้วจะหยุดการเจริญเติบโต แต่ลำตัวปลาไม่หยุดการเจริญเติบโตจึงทำให้เกิดการมองดูเป็นฟุกุรินขึ้น
    และจากที่การที่เราได้นำรูปปลาหลายตัวมาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่ามีปลาอีกหลายๆ ตัวที่มีลวดลายสวยกว่านี้ แต่ที่ปลาตัวนี้ได้รับเลือกเป็นแชมป์ก็เนื่องจากปลาตัวนี้มีเสน่ห์ด้านอื่น เช่นในการที่มีเกล็ดแบบฟุกุรินชัดเจน นี่ก็เป็นอีกจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ได้คะแนน แล้วการมองเห็นฟุกุรินที่ชัดเจนนั้นก็เป็นลักษณะหนึ่งของปลาโคฮากุที่ดี
    คุณณัฐวุฒิเสริมว่า "ในบ้านเราสำหรับปลาหลักที่มีขนาดมากกว่า 80 ซม.นั้น หาดูได้ยากเต็มที ซึ่งในปลาขนาดดังกล่าวในส่วนของพื้นขาวนั้นจะเห็นฟุกุรินได้ชัดมากเลย ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่สีขาวก็จะมีขนาดที่ใหญ่ตามขนาดลำตัว ซึ่งแตกต่างจากTosai (ปลาปีเดียว) ที่ทั้งขนาดเกล็ดและพื้นที่สีขาวก็เล็กเอามากๆ เราคงหาดู ฟุกุรินได้ยากเต็มทีกับปลาขนาดเล็ก แต่พอเทียบกับปลาขนาดใหญ่แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมสีขาวเฉยๆ ทำไมดูสวย ก็เพราะมันเป็นสีขาวที่ texture คือผิวมันจะเป็นริ้วๆ สวยมากเลย ซึ่งปลาลักษณะแบบจะหาดูได้ตามงานประกวดซึ่งมีปลาขนาดใหญ่ๆ เข้าประกวดมากมาย"
     ต่อมาจะเป็นเรื่องของสีแดงในส่วนหัวของปลาลักษณะที่ดีก็ควรจะเป็นการเริ่มต้นด้วยขาวแล้วมีสีแดงตรงกลางซึ่งสีแดงที่ว่าไม่จำเป็นต้องกลมหรือบังคับลักษณะรูปร่างของสีแดง สำหรับในส่วนหัวก็ควรจะมีสีแดงและจบตรงข้อหางด้วยสีขาวที่เรียกว่า "Odome" และสัดส่วนสีแดงกับสีขาวโดยรวมแล้วควรจะได้ประมาณสัก 50-50 และนี่คือลักษณะของการเลือกลวดลายของปลาโคฮากุ ซึ่งผมก็ได้อธิบายถึงหลักการนี้ให้เจ้าหน้าที่ทาง Siam Koi ฟัง แต่ได้รับเสียงตอบกลับมาว่า หากว่าอธิบายแบบนี้ไปแล้วจะทำให้ปลาในฟาร์มขายไม่ได้หรือขายได้ยากขึ้นนะ แต่ผมก็ได้อธิบายให้ฟังว่าไม่ต้องเป็นกังวลอันใดเลย เพราะว่าในโลกของปลาคาร์พนั้นจะให้ความสำคัญของคุณภาพมากกว่าลวดลาย ดังนั้นสิ่งที่บอกไปแต่ต้นว่าปลาโคฮากุต้องเริ่มด้วยสีขาวและจบลงด้วยสีขาวก็ไม่จำเป็นและล่ะครับ ถ้าปลาตัวนั้นเป็นปลาที่มีคุณภาพดี รูปร่างดี ถึงแม้จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยสีขาวและจบลงด้วยสีขาวก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นปลาที่ดีได้เหมือนกัน
     ต่อไปเราจะมาเปรียบเทียบโคฮากุในแต่ละตัวดูนะครับ ในส่วนของ A กับ B ผมจะพูดถึงรูปร่าง แล้วถ้าให้ทุกท่านดูก็คงจะเห็นพ้องต้องกันว่า A สวยกว่า แต่เชื่อหรือไม่ว่าปลาตัวที่แชมป์คือ B ต่างหากล่ะครับ (ดูภาพประกอบ A อีกครั้ง) เพราะว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญของลวดลายเป็นอันดับหนึ่ง ก็อย่างที่บอกไว้ว่าในวงการปลาคาร์พจะให้ความสำคัญกับปลาที่มีรูปร่างดีมีสุขภาพที่ดีด้วย เพราะว่าปลาที่มีรูปร่างดีมีสุขภาพดีสวยขึ้นกว่าเดิมได้ แต่หากปลาที่มีลวดลายดีแต่สุขภาพและรูปร่างไม่ดีนั้น โอกาสที่จะสวยขึ้นนั้นแทบไม่มีเอาเสียเลย
