KHV Koi Herpes Virus
โดย รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ซันซื่อ ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
![]() |
โรค KHV Koi Herpes Virus ในความเสียหายของปลาคาร์พญี่ปุ่นที่ไทยต้องจับตามอง
ปัจจุบันโรคที่ทำให้เกิดความเสียหายในการเลี้ยงและส่งออกปลาคาร์พของประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดคือ Koi Herpes Virus (KHV) ดังนั้นเราจึงควรมาทำความรู้จักกับโรคนี้กัน เพื่อให้ผู้เลี้ยงได้สามารถป้องกันและสำรวจการเกิดโรคได้อย่างทันท่วงที หากมีการติดเชื้อขึ้นในประเทศไทย ปลาแฟนซีคารพ์ (Fancy Carp) เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลาในสกุลเดียวกับปลาไน (crucian carp) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่มีแหล่งดั้งเดิมในประเทศอิหร่านในปัจจุบัน เนื่องจากปลาชนิดนี้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศต่าง ๆได้ดี จึงมีการแพร่ขยายพันธุ์ออกไปทั่วโลก โดยในช่วงต้น ๆ ชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักปลาไน และนำมาเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีล่วงมาแล้ว ชาวญี่ปุ่นเองก็นำมาเลี้ยงไว้เป็นอาหารเช่นกัน แต่ต่อมาเมื่อมีการเลี้ยงหลายชั่วอายุปลา จึงทำให้เกิดสีแดงในตัวปลาขึ้น จึงเริ่มมีการเลี้ยงเพื่อความสวยงามและกลายเป็นที่นิยมของญี่ปุ่น และจะเรียกปลาไนว่า โกยหรือกอย (Koi) แต่สำหรับปลาไนที่มีสีสันลวดลายสวยงามสะดุดตา จะเรียกว่า นิชิกิกอย (Nishikigoi) และปลาชนิดนี้ ก็ได้รับความสนใจเลี้ยงกันทั่วโลก |
| เรารู้อะไรเกี่ยวกับไวรัส KHV บ้าง 1. KHV เป็น species-specific และจะเป็นเฉพาะในปลาคาร์พที่กินได้ และ Koi (Cyprinus carpio) 2. KHV เป็น temperature-dependent และจะ active มากกว่าในช่วงอุณหภูมิ 18-24 องศาเซลเซียส 3. KHV มี incubation period นานประมาณ 10-12 วัน (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ) 4. เครื่องมือต่าง ๆที่ใช้เกี่ยวกับ KHV สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วย Chlorine | Israeli Koi Breeders จะจัดการปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง 1. เลิกหรือทำลาย Koi/Carp และมีการฆ่าเชื้อทั้งระบบแล้วจึงเริ่มเลี้ยงใหม่ 2. ทำความรู้จัก และเรียนรู้เชื้อไวรัสตัวนี้ให้มากขึ้น |
| Koi Herpes Virus ในปัจจุบัน มีโรคที่เกิดขึ้นกับปลาสวยงามที่อาจทำให้ผู้ที่จะเลี้ยงหรือกำลังเลี้ยงปลาสวยงามอยู่เกิดความสะพรึงกลัวไดันั่นคือ Koi Herpes Virus ซึ่งพบรายงานในปลาสวยงามของอิสราเอลและญี่ปุ่น แต่ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า โรคนี้เกิดในญี่ปุ่นหรือไม่ เพียงแต่รู้ว่า ปลาสวยงามจากประเทศข้างต้นป่วยเป็นโรคนี้ และตอนนี้พบว่า ผู้แทนจำหน่ายปลาสวยงามใน California, Ohio, Louisville, Atlanta, Texas, Chicago, New York, Indiana, Nevada, Arizona, Verginia และ Florida ต่างก็พบว่า มีปลาของตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ ส่วนในปลาทองไม่พบการเกิดโรค แต่ยังไม่มีรายงานแน่ชัด โรค Koi Herpes Virus นับเป็นโรคที่สำคัญโรคหนึ่งในปลาคาร์พ เนื่องจากมีอัตราการตายสูง ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ที่ USA ปี 2003 โรค KHV ทำปลาตายมาก ในประเทศไทย ยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรค แต่ก็ควรระมัดระวัง เนื่องจากมีการนำเข้าปลาคาร์พจากต่างประเทศ มีรายงานการเกิดโรคนี้ครั้งแรกในประเทศอิสราเอลในปี 2541 จากนั้นได้แพร่ระบาดไปในหลายประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม เดนมาร์ค อังกฤษ เยอรมนี เนเธอแลนด์ ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2546 ได้มีการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นที่จังหวัด Ibaraki ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว ซึ่งข้อมูลทางการข่าวรายงานว่า ปลาคาร์พตายถึง 1.124 ตัน เสียหายเป็นเงิน 280 ล้านเยน สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes