|
คุณภาพของน้ำ (Water Quality) นอกเหนือจากการดูแลเรื่องอาหารแล้ว ปัจจัยด้านคุณภาพน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง และมักเป็นสาเหตุของการตายของปลาแฟนซีคาร์พโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว ก่อนเราจะมาทราบว่าคุณภาพน้ำที่ดีนั้นเขาวัดกันอย่างไร เราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเสียก่อน น้ำที่ปกติเรามักนำมาใช้เลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พมีอยู่ 3 ประเภทคือ |
|
|
แอมโมเนีย
(Ammonia) |
|
| ไนไตรท์
(Nitrite) ระดับไนไตรท์ที่วัดได้โดยใช้ชุดทดสอบนั้น ก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะการทำงานของระบบกรองชีวภาพ เนื่องจากหากระบบกรองชีวภาพทำงานได้ดี ผู้เลี้ยงไม่ควรตรวจพบสารไนไตรท์นี้ คือ มีค่าเป็นศูนย์ หากตรวจพบแสดงว่า แบคทีเรียยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ตามวัฎจักรไนโตรเจน เนื่องจากไนไตรท์เกิดจากการย่อยสลายแอมโมเนียโดยใช้ก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้สาเหตุการเพิ่มระดับไนไตรท์ ยังอาจเกิดจากการเพิ่มจำนวนปลาเข้ามาเลี้ยงในบ่อจำนวนมาก ขณะที่แบคทีเรียไม่สามารถย่อยสลายไปเป็นไนเตรทได้ทัน ไนไตรท์ จะส่งผลกระทบ ต่อปลาขนาดเล็ก แม้เพียง 0.25 PPM (ส่วนในล้านส่วน) เพราะจะทำลายระบบประสาท ตับ ไตของปลา กรณีแม้มีไนไตรท์ในระดับต่ำ แต่มีอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ขอบฝาปิดเหงือกของปลาแฟนซีคาร์พเปิดออกได้ และไม่สามารถ กลับมา ปิดเรียบ กับลำตัวได้อีก การลดปริมาณไนไตรท์ สามารถกระทำได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ การเติมเกลือ แต่เป็นการแก้ไขแบบชั่วคราว ผู้เลี้ยงจะต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของบ่อกรอง โดยกระตุ้นให้แบคทีเรียทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้ลูกฟู่พ่นอากาศลงในบ่อกรองแต่ละบ่อ ลดปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เปลี่ยนถ่ายน้ำบางส่วน10-25% โดยต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณคลอรีนด้วย |
| ไนเตรท
(Nitrate) ไนเตรท เกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายไนไตรท์ โดยใช้ออกซิเจน การวัดค่าไนเตรทในบ่อมีค่าเท่ากับศูนย์และมีค่าไนไตรท์ แสดงว่าแบคทีเรียในระบบกรอง ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ จึงไม่เกิดไนเตรทในที่สุด กรณีที่ สามารถวัดค่าไนเตรทได้เป็นตัวเลขนั้น ควรมีค่าเท่ากับ 0-50 PPM (ส่วนในล้านส่วน) ไนเตรท มีความเป็นพิษต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับแอมโมเนีย และไนไตรท์ ไนไตรทเป็นสารเคมีตัวสุดท้ายในวัฎจักรไนโตรเจน ซึ่งจะถูกพืชน้ำ สาหร่ายนำไปใช้สร้างความเจริญเติบโต |
|
ค่าความเป็นกรด ด่าง (pH) ในรายละเอียดเรื่องความเป็นกรด ด่าง ค่อนหากต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้งค่อนข้างจะต้องอธิบายยาว แต่เท่าที่เรารู้จักในชีวิตประจำวันก็เช่น กรดน้ำส้มสายชู กรดเกลือ ส่วนด่างที่เรารู้จักดีก็เช่น น้ำปูนใส น้ำขี้เถ้า โซดาไฟ เป็นต้น สารพวกนี้จะมีฤทธิ์กัดกร่อน ค่าความเป็นกรด ด่างจะมีค่าอยู่ตั้งแต่ 1 ถึง 14 และมีค่าความเป็นกลางเท่ากับ 7 สำหรับการพิจารณาว่าน้ำในบ่อเริ่มมีความเป็นกรด ก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้ต่ำกว่า 7 และเริ่มมีความเป็นด่างมากขึ้นก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้มากกว่า 7 สำหรับปลาแฟนซีคาร์พนั้น น้ำในบ่อควรมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7 - 8.5 แต่ปลา แฟนซีคาร์พ สามารถอาศัย หรือทนอยู่ในน้ำที่มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วง 