     คุณณัฐวุฒิเสริมว่า "เรื่องการที่ได้บรรยายถึงลวดลายว่าโคฮากุต้องเริ่มด้วยขาวและจบด้วยขาวที่ข้อหางนั้น หากเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่ามันจะเหมือนการจัดภาพในอยู่ในกรอบรูป ซึ่งจะทำให้ภาพดูสวยขึ้นหากมันอยู่ในกรอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าปลาทุกตัวจะต้องเปิดหัวเปิดหางกันไปเสียหมด แต่ว่าเซียนปลาเมืองไทยนะครับ เดินไปที่ไหนมีดหล่นตุ๊บเลย คือว่าจับมากรีดตั้งแต่เล็กเลย อย่างที่ทราบกันดีว่ามีการทำเช่นนี้มานานแล้วในวงการปลาบ้านเรา แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่าถึงแม้ว่าการที่มีลวดลายที่สวยนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูปลา ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินว่าปลาตัวไหนสวยกว่าตัวไหน เราจะมาวัดความสำคัญกันที่คุณภาพมากกว่า จะเห็นได้ว่าปลาที่ได้รางวัลใหญ่ๆ อย่าง ZNA หรือกระทั่ง All Japan นั้นเป็นปลาที่มีลวดลายไม่สวย แดงติดครีบก็มี เป็นปลาตอนเดียวก็มี ก็ยังได้แชมป์เป็นเรื่องธรรมดา ซี่งความโดดเด่นของปลากลับไปอยู่ที่รูปร่างและคุณภาพผิวที่ดีต่างหาก นอกจากนี้การเลี้ยงปลาก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ปลาดีขึ้นด้วย"
     จะเห็นได้ว่าที่ผมอธิบายมาเสียยืดยาวก็เพราะอยากจะให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับการดูปลาที่คุณภาพมากกว่าลวดลาย อย่าไปหลงกับลวดลายให้มากนัก แล้วเราจะรู้ถึงคุณภาพของปลาได้อย่างไร
     ยกตัวอย่างของปลาตัวนี้ เล็กๆ ปลาจะไม่ได้มีสีแดงอย่างนี้ สีจะจางกว่านี้เยอะ แต่ดูที่ขอบเกล็ดจะเห็นได้ว่ามีขอบสีที่คมชัดมากไม่รอยเลอะเลย และนอกจากนี้ไม่เพียงแต่ขอบของสีแดงเท่านั้นที่ควรพิจารณา ในส่วนพื้นที่ของสีแดงก็ต้องเป็นสีแดงที่ทั่วถึงและสม่ำเสมอกันทั้งหมด ปลาเล็กในวัยเยาว์แม้ว่าจะมีสีที่ไม่สดแต่หากเป็นปลาที่มีคุณภาพดี โตขึ้นก็มีโอกาสที่จะมีสีสวยได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ที่บางครั้งเราดูว่าโตขึ้นแล้วน่าจะสวยหรือสีเข้มขึ้น แต่พอในความเป็นจริงแล้วโตขึ้นกลับไม่สวยไปก็มีเหมือนกัน ซึ่งหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นมาแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมักจะมาจากสาเหตุสองประการคือ
    ประการแรกคือสิ่งแวดล้อมที่เราเลี้ยงดู ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่แวดล้อมตัวปลาเช่น แสงแดด น้ำและอุณหภูมิ
