โรคติดเชื้อ ปรสิต ความผิดปกติอื่นๆ และการรักษา
          ปลาแฟนซีคาร์พ อาจถูกรบกวนจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมได้มากมาย เราจำแนกตามประเภทของกลุ่มสิ่งมีชีวิต ที่มารบกวนปลาแฟนซีคาร์พได้ดังนี้
 
       1. กลุ่มพาราไซด์หรือปรสิต ได้แก่ โปรโตซัว หนอนตัวแบน พยาธิ คัสเตเชี่ยน
 
  • เห็บปลา (Argulus / Fish Louse) จะระบาดมาสู่ ปลาแฟนซีคาร์พที่เราเลี้ยงได้จากปลาใหม่ หรืออาจติดมากับพวกพืชน้ำชนิดต่างๆ หรือหากมี กบ ลูกอ๊อด ก็สามารถจะเป็น พาหนะนำเห็บปลามาสู่บ่อเลี้ยงได้ เห็บปลาจะมีรูปร่างวงกลม ตัวแก่มีขนาดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตร มีสีน้ำตาลหรือเขียว มีปากเป็นลักษณะตะขอที่จะเจาะผนังข้างลำตัวปลา และดูดเลือดเป็นอาหาร เห็บปลาสามารถแพร่พันธุ์ในบ่อเลี้ยงปลาได้

    โดยการออกไข่ ประมาณ
    500 ฟอง จะใช้เวลาในการฟัก ประมาณ 4 อาทิตย์ ซึ่งภายหลังการฟักแล้ว จะว่ายน้ำและเกาะตามลำตัวปลาภายนอก เป็นระยะเวลาประมาณ 6 อาทิตย์ ก่อนที่จะเป็นตัวเต็มวัย ที่ผู้เลี้ยง จะสามารถเห็นตัวได้ด้วยตาเปล่า ปลาที่ถูกเกาะนอกจากจะเกิดความรำคาญโดยอาจว่ายแฉลบไปมาเสียดสีบริเวณที่ถูกเกาะ แล้วบริเวณแผลที่ถูกกัดอาจเป็นเส้นทาง ที่แบคทีเรีย ประเภทอื่นๆ สามารถจะเข้าไประบาดสู่อวัยวะภายในตัวปลาได้

    การรักษา ใช้ ดีมิลีน (Dimilin) มีลักษณะเป็นผงสีเทา ในอัตราส่วน 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน โดยเมื่อตวงปริมาณยาตามสัดส่วนแล้ว นำไปละลายน้ำ แล้วเท ณ บริเวณหัวเจ็ทพ่นเข้าสู่บ่อ Dimilin จะเป็นยาที่จะทำให้ตัวอ่อนของเห็บปลา ไม่สามารถเจริญเติบโต เป็นตัวแก่ได้ ดังนั้นจึงควรใช้ยานี้ทุกๆ 15 วัน เพื่อกำจัดตัวอ่อนให้หมดไป สำหรับเห็บตัวแก่ ผู้เลี้ยงอาจต้องใช้วิธีสังเกตจากตัวปลาแล้วแกะออกด้วยมือ ซึ่งอาจจะต้องทำการวางยาสลบต่อไปก่อนแกะออก
 
  • ปลิงใส (Leeches) จัดว่าเป็นพวกหนอนตัวแบน มีสีน้ำตาล แดง มีขนาดตั้งแต่ 5-20 มิลลิเมตรสามารถแพร่ระบาดสู่ปลาแฟนซีคาร์พ จากปลาใหม่พืชน้ำประเภทต่างๆ ที่นำมาใช้ ปลิงใสเป็นปรสิตภายนอกที่จะเกาะดูดตามลำตัวของปลา เช่นกัน รอยแผลที่เกิดจากการกัดจะทำให้เป็นเส้นทางที่แบคทีเรีย เชื้อราภายนอกอาจเข้ามาทำร้ายปลาในลำดับต่อไปได้

    การรักษา ใช้ ดีมิลิน (Dimilin) โดยมีวิธีการใช้เช่นเดียวกับการกำจัดเห็บปลา




  • หนอนสมอ (Lernea / Anchor Worm) เป็นปรสิตภายนอก ที่มีลักษณะ Y-shaped มีลำตัวยาวได้ถึง 12 มิลลิเมตร มีสีขาวหรือน้ำตาล ส่วนหัวจะมีลักษณะเหมือนสมอ ยื่นออกไป 2-4 อัน ซึ่งจะฝังแน่นในผิวหนังของปลา ส่วนคอและลำตัวจะมีลักษณะทรงกระบอกการเกาะของหนอนสมอ จะทำให้เกิดบาดแผลอันเป็นช่องทางที่ทำให้ เกิดการติดเชื้ออื่นๆ ตามมาได้

