คุณภาพของน้ำ (Water Quality)
        นอกเหนือจากการดูแลเรื่องอาหารแล้ว ปัจจัยด้านคุณภาพน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง และมักเป็นสาเหตุของการตายของปลาแฟนซีคาร์พโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว ก่อนเราจะมาทราบว่าคุณภาพน้ำที่ดีนั้นเขาวัดกันอย่างไร เราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเสียก่อน น้ำที่ปกติเรามักนำมาใช้เลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พมีอยู่ 3 ประเภทคือ
 
  1. น้ำประปา (Tap Water) น้ำประปาจัดว่า มีคุณภาพอยู่ในระดับที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงปลาได้ เนื่องจากมีการปรับสภาพมาแล้ว อย่างไรก็ตามน้ำประปายังคงมีปัญหาเรื่องคลอรีน ซี่งหากผู้เลี้ยงมีการนำน้ำประปามาพักในภาชนะก่อนประมาณ 1 วัน รอให้คลอรีนได้ระเหยออกไปก่อน ก็จะสามารถนำน้ำประปามาใช้ได้ หรือหากมีการพ่นอากาศโดยใช้ลูกฟู่ใส่ลงในน้ำประปาขณะพัก ก็จะช่วยให้คลอรีนระเหยออกไปได้เร็วมากขึ้น ปัจจุบันผู้ผลิตหลายราย ได้ผลิตน้ำยาประเภทขจัดคลอรีนออกจากน้ำประปาหรือ Anti Chlor ก็จะช่วยลดอันตรายที่อาจเกิด แก่ปลาได้ การเลือกซื้อน้ำยาขจัดคลอรีนนั้น ควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตเป็นสำคัญ และควรมีชุดทดสอบปริมาณคลอรีนว่า มีเหลืออยู่หรือไม่ เพื่อประกันว่ามีความปลอดภัยภายหลังการใช้น้ำยาปรับสภาพแล้ว
  2. น้ำบาดาล (Ground Water) การนำน้ำบาดาลมาใช้เลี้ยงปลานั้น ต้องระมัดระวังใน 2 ประเด็น ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ (Dissolved Oxygen) ในน้ำบาดาลจะต่ำมาก ผู้เลี้ยงควรมีภาชนะพักน้ำ ก่อนนำมาเลี้ยง และควรมีการพ่นอากาศลงในน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนก่อนนำมาใช้ ประเด็นที่สอง น้ำบาดาล มักจะมีแร่ธาตุบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อปลาได้ เช่น สนิมเหล็ก ดังนั้นควรนำน้ำมากักก่อนใช้ เพื่อให้มีการตกตะกอน ของแร่ธาตุบางอย่างที่เราไม่ต้องการ
  3. น้ำฝน (Rain Water) น้ำฝนมักจะมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากได้ละลายก๊าซบางอย่าง เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ อีกทั้งยังมีฝุ่นละออง เชื้อโรคปะปน อันอาจก่อให้เกิดโรคแก่ปลาได้ จึงไม่ควรนำน้ำฝนมาใช้เลี้ยงปลา คุณภาพของน้ำนั้น เราจะพิจารณาที่เคมีของน้ำได้แก่ แอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท ค่าความเป็นกรดด่าง ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ ความเค็มของน้ำ อุณหภูมิ ความกระด้างของน้ำ มลพิษในน้ำ
 

         แอมโมเนีย (Ammonia)
      
ปริมาณแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำนั้น เป็นตัวสะท้อนถึงประสิทธิภาพระบบบ่อกรองแบบชีวภาพว่า ทำงานได้ดีเพียงใด แอมโมเนียเกิดขึ้นจากการหายใจออกมาทางเหงือกปลา อีกทั้งยังเกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายของเสียต่างๆ เศษอาหารที่ตกค้าง ค่าแอมโมเนียจะวัดออกมาเป็น PPM (Part Per Million) หรือกี่ส่วนในล้านส่วน แอมโมเนีย มีผลเสียต่อปลา โดยจะไปขัดขวางการแลกเปลี่ยน ก๊าซออกซิเจนจากเหงือกสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เหงือกเกิดความเสียหายรวมถึงเยื่อบุต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างเมือกปกคลุม ปลาคาร์พที่เผชิญกับระดับแอมโมเนียที่สูงเกินไป จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้านการเคลื่อนไหวช้าลง และมักจะลอยคอขึ้นมาหายใจอยู่บริเวณผิวน้ำ กรณีที่ใช้ ชุดทดสอบแอมโมเนีย ต้องพิจารณาควบคู่กับค่าความเป็นกรดด่างของน้ำด้วย หากพบว่ามีปริมาณแอมโมเนียอยู่ในระดับอันตรายให้ดำเนินการแก้ไข ดังนี้

 
  • เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำให้เต็มที่
  • หยุดการให้อาหาร หรืออาจลดปริมาณอาหารที่ให้ลงครึ่งหนึ่งกรณีบ่อใหม่ ซึ่งระบบกรองชีวภาพโดยแบคทีเรีย ยังทำงานได้ไม่เต็มที่
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำ 10% แล้วทำการเช็คระดับแอมโมเนียภายหลังการเติมน้ำใหม่แล้ว 12-24 ชั่วโมง
  • การเติมน้ำยาลดปริมาณแอมโมเนียลงในน้ำ หากผู้เลี้ยงใช้ในสัดส่วนไม่ถูกต้อง อาจทำให้การวัดโดยใช้ ชุดทดสอบ ระดับแอมโมเนียเกิดความผิดพลาดได้
 
         ไนไตรท์ (Nitrite)
         ระดับไนไตรท์ที่วัดได้โดยใช้ชุดทดสอบนั้น ก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะการทำงานของระบบกรองชีวภาพ เนื่องจากหากระบบกรองชีวภาพทำงานได้ดี ผู้เลี้ยงไม่ควรตรวจพบสารไนไตรท์นี้ คือ มีค่าเป็นศูนย์ หากตรวจพบแสดงว่า แบคทีเรียยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ตามวัฎจักรไนโตรเจน เนื่องจากไนไตรท์เกิดจากการย่อยสลายแอมโมเนียโดยใช้ก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้สาเหตุการเพิ่มระดับไนไตรท์ ยังอาจเกิดจากการเพิ่มจำนวนปลาเข้ามาเลี้ยงในบ่อจำนวนมาก ขณะที่แบคทีเรียไม่สามารถย่อยสลายไปเป็นไนเตรทได้ทัน ไนไตรท์ จะส่งผลกระทบ ต่อปลาขนาดเล็ก แม้เพียง 0.25 PPM (ส่วนในล้านส่วน) เพราะจะทำลายระบบประสาท ตับ ไตของปลา กรณีแม้มีไนไตรท์ในระดับต่ำ แต่มีอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ขอบฝาปิดเหงือกของปลาแฟนซีคาร์พเปิดออกได้ และไม่สามารถ กลับมา ปิดเรียบ กับลำตัวได้อีก การลดปริมาณไนไตรท์ สามารถกระทำได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ การเติมเกลือ แต่เป็นการแก้ไขแบบชั่วคราว ผู้เลี้ยงจะต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของบ่อกรอง โดยกระตุ้นให้แบคทีเรียทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้ลูกฟู่พ่นอากาศลงในบ่อกรองแต่ละบ่อ ลดปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เปลี่ยนถ่ายน้ำบางส่วน10-25% โดยต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณคลอรีนด้วย
 
         ไนเตรท (Nitrate)
        ไนเตรท เกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายไนไตรท์ โดยใช้ออกซิเจน การวัดค่าไนเตรทในบ่อมีค่าเท่ากับศูนย์และมีค่าไนไตรท์ แสดงว่าแบคทีเรียในระบบกรอง ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ จึงไม่เกิดไนเตรทในที่สุด กรณีที่ สามารถวัดค่าไนเตรทได้เป็นตัวเลขนั้น ควรมีค่าเท่ากับ 0-50 PPM (ส่วนในล้านส่วน) ไนเตรท มีความเป็นพิษต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับแอมโมเนีย และไนไตรท์ ไนไตรทเป็นสารเคมีตัวสุดท้ายในวัฎจักรไนโตรเจน ซึ่งจะถูกพืชน้ำ สาหร่ายนำไปใช้สร้างความเจริญเติบโต
 