    ประการที่สองคือ อาหารที่เราให้
ซึ่งสองสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าปลาที่ดูว่าเป็นปลาคุณภาพดีในวัยเยาว์จะเติบโตขึ้นเป็นปลาคุณภาพดี สีสดสวยได้ในอนาคตหรือไม่
     การเลือกปลาจึงแบ่งได้เป็นสองรูปแบบของการเลือกคือ แบบแรกคือเลือกปลาที่มีคุณภาพดีในปัจจุบันนั้นไปเลย และอย่างที่สองคือเลือกปลาที่สีจะดีขึ้นในอนาคต (ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของเรานั่นเอง) และเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนกว่าที่ญี่ปุ่นเยอะพอสมควร เราจึงจะเห็นได้ว่าปลาในประเทศไทยจะเจริญเติบโตได้เร็วกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่พอสมควร และจากการที่เจริญเติบโตเร็วอย่างนี้จึงเป็นเหตุทำให้ชั้นของสีเจริญเติบโตตามไม่ค่อยทัน เราจึงต้องแก้ไขโดยการให้อาหารเร่งสีทำให้ชั้นสีพัฒนาการได้ทันกับการเจริญเติบโตของตัวปลา สำหรับอาหารปลาที่ใช้อยู่ในญี่ปุ่นแล้วได้ผลดีก็ไม่จำเป็นว่าจะดีในการใช้ที่เมืองไทย เราหาอาหารที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและการเลี้ยงปลาคาร์พในเมืองไทย
     สำหรับเรื่องของ Sashi หรือสีที่เกิดจากสีขาวทับอยู่บนเกล็ดสีแดงนั้น ไม่ว่าปลาตัวใดจะมีหรือไม่มี Sashi หากว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพสีดีก็จัดเป็นปลาที่สวยได้เช่นกัน โดยหลักของการเกิด Sashi บนตัวปลานั้น เกิดจากการที่เกล็ดสีขาวที่อยู่ด้านหน้าทับกับเกล็ดสีแดงที่อยู่ถัดไปดังนั้นจะทำให้เราเห็นขอบเกล็ดของสีแดงที่อยู่ด้านล่างอยู่รางๆ หรือแดงระเรื่อ ลักษณะของ Sashi ที่สวยจะต้องเป็นลักษณะของ Sashi ที่คมชัด ทั้งนี้เกิดจากการที่ว่าชั้นสีขาวบนเกล็ดที่อยู่ด้านหน้าเกิดการพัฒนาตัวจนหนา และทำให้มองไม่เห็นสีแดงที่อยู่ลึกลงไปจึงทำให้แลดูเหมือนว่าไม่มี Sashi ซึ่งปลาที่มีโอกาสจะพัฒนาสีขาวได้ดีและหนาจนบดบังสีแดงที่อยู่ลึกลงไปได้นั้น จะต้องเป็นลักษณะของการเริ่มต้นของ Sashi ในแบบที่เรียกว่า "One Scale Sashi" แต่หากว่าปลาตัวไหนที่มี Sashi ที่กระจายหรือเปรอะเข้าไปหลายๆ เกล็ดแล้ว โอกาสที่ชั้นสีขาวจะพัฒนาตัวจนบดบังสีแดงที่อยู่ลึกลงไปได้หมด และส่งผลให้กลายเป็นขอบสีที่คมนั้น ก็เป็นไปได้ยากหรือบางทีพูดได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นปลาที่มี Sashi แถวเดียวจึงถือเป็นปลาที่น่ามองหามาไว้เลี้ยงเพราะมันมีโอกาสพัฒนาเป็นขอบสีที่คมกริบได้ง่ายกว่านั่นเอง
