
| ผมนายโจ้ (JOE koikichi ) ขอโอกาสนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจมากๆ ครับ เป็นเรื่องที่ผมได้อ่านเจอในหนังสือ NICHIRIN NO.412 ประจำเดือนเมษายน ปี 2002 ครับ เป็นเรื่องที่มีผู้เลี้ยงท่านนึงในญี่ปุ่น เค้าเขียนมาถามทางนิตยสารนิชิริน เกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงดูต่างๆ ผมได้อ่านแล้วพบว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และเป็นเรื่องที่มักจะเป็นปัญหาที่นักเลี้ยงทั้งหลายทั่วทุกมุมโลก มักจะเคยสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้รวมทั้งตัวผมเองด้วยเช่นเดียวกัน ในคราวนี้ผมจะขอสาธยายในลักษณะเจาะเอาแต่ประเด็น ที่น่าสนใจรวมทั้งขออนุญาติสอดแทรกความคิดเห็นของผมเข้าไปพร้อมๆ กันก็แล้วกันนะครับ เข้าเรื่องเลยก็ล่ะกันนะครับ |
![]() |
คำถามที่ 1: ผมมักจะได้ยินผู้คนนักเลี้ยงปลาทั้งหลายแหล่พูดถึงเรื่องจะทำยังไงน๊า?
ที่จะทำให้ปลาที่เราเลี้ยงนั้นจบ (finished) ได้อย่างสมบูรณ์ และมีผิวพรรณที่มันเงางามอันเนื่องมาจากมีเมือกปลกคลุมตัวที่ดี
ให้เป็นไปเหมือนดั่งเกณฑ์ความเห็นของกรรมการตัดสินปลาตามงานต่างๆ ใช้ตัดสินปลาเข้าประกวด
แต่ตัวผมนั้นไม่เข้าใจว่าจะใช้วิธีการเลี้ยงอย่างไรให้เป็นไปได้ดังเช่นนั้น และจะเป็นไปได้ไม๊ว่า ถ้าผมใช้แต่อาหารราคาแพง
ผมจะสามารถที่จะทำให้ปลาของผมพัฒนาไปถึงจุดดังที่กล่าวมาได้? คำตอบ 1: เราควรที่จะเข้าใจก่อนว่า ปลาที่จะมีผิวมันเงางามได้นั้นเป็นเพราะว่าตัวปลาเองมีเมือกปกคลุมตัวที่ดี (มีเมือกมาก มิใช่ขับเมือกมาก) เมือกปลานั้นสำคัญมากๆ ต่อตัวปลาเอง มันทำหน้าที่ปกป้องเชื้อโรคต่างๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอีกทั้งทำให้ปลาดูสวยเงางามขึ้นด้วย การทำงานและประโยชน์ของ Vitamin E นั้นมีส่วนสำคัญมากต่อปริมาณและคุณภาพของเมือกปลา ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันที่มีผลต่อเมือกปลานั้นก็คือความกระด้างของน้ำในบ่อ น้ำที่มีความกระด้างมากนั้นมีผลเสียต่อตัวผิวปลาโดยตรง และเนื่องจากสาเหตุนี้นี่เองเราจึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าปลาจะจบ (finished) ได้อย่างสมบูรณ์แบบในน้ำที่มีความกระด้างต่ำ หรือน้ำอ่อนเท่านั้น แต่คนที่ใช้น้ำประปาเลี้ยงปลานั้นจะไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำกระด้างนี้ (ในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศที่มีภูมิประเทศและภูเขาส่วนใหญ่ไม่เป็นหินปูน ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทย) จะมีปัญหามากก็แต่ผู้ที่ใช้น้ำบาดาลเลี้ยงปลาซะเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นการดีมากสำหรับผู้ที่ใช้น้ำบาดาลที่จะควรตรวจเช็คความกระด้างของน้ำในแหล่งนั้นๆ รวมทั้งเมื่อพบปัญหาก็ควรบำบัดน้ำนั้นเสีย (การบำบัดให้น้ำอ่อนลงนั้นตัวผมเอง (JOE koikichi) ปัจจุบันทราบอยู่เพียงวิธีเดียวคือ การใช้สารกรองเรซิ่น) ส่วนในเรื่องที่ถามว่าถ้าผมใช้อาหารราคาแพงหรือราคาสูงแล้วจะเป็นไปได้ไม๊? ที่จะทำให้ปลามีการจบได้สมบูรณ์และผิวพรรณที่ดีกว่า ก็ต้องตอบว่าในความเป็นจริงแล้วจริงอยู่ที่อาหารราคาสูงที่มีต้นทุนสูงนั้นส่วนใหญ่จะมีคุณภาพที่แตกต่างจากอาหารราคาต่ำต้นทุนต่ำ แต่อาหารที่โฆษณาในหนังสือ nichirin ทุกยี่ห้อนั้น เป็นอาหารที่ใช้ได้ไม่มีปัญหาทั้งหมด ( เค้าว่ามาอย่างนั้นน่ะ ผมไม่เกี่ยว..