    การรักษา ใช้ ดีมิลิน (Dimilin) โดยมีวิธีการใช้เช่นเดียวกับการกำจัด เห็บปลา แต่สำหรับตัวแก่ที่ฝังแน่นอยู่ที่ตัวปลา ผู้เลี้ยงต้องทำการวางยาสลบแล้วใช้ตัวคีบ (Forceps) หนีบออกมา
  • Ich อิ๊ก เป็นโปรโตซัวที่ก่อให้เกิดโรคจุดขาว (White spot) จะเกาะบริเวณผิวหนังหรือภายในเหงือกเป็นจุดขาว ๆ โดยจะเป็นอันตรายต่อปลาขนาดเล็ก ทำให้ตายได้อย่างรวดเร็ว Ich สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสำหรับอุณหภูมิในบ้านเรา

    การรักษา ให้นำปลาแฟนซีคาร์พมาแช่ในน้ำเกลือความเข้มข้น 0.3-0.6% นานประมาณ10 วัน หรืออาจใช้ มาลาไคท์กรีนเจือจางในน้ำให้มีความเข้มข้น 1-2 PPM แช่ปลานานประมาณ 1 ชั่วโมง ทุกวัน จนกว่าปลาจะหาย
 
  • Epistylis เป็นปรสิตประเภท โปรโตซัว ที่มักจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากมองจากกล้องจุลทรรศน์จะมีรูปร่างเป็นรูประฆังมีก้านแยกเป็น 2 แฉก โดยจะเกาะอยู่ตามผิวหนัง มีลักษณะเป็นปุยสีขาว ซึ่งมักจะทำให้ผู้เลี้ยงเข้าใจผิดว่าเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ความรุนแรงของ Epistylis ไม่มาก แต่จะสร้างความรำคาญและทำลายผิวหนัง หากปล่อยไว้นาน จะเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรคประเภทอื่น สามารถเข้าสู่อวัยวะภายในได้

    การรักษา ให้ใช้เกลือทะเลผสมน้ำมีความเข้มข้น 0.3% แช่ปลาเป็นเวลา 14 วัน นอกจากนี้การทำความสะอาดบ่อกรอง ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้ปลามีความต้านทานโรคมากขึ้น
  • Costia เป็นโปรโตซัวอีกประเภทหนึ่งที่จะเกาะอยู่ตามผิวหนัง และเหงือกปลา หากปลามีปริมาณ Costia เกาะอยู่จำนวนมาก จะทำให้มีเมือกมาก สีบนตัวปลาจะจางลง ปลาจะอ่อนแอเบื่ออาหารและอาจตายได้ จากการติดเชื้อประเภทอื่นตามมา

    การรักษา เช่นเดียวกับ Epistylis
  • Trichodina เป็น โปรโตซัว ที่มีลักษณะคล้ายจานไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า หากมีปริมาณมากๆ เกาะตามตัวปลา จะทำให้ปลาขับเมือกออกมามาก หากเกาะตามเหงือกปลาจะทำให้ความสามารถในการหายใจลดลง ปลาที่มี Trichodina จะว่ายเสียดสีด้านข้างลำตัว กรณีปลาเล็ก Trichodina อาจทำลายเหงือกปลาทั้งหมด ทำให้ปลาเล็กตายได้

    การรักษา ให้นำปลาป่วยแยกออกมาแช่ในน้ำเกลือเข้มข้น 0.6% ประมาณ 3 วัน จะช่วยกำจัดปรสิตประเภทนี้ได้แต่หากปลา ยังมีอาการว่ายเสียดสีภายหลังการแช่แล้ว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องหาสาเหตุอื่น
       2. โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย
 
  • Aeromonas salmonicida เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค ฟูรังคูโลซิส มักจะเกิดแก่ปลาที่อยู่ในน้ำที่มีคุณภาพต่ำ ทำให้ปลามีความต้านทานต่อเชื้อโรคน้อย เมื่อปลาได้รับเชื้อจะเกิดแผลที่ผิวหนังภายนอก หรืออาจเกิดแผลภายในระบบทางเดินอาหาร ปลามีอาการเซื่องซึม เชื่องช้า ไม่กินอาหาร สีผิวตามลำตัวเข้มขึ้น มีอาการตกเลือดตามลำตัว โคนคีบ และภายในร่างกาย โรคนี้สามารถแพร่จากปลาที่เป็นโรคไปสู่ปลาตัวอื่นได้