          ค่าความเป็นกรด ด่าง (pH)
        ในรายละเอียดเรื่องความเป็นกรด ด่าง ค่อนหากต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้งค่อนข้างจะต้องอธิบายยาว แต่เท่าที่เรารู้จักในชีวิตประจำวันก็เช่น กรดน้ำส้มสายชู กรดเกลือ ส่วนด่างที่เรารู้จักดีก็เช่น น้ำปูนใส น้ำขี้เถ้า โซดาไฟ เป็นต้น สารพวกนี้จะมีฤทธิ์กัดกร่อน ค่าความเป็นกรด ด่างจะมีค่าอยู่ตั้งแต่ 1 ถึง 14 และมีค่าความเป็นกลางเท่ากับ 7 สำหรับการพิจารณาว่าน้ำในบ่อเริ่มมีความเป็นกรด ก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้ต่ำกว่า 7 และเริ่มมีความเป็นด่างมากขึ้นก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้มากกว่า 7 สำหรับปลาแฟนซีคาร์พนั้น น้ำในบ่อควรมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7 - 8.5 แต่ปลา แฟนซีคาร์พ สามารถอาศัย หรือทนอยู่ในน้ำที่มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วง 6 – 9 pH ของน้ำ จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยทำให้สีของปลาเข้มขึ้นโดยหากน้ำในบ่อมี pH ประมาณ 7 จะมีส่วนช่วยให้สีแดงเข้มขึ้น แต่หากมีค่า pH ประมาณ 8 – 8.5 จะช่วยให้พื้นสีดำเข้มขึ้น หากน้ำในบ่อมีค่าความเป็นกรด ต่ำมากๆ จะทำให้แบคทีเรียในระบบกรองไม่ทำงาน แต่หากมีระดับความเป็นด่างสูงมากๆ ก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายผิดปกติ อีกทั้งเพิ่มความเป็นพิษของแอมโมเนียในน้ำ อาการภายนอกของปลาหากมีระดับ pH มีค่าความเป็นกรดสูงเกินไปนั้น ปลาจะเริ่มมีอาการไม่กินอาหาร มีเมือกตามลำตัวมาก แยกตัวโดดเดี่ยว และมักจะอยู่บริเวณก้นบ่อ หากมีอาการ มากขึ้น ครีบปลาจะแตกออกเป็นริ้วๆ หาก pH มีค่าความเป็นด่างสูงเกินไป ปลาจะผลิตเมือกออกมาตามลำตัวจำนวนมาก และจะลอยหัวบริเวณผิวน้ำหายใจเอาอากาศ การตรวจเช็คค่าความเป็นกรดด่างของน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ควรมีการตรวจวัดค่าทุกเดือน และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ ปัจจุบันชุดทดสอบคุณภาพน้ำบางยี่ห้อ ไม่เพียงแต่สามารถจะวัดค่าความเป็นกรดด่างได้เท่านั้น แต่ยังสามารถวัดค่าแอมโมเนีย ไนไตรท์ ได้ด้วยในการวัดเพียง ครั้งเดียว
 
          ความกระด้างของน้ำ (Water Hardness)
       น้ำกระด้าง หมายถึง น้ำที่มีปริมาณสารประกอบในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต หรือ แมกนีเซียมคาร์บอเนตละลายอยู่น้ำกระด้างมี 2 ประเภทคือ น้ำกระด้างถาวร และน้ำกระด้างชั่วคราว แต่ในที่นี้จะรวมเรียกว่า น้ำกระด้าง ความกระด้างของน้ำมีผลต่อการปรับสมดุลย์ของเกลือแร่ของความเข้มข้นของสารต่างๆ ระหว่างภายในร่างกายปลา กับภายนอก ในปลาน้ำจืดความเข้มข้นภายในตัวปลาจะสูงกว่าความเข้มข้นภายนอกในน้ำ น้ำในบ่อหรือสิ่งแวดล้อมภายนอกพยายามจะซึมเข้าสู่ภายในตัวปลาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าตามหลักการของการแพร่ (Diffusion) ไตจะทำหน้าที่ในการขับน้ำจากภายนอกที่เข้ามาภายในร่างกายออกไป หากค่าความกระด้างมีสูงมากเกินไป แทนที่ไตจะทำงานได้ตามปกติปริมาณน้ำในร่างกายกลับจะสูญเสียสู่ภายนอก ดังนั้นความกระด้าง จึงมีผลต่อระดับความสมดุลย์ของปลา ค่าความกระด้างที่เหมาะสมของน้ำเลี้ยงควรมีค่าอยู่ระหว่าง 70-150 PPM



          ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen)
       ปกติหน่วยการวัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จะวัดกันเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) หรือ PPM ปลาแฟนซีคาร์พ หายใจโดยใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเท่านั้น เนื่องจากปลาคาร์พจัดว่าเป็นสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นอุณหภูมิภายนอกจะมีผลทำให้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ปลาคาร์พต้องการปริมาณออกซิเจน เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ กลับจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เช่น ณ อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส จะมีปริมาณออกซิเจนที่สามารถละลายในน้ำมากที่สุดเท่ากับ 10.1 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส มี 9.1 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มี 8.3 มิลลิกรัมต่อลิตร และ อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มี 7.6 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับปลาคาร์พนั้นปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสม จะต้องมีค่าอย่างน้อย เท่ากับ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือ 5 PPM หากต่ำกว่านั้น ปลาจะเริ่มลอยคอหายใจฮุบอากาศบริเวณผิวน้ำเข้าไปแทน