6 9 pH ของน้ำ จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยทำให้สีของปลาเข้มขึ้นโดยหากน้ำในบ่อมี pH ประมาณ 7 จะมีส่วนช่วยให้สีแดงเข้มขึ้น แต่หากมีค่า pH ประมาณ 8 8.5 จะช่วยให้พื้นสีดำเข้มขึ้น หากน้ำในบ่อมีค่าความเป็นกรด ต่ำมากๆ จะทำให้แบคทีเรียในระบบกรองไม่ทำงาน แต่หากมีระดับความเป็นด่างสูงมากๆ ก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายผิดปกติ อีกทั้งเพิ่มความเป็นพิษของแอมโมเนียในน้ำ อาการภายนอกของปลาหากมีระดับ pH มีค่าความเป็นกรดสูงเกินไปนั้น ปลาจะเริ่มมีอาการไม่กินอาหาร มีเมือกตามลำตัวมาก แยกตัวโดดเดี่ยว และมักจะอยู่บริเวณก้นบ่อ หากมีอาการ มากขึ้น ครีบปลาจะแตกออกเป็นริ้วๆ หาก pH มีค่าความเป็นด่างสูงเกินไป ปลาจะผลิตเมือกออกมาตามลำตัวจำนวนมาก และจะลอยหัวบริเวณผิวน้ำหายใจเอาอากาศ การตรวจเช็คค่าความเป็นกรดด่างของน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ควรมีการตรวจวัดค่าทุกเดือน และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ ปัจจุบันชุดทดสอบคุณภาพน้ำบางยี่ห้อ ไม่เพียงแต่สามารถจะวัดค่าความเป็นกรดด่างได้เท่านั้น แต่ยังสามารถวัดค่าแอมโมเนีย ไนไตรท์ ได้ด้วยในการวัดเพียง ครั้งเดียว |
|
ความกระด้างของน้ำ (Water Hardness) น้ำกระด้าง หมายถึง น้ำที่มีปริมาณสารประกอบในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต หรือ แมกนีเซียมคาร์บอเนตละลายอยู่น้ำกระด้างมี 2 ประเภทคือ น้ำกระด้างถาวร และน้ำกระด้างชั่วคราว แต่ในที่นี้จะรวมเรียกว่า น้ำกระด้าง ความกระด้างของน้ำมีผลต่อการปรับสมดุลย์ของเกลือแร่ของความเข้มข้นของสารต่างๆ ระหว่างภายในร่างกายปลา กับภายนอก ในปลาน้ำจืดความเข้มข้นภายในตัวปลาจะสูงกว่าความเข้มข้นภายนอกในน้ำ น้ำในบ่อหรือสิ่งแวดล้อมภายนอกพยายามจะซึมเข้าสู่ภายในตัวปลาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าตามหลักการของการแพร่ (Diffusion) ไตจะทำหน้าที่ในการขับน้ำจากภายนอกที่เข้ามาภายในร่างกายออกไป หากค่าความกระด้างมีสูงมากเกินไป แทนที่ไตจะทำงานได้ตามปกติปริมาณน้ำในร่างกายกลับจะสูญเสียสู่ภายนอก ดังนั้นความกระด้าง จึงมีผลต่อระดับความสมดุลย์ของปลา ค่าความกระด้างที่เหมาะสมของน้ำเลี้ยงควรมีค่าอยู่ระหว่าง 70-150 PPM |

|
ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen) ปกติหน่วยการวัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จะวัดกันเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) หรือ PPM ปลาแฟนซีคาร์พ หายใจโดยใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเท่านั้น เนื่องจากปลาคาร์พจัดว่าเป็นสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นอุณหภูมิภายนอกจะมีผลทำให้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ปลาคาร์พต้องการปริมาณออกซิเจน เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ กลับจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เช่น ณ อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส จะมีปริมาณออกซิเจนที่สามารถละลายในน้ำมากที่สุดเท่ากับ 10.1 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส มี 9.1 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มี 8.3 มิลลิกรัมต่อลิตร และ อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มี 7.6 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับปลาคาร์พนั้นปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสม จะต้องมีค่าอย่างน้อย เท่ากับ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือ 5 PPM หากต่ำกว่านั้น ปลาจะเริ่มลอยคอหายใจฮุบอากาศบริเวณผิวน้ำเข้าไปแทน |