    การรักษาโรค ให้ใช้ยาปฏิชีวนะ Oxytetracycline โดยผสมในอาหาร 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมหรือตามคำแนะนำในฉลากบรรจุ เป็นระยะเวลา 5-7 วัน
 
  • Aeromonas hydrophila ปลาที่ได้รับเชื้อประเภทนี้ จะมีอาการคั่งของของเหลว ภายในช่องท้อง จนเกิดอาการบวม ตาโปน ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น มีเกล็ดตั้งขึ้นหรือที่เรียกว่า Dropsy เนื่องจากไตไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ โดยไม่สามารถขับน้ำออกสู่ภายนอกได้ ปลาบางตัวเมื่อได้รับเชื้ออาจเกิดแผลฝีลึก แหว่งเป็นรูได้

    การรักษา กระทำเช่นเดียวกับ การติดเชื้อ Aeromonas salmonicida และผู้เลี้ยงต้องรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาด
 
  • Pseudomonas fluorescens และ Pseudomonas anguilliseptica เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในปลาโดยมีอาการ เช่นเดียวกับ Aeromonas hydrophila ไม่ว่าจะเป็นโรคเกล็ดตั้ง หรือเกล็ดพอง และโรคแผลฝีลึก เป็นรูแหว่ง (Ulcer disease)

    การรักษาโรค มีวิธีการเช่นเดียวกับ Aeromonas salmonicida
  • Flexibacter columnaris เป็นแบคทีเรียที่มักพบในน้ำเลี้ยงที่มีคุณภาพต่ำ มีปริมาณอินทรีย์สารและอุณหภูมิสูง Flexibacter columnaris มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น Cottonmouth Disease, Cotton-wool Disease, Fin and Tail Rot ปลาที่ได้รับเชื้อนี้ หากเป็นที่ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นปุยสีขาวเป็นแถบๆ หรือมีสีเทา หากเป็นที่ครีบ ก็อาจทำให้ขาดแหว่ง หรือครีบกร่อนได้ ทำให้ปากแหว่งหรือปากกร่อนได้ แต่หากเชื้อเข้าไปในเหงือก ก็จะทำให้เหงือกกร่อน

    การรักษาโรค สามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ การแช่ปลาในน้ำที่ละลายด่างทับทิมเข้มข้น 2-4 PPM หรือ 2-4 มิลลิกรัมต่อลิตร แช่ไว้จนกว่าปลาจะหาย แต่เนื่องจากด่างทับทิมจะสลายตัว และดึงออกซิเจนในน้ำไปใช้ ทำให้ผู้เลี้ยงต้องให้ออกซิเจนอย่างเต็มที่ในขณะแช่อยู่ตลอดเวลาด้วย หรือผู้เลี้ยงอาจใช้ยา Oxytetracycline ผสมในอาหาร 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อกันนาน 10 วัน ผู้เลี้ยงสามารถป้องกันมิให้ปลาเกิดโรคนี้ได้ด้วยการรักษาคุณภาพน้ำ และขณะทำการขนส่งเคลื่อนย้ายปลา ต้องระมัดระวังไม่ให้ปลาเกิดกระทบกระเทือนจนเกิดบาดแผลรอยช้ำต่างๆ
 
       3. โรคจากเชื้อรา
 
  • Branchiomyces sanquinis เป็นเชื้อรา ที่ตรงเข้าทำลายเหงือกปลาโดยตรง มักจะมีการระบาดในบ่อเลี้ยงที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คุณภาพน้ำต่ำ มีปริมาณอินทรีย์สารและอุณหภูมิสูง เชื้อราประเภทนี้จะทำให้เหงือกปลากร่อนได้ ปลาจะขาดอากาศเนื่องจากเหงือกถูกทำลาย เกิดการตกเลือดในเหงือก

    การรักษาโรค กระทำโดยแช่ปลาในยา มาลาไคท์กรีน เข้มข้น 0.3 PPM หรือ 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลานาน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงต้องรักษาคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้มีอินทรีย์สารภายในบ่อเลี้ยงมากเกินไป โดยการถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมจำนวนปลาเลี้ยง และให้อาหารที่สมดุลยกับปริมาณปลาในบ่อ อีกทั้งต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของบ่อกรองให้ทำงานได้ดีอยู่เสมอ
 