ฮิๆ (โจ้) ) แต่อีกเช่นกันครับ อาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะกำหนดให้ปลาสวยหรือไม่สวยได้ คุณภาพน้ำที่ดีนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน รวมทั้งคุณภาพของตัวปลาเองด้วยเช่นกัน เอาเป็นว่าอาหารที่เปิดใช้แล้วนั้นควรเก็บในที่ๆ เหมาะสม คือที่มีความชื้นต่ำ ความร้อนต่ำ ไม่โดนแสง และสัมผัสอากาศน้อยที่สุด รวมทั้งดูวันหมดอายุให้ชัดเจน และอย่าให้อาหารที่เก่าเกินไปกับปลาโดยเด็ดขาด รูปที่ 1) ภาพนี้คือเครื่องกรองน้ำอ่อน หรือเครื่องกรองเรซิ่นแบบ automatic regenerate & backwash จะทำการนำน้ำที่ละลายด้วยเกลือเข้มข้น ที่เก็บเอาไว้ในตัว ล้างสารกรองเรซิ่นโดยอัตโนมัติเมื่อสารกรองเริ่มที่จะเก็บความกระด้างเอาไว้จนเต็ม และจะเริ่มต้นทำงานใหม่โดยอัตโนมัติ เครื่องตัวนี้มักจะใช้กับต้นทางคือบริเวณที่น้ำประปาผ่านเข้ามาในบ้านต้องผ่านเครื่องนี้ก่อน จึงค่อยนำไปกักเก็บ หรือนำไปใช้งาน หรือนำไปปล่อยลงบ่อปลาต่อไป |
![]() |
คำถามที่ 2: ในเดือน พฤษภาคม ปี2001 ผมได้ซื้อ โคฮากุขนาด 15 ซม มา2ตัว
ในเวลาต่อมาหนึ่งในนั้น ได้กลายเป็นปลาขาวทั้งตัวหรือ ชิโร่ะมูจิ ส่วนอีกตัวนึงนั้น แดงที่บริเวณหัวได้จางหายไปจนกลายเป็นปลาหัวโล้นไปเลย อยากถามว่าเรื่องแบบนี้
มันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด? และผมจะสามารถทำให้แดงกลับมาได้อีกหรือไม่? คำตอบ 2: เรื่องแบบนี้นั้นถือเป็นเรื่องที่ต้องเรียกว่าเรื่องผิดปรกติ และสีแดงที่หายไปนั้นจะไม่มีวันที่จะคืนกลับมาได้ เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้สาเหตุหลักคือ ปลาตัวนั้นมีคุณภาพสีแดงที่มีคุณภาพต่ำ และสีแดงของ koi นั้นจะถอดหายไปได้ง่ายมาก ในน้ำที่มี pH ( potential of Hydrogen ) สูงกว่า 8 ขึ้นไป สาเหตุอีกสาเหตุนึงนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า ปลาที่อยู่ในฟาร์มปลาต่างๆนั้น ช่วงก่อนจะถึงฤดูเข้าประกวด ฟาร์มต่างๆ จะให้อาหารเร่งสีปลามาระยะนึง พอคุณนำเอาปลาไปเลี้ยงคุณอาจจะหยุดให้อาหารเร่งสีทำให้ปลาสีหลุดลอกได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่จะถามผู้ผลิตปลาตัวนั้นว่าได้ให้อาหารอะไรบ้างก่อนคุณนำไปเลี้ยงที่บ้าน คุณก็ควรที่จะค่อยๆ เปลี่ยนอาหารแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ควรกระทำแบบหักดิบหรือกระทันหันจนเกินไปนัก อย่างไรก็ตามหลังจากที่คุณเปลี่ยนอาหารแล้ว คุณจะต้องใช้เวลาถึง 1-2 ปี กว่าคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนต่อตัวปลา ( ในญี่ปุ่นให้อาหารน้อยและมีการหยุดบ้างบางฤดู ) นักเลี้ยงบางท่านนั้นใช้วิธีผสมอาหารหลายอย่าง เพื่อนำข้อดีของอาหารแต่ละตัวที่ผสมอยู่นั้นออกมาให้ปลาในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคุณภาพปลานั้น ต้องเข้าใจว่าปลา 1 ครอก ที่มีเป็นหมื่นๆ ตัวนั้น จะมีเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่เป็นปลาระดับ show ดังนั้น วิธีเดียวที่คุณจะสามารถคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพเพียงแค่หยิบมือเดียวเหล่านั้นได้ ก็คือประสบการณ์ หรือจะใช้วิธีหาเพื่อนที่มีประสบการณ์มากกว่าคุณไปช่วยเลือก หรือพยายามตีสนิทกับ koi dealers ที่น่าเชื่อถือ และจงจำไว้ว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง koi คนใดในโลกเลย ที่ไม่เคยประสบพบเจอกับประสบการณ์อันน่าผิดหวังมาก่อน และถ้าจะถามว่า ปลาที่แดงถอดเป็นปลาประเภทไหนกัน และมันแตกต่างกับปลาคุณภาพสูงที่จะจบ ( finished ) ลงอย่างสวยงามอย่างไรกัน คำตอบนั้นก็คือ สังเกตุและดูแลปลาในบ่อของคุณอย่างใกล้ชิด และเรียนรู้จากมัน study your koi carefully, and learn from them รูปที่ 2) นี้คือเครื่องกรองที่รูปร่างเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาท่านทั้งหลายดี เพียงแต่ว่าเครื่องตัวนี้นั้นจะใส่แต่เพียงเรซิ่นไว้ข้างใน และเป็นเครื่องที่เมื่อสารกรองเริ่มเก็บความกระด้างเอาไว้เต็มแล้ว เราต้องทำการผสมเกลือเข้มข้นแล้วเอามาต่อสายยางเข้าเครื่องล้างเองแบบใช้แรงงานเราเองครับ |
![]() |
สุดท้ายนี้ผมมีลายละเอียดที่น่าสนใจที่อยู่ในนิชิรินเล่มนี้มาฝากอีกนิดหน่อยครับ
น่าสนใจมากเรื่องนึงก็คือ 1) การอาบปลาเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนลงบ่อปลา ในเล่มนี้นั้น เค้ามีเทคนิคที่บอกเอาไว้ว่า เค้าใช้ด่างทับทิมครับ โดยการนำปลามาแช่ลงในอ่างน้ำที่มีด่างทับทิม ( potassium permanganate ) ผสมอยู่ 5g / น้ำ 1ton ผสมน้ำในอ่างแช่ปลาตามสูตรความเข้มข้นนี้ และนำปลาลงแช่ 1 ชั่วโมงเต็มโดยใส่หัวลมลงไปด้วยเพื่อกันปลาขาดออกซิเจน อันเนื่องมาจากการออกซิไดซ์ของด่างทับทิม 2) ความกระด้างของน้ำที่จะทำให้ปลามีผิวที่ดีคือความกระด้างระดับที่ไม่เกิน 100 ppm ซึ่งน้ำประปาในญี่ปุ่นนั้น จะอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน ส่วนน้ำบาดาลของประเทศเค้านั้นผมไม่มีข้อมูล แต่จากการที่ได้อ่านข้อความที่ผ่านมาแล้วจึงคาดเดาได้ว่า น่าจะมีบางแหล่งที่มีปัญหาน้ำกระด้างเกินมาตรฐาน ส่วนทีนี้ลองมาดูน้ำประปาที่บ้านเราบ้างครับ จากข้อมูลที่เคยรับทราบนั้นน้ำประปาบ้านเรานั้นจะมีค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 200 ppm ขึ้นไปครับ ส่วนน้ำบาดาลนั้นจะสูงมากครับ เนื่องจากประเทศเรานั้นเป็นภูเขา lime stone ทั้งนั้นครับ ค่าความกระด้างของน้ำบาดาลนั้น เท่าที่เคยรับทราบมาเกิน 400 ppm ขึ้นไปโดยเฉลี่ยครับ 3) ตารางตัวเลขข้างล่างนี้คือขนาดของปั๊มลมที่เหมาะสมและสัมพันธ์กับขนาดของบ่อครับ ปริมาณน้ำรวมทั้งระบบ - ปริมาณอากาศที่ควรเติม ระบบขนาด 10 ตัน - 40-60 ลิตร/นาที ระบบขนาด 20 ตัน - 80-100 ลิตร/นาที ระบบขนาด 30 ตัน - 120-150 ลิตร/นาที ระบบขนาด 40 ตัน - 150-200 ลิตร/นาที |
| รูปที่ 3) ปั๊มลมขนาด 60 ลิตร เหมาะกับบ่อที่มีปริมาณน้ำบ่อเลี้ยงรวมบ่อกรองประมาณ 10 ตัน รูปที่ 4) ปั๊มลมขนาด 150 ลิตรขึ้นไปนี้ เหมาะกับบ่อที่มีขนาดบ่อเลี้ยงและบ่อกรองรวมกันมีปริมาตรน้ำประมาณ 40 ตัน ครับเรื่องทั้งหมดก็มีด้วยประการฉะนี้หล่ะครับ Enjoy Koi Raising JOE Koikichi |
![]() |