     ส่วนสำหรับคำถามที่ว่า สาเหตุของปลาถอดสีเกิดจากอะไรนั้น และทำไมการหลุดหรือการถอดสีของปลามักจะเริ่มจากส่วนหัวก่อน ก็ขอตอบว่าที่เริ่มจากส่วนหัวก่อนนั้นเนื่องมาจากว่า ชั้นสีที่ส่วนหัวนั้นวางตัวอยู่บนชั้นไขมัน ซึ่งจะหลุดไปได้ง่ายกว่าชั้นสีที่วางตัวอยู่บนเกล็ด ซึ่งเกล็ดจะหายไปทีละเกล็ดๆ ส่วนการหายไปของสีนั้นมักจะเกิดจากปลาที่มีสุขภาพไม่ดี ซึ่งอาจจะเกิดจากความเครียดหรือสาเหตุนานานัปการ จากการที่เราพิจารณาดูจากชั้นสีจะเห็นได้ว่าที่ชั้นสีจะมีเส้นเลือดเส้นเล็กๆ ขึ้นไปหล่อเลี้ยงชั้นสี หากว่าปลาตัวใดมีสุขภาพไม่ดีก็จะทำให้เส้นเลือดเหล่านี้หล่อเลี้ยงชั้นสีได้ไม่ดี หรือบางทีเส้นเลือดนั้นอาจหยุดหล่อเลี้ยงชั้นสีบริเวณใดบริเวณหนึ่งไปเลยทำให้ปลาถอดสีไปเลย ดังนั้นการที่จะรักษาให้เส้นเลือดบริเวณในหล่อเลี้ยงชั้นสีได้ดีนั้น ต้องระวังรักษาสุขภาพปลาตัวนั้นๆ ไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยและระวังอย่าให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน เช่นการที่เราซื้อปลาจากที่ญี่ปุ่นกลับมาที่เมืองไทย นี่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างกระทันหัน ซึ่งปลาจะรู้สึกเครียดมากซึ่งส่งผลต่อคุณภาพสีของปลาได้โดยตรง วิธีการป้องกันก็คือการที่เราขนส่งปลามาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เราจึงควรจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อมเดิมให้มากที่สุด แต่ในทางปฎิบัติแล้วก็ไม่สามารถกระทำได้ทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้นการให้อาหารที่มีส่วนผสมของสารเร่งสีก็จะถือว่าเป็นการช่วยเสริมที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ผมก็กำลังเสาะแสวงหาสูตรอาหารปลาที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในเมืองไทย ซึ่งอาหารปลาที่คิดค้นนี้มีจุดประสงค์จะให้ปลาสร้างสีได้รวดเร็วกว่าสูตรอาหารที่ใช้ในญี่ปุ่นถึงหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงอยากให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับอาหารมากๆด้วย
     คุณณัฐวุฒิเสริมว่า "คำถามที่มีเข้ามาในเรื่องของปลาสีหลุดนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากในปลาที่นำเข้ามาในเมืองไทย แน่นอนเรื่องอาหารเร่งสีก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรื่องของความเครียดของปลาด้วย ซึ่งหากว่าปลาเครียด ปลาป่วย หรือปลามีสุขภาพไม่สะสมอยู่ภายใน ปลาก็จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีพออกไป โดยถือว่าจะต้องรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน ดังนั้น สิ่งแรกๆ ที่ร่างกายของปลาเลือกจะตัดออกก็คือเรื่องของสี หรือเรื่องของความสวยงามนั้นเอง โดยอยู่ในรูปแบบที่ว่าเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชั้นสีนั้นจะหยุดส่งการหล่อเลี้ยงหรืออาจถึงขึ้นที่ตีบตันและขาดหายไปเลย