       4. โรคติดเชื้อจากไวรัส
 
  • Rhabdovirus Carpio หรือ SVC Virus (Spring Viraemia of Carp) และ SBI Virus (Swim Bladder Inflammation) ปลาที่ได้รับเชื้อกลุ่มนี้ จะมีอาการท้องบวม กระเพาะลมมีการอักเสบตาโปน และมีจุดเลือดตามลำตัว
  • Lymphocystis ปลาที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้ จะทำให้เกิดตุ่มหูดสีขาวหรือเทา บนผิวหนัง ครีบ และมีขนาดโตขึ้นเรี่อยๆ จนถึงขนาดหนึ่งแล้วแตกออก จากนั้นจะหายเป็นปกติ โรคนี้มักเกิดกับปลาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี บริเวณแผลหูดที่แตกออก อาจเป็นช่องทางที่เชื้อโรคอื่นๆ เข้าไปทำอันตรายแก่ปลาได้ (Second infection)
  • Carp Pox หรือ ฝีดาษในปลาคาร์พ เป็นโรคผิวหนังประเภทหนึ่งที่ทำให้เกิดตุ่มหูดตามผิวหนังเช่นกัน แต่ต่างจาก Lymphocystis ตรงที่ตุ่มหูดที่เกิดขึ้นจะไม่ขยายขนาด

    การรักษา SVC Virus, SBI Virus, Lymphocystis และ Carp Pox ไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่ผู้เลี้ยงสามารถป้องกันได้บ้าง โดยการรักษาคุณภาพน้ำ และการเพิ่มภูมิต้านทานโรคแก่ปลา เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคอื่นฉวยโอกาสเข้ามาทำอันตรายแก่ปลาเป็นครั้งที่สอง
 
       5. ปลามีอาการตัวคด (Scoliosis) ผู้เลี้ยงอาจเคยพบปัญหาปลาที่เลี้ยงอยู่ เกิดอาการตัวคด ซึ่งมีสาเหตุได้หลายประการ ได้แก่
 
  • การขาดวิตามินซี หรือได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ ทั้งนี้อาจเนื่องจากอาหาร ที่ใช้เลี้ยงเก็บไว้เป็นเวลานานเกินไป หรือ มีสัดส่วนอาหารไม่ถูกต้อง
  • การขาดกรดอะมิโน บางอย่างโดยเฉพาะทริปโทฟาน (Tryptophan) ซึ่งจัดว่าเป็นกรดอะมิโนประเภทหนึ่ง ปัญหานี้เกิดจากผู้เลี้ยงใช้อาหารเลี้ยงที่ไม่ถูกสัดส่วน ไม่มีคุณภาพ หรืออาจใช้อาหารสดประเภทหนอนเป็นระยะเวลานานเกินไปทำให้ขาดกรดอะมิโนชนิดนี้
  • การได้รับยาฆ่าแมลง ประเภท ออร์กาโนฟอสเฟต ซึ่งอาจปะปนมากับน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา หรือในกรณีที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงกับสนามหญ้า หรือต้นไม้ บริเวณบ่อปลา เมื่อฝนตกอาจทำให้น้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีไหลลงสู่บ่อปลาได้
  • ไฟช็อต หรือมีฟ้าผ่าลงบ่อปลา มีรายงานว่า หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วในบ่อเลี้ยงปลา จะทำให้ระบบประสาทของปลาสูญเสียไป ไม่สามารถแก้ไขสู่สภาพเดิมได้
  • การได้รับยา รักษาโรคบางประเภทมากเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้กำจัดปรสิตภายนอก จะทำให้ปลามีอาการทางระบบประสาทได้ แต่จะเกิดอาการมากในปลาขนาดเล็ก และหากทราบปัญหาแต่เนิ่นๆ ก็สามารถจะรักษาหรือปล่อยให้หายเป็นปกติได้

 
       6. ปลามีอาการบิดเบี้ยวตามหาง ครีบหรือก้านครีบ
 
  • กระแสน้ำ ที่ไหลออกมาจากปลายท่อสู่บ่อเลี้ยงแรงเกินไป โดยเฉพาะสำหรับ กรณีปลาเล็กที่เพิ่งทำการเพาะฟักได้ไม่นาน หรืออยู่ในช่วง 1-3 เดือนแรก อาจทำให้โคนหางบิดได้หรืออาจมีความไม่สมดุลย์ระหว่างกล้ามเนื้อลำตัว โคนหางด้านซ้ายและขวาของลำตัว หรือกรณีบ่ออนุบาลหรือบ่อขุน มีลักษณะกลมกระแสน้ำไหลในทิศทางเดียวกันอยู่ตลอดเวลา ก็อาจเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อด้านใดด้านหนึ่งต้องทำงานหรือยืดหดอยู่ตลอดเวลา
  • สายพันธุ์ปลา ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดความพิการได้หรือมีโอกาสพิการได้ เมื่อปลานั้นโตขึ้น


วิธีในการป้องกันมิให้เกิดโรค ปรสิต หรืออาการผิดปกติแก่ปลาแฟนซีคาร์พ

  1. หมั่นตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำ อาจทุกสัปดาห์หรือ 15 วัน หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่
  2. กรณีที่ปลาแฟนซีคาร์พเริ่มมีอาการผิดปกติ ให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนเป็นอันดับแรก และทำการแก้ไขทันทีหากเป็นไปได้ ยกเว้นสำหรับกรณีที่ค่าความเป็นกรดด่างหรือพีเอช มีค่าสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ จะต้องค่อยๆ ปรับโดยการถ่ายน้ำ
  3. กรณีที่ผู้เลี้ยงซื้อปลาใหม่เข้ามา ให้คิดเสมอว่า เป็นปลาที่มีเชื้อโรคติดมาด้วยทุกครั้ง ดังนั้นจึงควรมีการกักโรคแก่ปลาใหม่ก่อน (Quarantine) โดยอาจแยกปลามาเลี้ยงในภาชนะที่มีขนาดใหญ่พอ แล้วใช้เกลือทะเลละลายน้ำให้มีความเข้มข้น 0.3% แช่ปลาไว้เป็นเวลาประมาณ 7 วัน เพื่อสังเกตอาการปลาก่อน บริเวณที่ตั้งบ่อยาง หรือภาชนะนั้น ควรอยู่ในบริเวณที่ไม่มีคนพลุ้งพล่าน เพื่อไม่ให้ปลาเกิดความเครียด ระหว่างนี้ให้หมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำด้วย หากเกิดสิ่งผิดปกติให้หาสาเหตุและรักษาต่อ
  4. เราไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ให้หมดไปจากบ่อเลี้ยงได้ เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆ นั้นมักจะอาศัยอยู่ในตัวปลา หรืออาศัยปลาเป็นพาหะ แต่จะเป็นอันตรายต่อปลาเมื่อภูมิต้านทานของปลาลดต่ำลง จากประสบการณ์ ผู้เลี้ยงสามารถเพิ่มภูมิต้านทานโรคแก่ปลาได้ โดยป้องกันมิให้ปลาเกิดความเครียด พยายามรักษาคุณภาพน้ำ เพิ่มสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินคลุกรวมลงไปในอาหารเม็ด ทีมงานเคยใช้วิตามินน้ำผสมในอาหารเม็ดให้ปลาทองกินร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาโรค เกล็ดพอง (Dropsy) ปรากฎว่า นอกจากจะทำให้อาการโรคไม่ลุกลามมากขึ้นแล้ว ในที่สุดปลากลับหายเป็นปกติ
  5. ภาชนะบ่อยาง บ่อไฟเบอร์กล๊าส อ่างพลาสติกที่ใช้กักปลา หรือแยกปลา ควรมีขนาดใหญ่เพียงพอที่ปลาจะว่ายไปมาได้ โดยระดับน้ำจะต้องสูงท่วมหลังปลา ประมาณ 5-6 นิ้ว และมีวัสดุ เช่น ตาข่ายปิดด้านบน เพื่อป้องกันปลากระโดดหรืออาจใช้แผ่นโฟมสีขาว ลอยน้ำไว้ในภาชนะ เพื่อให้ปลาใช้เป็นที่หลบซ่อน ลดความเครียด ในทางปฏิบัติ กลุ่มนักเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พหลายรายมักจะใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ 2 ใบซ้อนกันแช่ปลาเพื่อรักษาโรค และอัดก๊าซออกซิเจนลงในถุงด้วย ปล่อยไว้ในบ่อเลี้ยง ลดความเครียดที่อาจเกิดแก่ปลา และให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับภายในบ่อเลี้ยง
  6. วิธีการในการป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วนั้น ผู้เลี้ยงควรหมั่นตรวจสอบเครื่องปั้มน้ำว่า ยังสามารถทำงานอยู่ในสภาพปกติอยู่หรือไม่ มีการขึ้นสนิมมากน้อยเพียงใด และควรมีการจัดทำสายดิน เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวผู้เลี้ยงและปลา