ซึ่งหากถึงขั้นที่ขาดหายไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเร่งสีอย่างไรก็ไม่ขึ้น เพราะมันได้ขาดตอนไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือไม่ทำให้ปลาเครียดหรือป่วย ในข้อสองก็คือจากการที่ได้ไปตระเวณดูปลาที่เลี้ยงในเมืองไทยกับ Mr.Kodama ทาง Mr.Kodama ได้ให้ความเห็นว่าอาหารจากญี่ปุ่นที่ใช้อยู่อาจไม่เหมาะกับการเลี้ยงปลาในเมืองไทยก็ได้ เพราะเห็นว่าปลาส่วนใหญ่มีสีไม่สวยเท่าที่ควร ตอนนี้ Mr.Kodama กำลังคิดสูตรอาหารปลาสำหรับเมืองไทยโดยเฉพาะแล้วจ้างโรงงานที่ญี่ปุ่นทำ ตอนนี้กำลังทดลองใช้กันอยู่ว่าสูตรไหนน่าจะเหมาะกับสภาพในประเทศไทยมากที่สุด ทั้งการเติบโตและการเร่งสี ซึ่งผมก็ได้ชิมอาหารสูตรนี้กะเค้าด้วยเหมือนกัน"

     ต่อมาก็มาเข้าเรื่องของ Ginrin Kohaku ซึ่งหมายถึงปลาโคฮากุที่มีส่วนของเกล็ดเป็นประกาย ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการของกินริน โคฮากุนั้นก็คือ คินกินกิน โคฮากุ ซึ่งคำว่า "คิน" แปลว่า "ทอง" ส่วน "กิน" แปลว่า "ทอง" และ "ริน" แปลว่า "เกล็ด" ซึ่งแปลความหมายโดยรวมได้ว่า "เกล็ดเงินเกล็ดทอง" ในการเรียกจะเรียกว่า คินกินริน โคฮากุ เท่านั้น จะเรียกสลับที่กันไม่ได้ เพราะเราให้ความสำคัญของการเป็นเกล็ดแวววาวมากกว่าการเป็นโคฮากุ (ปลาขาวแดง) และด้วยหลักการเดียวกันนี้ ก็จึงเรียกปลาคินกินรินสายพันธุ์อื่นๆ ว่า คินกินริน โชว่ะ ,คินกินริน ซังเขะ ด้วยเหตุผลเดียวกัน
     หลักการดูความสวยงามของคินกินริน โคฮากุ นั้น เราจะให้ความสำคัญของ เกล็ดแวววาวมากกว่าสีขาวแดง กระทั่งในงานประกวดในหมวดหมู่ของคินกินริน ก็จะให้ความสำคัญที่คินกินรินมากกว่าลวดลายที่สวยงาม และด้วยสาเหตุนี้เองที่เวลาทุกท่านเลือกซื้อคินกินริน โคฮากุก็ควรจะให้ความสำคัญกับคินกินรินมากกว่าลวดลายของโคฮากุเช่นกัน
 


คินกินริน โคฮากุ


รูปแบบต่างๆ ของเกล็ดคินกินริน
 


บน ภาพประกอบ C ปลาตัวซ้ายเป็นดอยซ์ โคฮากุ ส่วนปลาตัวขวาเป็นซุซุย
ซึ่งเป็นปลาไม่มีเกล็ดเหมือนกัน

ขวา แท้จริงแล้วปลาดอยซ์ก็มีเกล็ดอยู่เหมือนกันแต่อยู่ในรูปแบบที่บางใส
ซึ่งในจุดประสงค์หลักของการเพาะพันธุ์นั้น ไม่ต้องการให้มีเกล็ดในส่วนใดเลย
    ต่อมาเป็นเรื่องของ "ดอยซ์ โคฮากุ" เช่นเดียวกันที่เราเรียก "ดอยซ์" นำหน้า "โคฮากุ" นั่นก็หมายความว่าเราให้ความสำคัญของความเป็น "ดอยซ์" มากกว่าความเป็น "โคฮากุ" เช่นเดียวกับที่เราจะเรียกว่า "ดอยซ์ ซังเขะ" เพราะว่าเราสนใจในความเป็น "ดอยซ์" มากกว่าความเป็น "ซังเขะ" ของปลาตัวนั้นๆ
     แต่ลองมาพิจารณาปลาตัวนี้ (ยกภาพปลาซุซุยขึ้นมาให้ผู้เข้าฟังสมนาดู ภาพประกอบ C) จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้มีคำว่า "ดอยซ์" ในชื่อของมันเลย ทั้งนี้เนื่องจากว่าเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว (ค.ศ.1910) ได้มีการนำเอาปลาคาร์พสายพันธุ์ที่ไม่มีเกล็ดมาผสมพันธุ์เข้ากับปลาอาซากิ ออกมาได้เป็นซุซุย จะเห็นได้ว่าปลาซุซุยจะมีเกล็ดสีดำตรงกลางหลังเป็นแนวยาวสวยงามมากเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้เพาะพันธุ์ให้ความสำคัญกับเกล็ดนี้มากกว่าความเป็นปลาดอยซ์ แต่ในดอยซ์ โคฮากุจะไม่มีเกล็ดสีดำเลย เนื่องจากว่าในการเพาะพันธุ์ ดอยซ์ โคฮากุ ผู้เพาะจะพยายามให้ปลามีเกล็ดเล็กๆ ที่กลางหลังน้อยที่สุดไปจนถึงไม่มีเลย (ซึ่งเป็นลักษณะของความเป็นปลาดอยซ์ที่ดี) การมีเกล็ดปลาแซมขึ้นที่กลางหลังเล็กน้อยนี้แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ทางผู้เพาะพันธุ์ไม่ต้องการเลยเสียด้วยซ้ำไป แต่ในทางกลับกันแล้วผู้เพาะพันธุ์ปลาซุซุยกลับพยายามให้เกิดปลาซุซุยที่มีเกล็ดสีดำเรียงสวยตลอดแนวสันหลังให้มากที่สุดเพื่อคงความเป็นลักษณะของปลาซุซุย ซึ่งให้เวลาในการพัฒนามาเกือบร้อยปีแล้ว จะเห็นได้ว่านี่คือการพัฒนาที่แตกต่างกันแต่ใช้เวลาร่วมร้อยปีทั้งคู่ คือทางหนึ่งเน้นพัฒนาให้เกล็ดที่กลางหลังหายไป แต่ได้ลวดลายที่สวยงามบนลำตัว แต่อีกทางหนึ่งคือการมุ่งเน้นพัฒนาเกล็ดสีดำตรงกลางหลังให้เรียงสวยงาม


 
    สีแดงของโคฮากุนั้นมีอยู่ประมาณ 5 ชนิดขึ้นอยู่กับทางผู้เพาะพันธุ์ว่าจะต้องการให้สีที่ออกมาเป็นลักษณะไหน แต่ทางที่ดีนั้นเราควรจะศึกษาว่าสีแดงของโคฮากุชนิดไหนที่นำมาเลี้ยงในเมืองไทยแล้วจะถูกกระทบโดยสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด (ซึ่งหมายความว่าจะคงความงามไว้ได้ดีที่สุด) เท่าที่สังเกตุดูจะเห็นได้ว่าปลาโคฮากุในสายของไดนิชิและเซ็นสุเกะ จะมีผลกระทบต่อภูมิอากาศน้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังขึ้นกับการเลี้ยงดูของแต่ละคนด้วย ส่วนการคาดเดาว่าปลา Tosai ที่เราเลือกนั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นสีแดงในโทนไหนนั้น นี่คือข้อได้เปรียบของการเป็นบรีดเดอร์หรือประโยชน์ของการไปซื้อปลาถึงที่ฟาร์ม เพราะว่าเราจะสามารถดูได้ถึง Oya Koi (ปลาพ่อแม่พันธุ์) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วลูกปลามักจะได้สีสันในโทนที่ใกล้เคียงกับปลาพ่อแม่พันธุ์เป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนโทนของสีแดงนั้น บางท่านอาจนิยมชมชอบกับปลาที่มีสีแดงแบบเข้มจัดแบบแดงเลือด แต่ปัจจุบันนี้ในความนิยมกับชอบปลาที่มีสีแดงในโทนสีสดและนุ่มนวลกว่านั้น จะเห็นได้ว่าอย่างเช่น Loran ก็เป็นปลาที่มีสีแดงออกในแนวโทนแดงสีสดใสแบบนุ่มนวล แต่ที่ดูจัดจ้านนั้นอาจจะเกิดจากขึ้นตอนการพิมพ์ภาพมากกว่า

Go to Page 2