เป็นชนิดของ DNA virus ที่ทำให้เกิดโรคกับปลาได้มากที่สุดโรคแผลพุพองที่เกิดกับปลาคาร์พ (Carp pox) ที่เป็นสาเหตุให้เกิดก้อนเนื้อใส ๆ ไม่น่าดูในอากาศที่เย็นขึ้น มีชื่อว่า Cyprinid Herpes Virus (CHV) ไม่ควรสับสนกับ KHV ชื่อของ KHV ไม่ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย และผู้ที่เชื่อว่าโรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส Herpes ชอบที่จะใช้ KV เรียกแทนมากกว่า เชื้อจะสามารถก่อโรคที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่าที่อุณหภูมิสูง (ไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส) อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดระยะห่างระหว่าง exposure กับ onset โดยที่อุณหภูมิต่ำทำให้เชื้อไวรัส Herpes virus ดำรงชีวิตได้ยาวขึ้น โรคมักเกิดที่อุณหภูมิระหว่าง 18 - 28 องศาเซลเซียส |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
| สาเหตุมาจาก 1. เมื่อปลาที่มีเชื้ออยู่อ่อนแอ หรือได้รับบาดเจ็บ เชื้อแบ่งตัวและเกิดโรคได้ถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี 2. ตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ค้าปลาที่มีความรู้ว่า การทำให้น้ำที่เลี้ยงปลา มีความอุ่นที่ 30 องศาเซลเซียส สามารถหยุดอาการของโรค และอาจจะทำให้ปลาหายป่วยได้ จากนั้นนำปลาเหล่านี้ไปขาย เมื่อมีคนอื่นซื้อไปเลี้ยง แม้ไม่มีความเข้าใจในโรค Koi Herpes Virus ก็อาจทำให้ปลาดังกล่าวเกิดโรคขึ้นได้อีก 3. จากที่อัตราการตายต่ำ และปลาหลายชนิดก็มีความทนต่อการติดเชื้อ แต่เมื่อนำไปเลี้ยงรวมกันกับปลาหลาย ๆชนิด ก็จะเป็นสาเหตุให้ปลาที่ไม่ทนต่อเชื้อ เกิดโรคขึ้นได้ นอกจากนี้ ภาวะความเครียดต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การติดเชื้อปรสิต และคุณภาพน้ำไม่ดี จะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเสริมให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น กลไกการเกิดโรค หลังจากปลาติดเชื้อไวรัสตัวนี้เข้าไปแล้ว เชื้อไวรัสจะทำลาย Epithelium cell ของ Koi โดยเฉพาะที่ผิวหนังและเหงือก เป็นผลทำให้เมือกมาก ผิวแห้งทำให้เกิดการลอกหลุด และ cell ของเหงือกตาย มีการติดเชื้อรา ปรสิต และแบคทีเรียตามมา ปลาจะไม่กินอาหาร ไม่ค่อยหายใจ และตายอย่างช้า ๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือ จะทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้โดยเฉพาะ Aeromonas sp. และแบคทีเรียตัวอื่นที่ก่อโรคกับปลา มีผู้เลี้ยงปลาจำนวนมากกล่าวว่า ปลาที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ จะก่อให้เกิดความสูญเสียภายใน 10-14 วันหลังการติดเชื้อ แต่กระนั้นก็มีบ้างที่ไม่ได้เกิดความเสียหายขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งปฏิกิริยาทางร่างกายของปลาภายนอกที่เราสังเกตได้คือ ลักษณะเป็นแผลไหม้ตามข้างลำตัว มีการหลั่งเมือกออกมามาก และปลาจะมีอาการแย่ลงเมื่อเหงือกของมันถูกทำลาย |
|
การก่อโรคและอาการ ส่วนใหญ่ปลาจะได้รับเชื้อจากการสัมผัสปลาป่วยด้วยกัน อาจจะมีบ้างที่ได้รับเชื้อจากน้ำหรืออุปกรณ์บางชนิด เช่น ตาข่าย ปลาคาร์พที่ได้รับเชื้อ มีทั้งที่ตาย หายป่วยและเป็นพาหะ (พาหะ หมายถึง ติดเชื้อแล้วไม่ป่วย แต่จะแพร่เชื้อออกมาเป็นระยะเวลานาน) โดยเมื่อได้รับเชื้อแล้ว จะแสดงออกมาได้ 4 แบบคือ 1. ไม่ติดเชื้อ (โดยระบบภูมิคุ้มกัน หรือความต้านทานการติดเชื้อโดยธรรมชาติ) 2. ติดเชื้อและตาย 3. ติดเชื้อแต่รอดชีวิต และกำจัดไวรัสออกนอกร่างกาย 4. ติดเชื้อและรอดชีวิต แต่เป็นตัวเก็บกักโรคโดยไม่แสดงอาการ แต่มี KHV แฝงอยู่ และเมื่อมีสภาวะที่เหมาะสม จะถูกกระตุ้นและแพร่เชื้อออกมา (กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด) โดยความเครียดมีผลดังกล่าว และมักทำให้เกิด secondary infection ตามมา เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเพิ่มจำนวนและทำลายเซลล์บุผิว โดยเฉพาะที่ผิวหนังและเหงือก ทำให้มีการหลั่งเมือกมาก และเซลล์ของเหงือกตาย เหงือกจะมีสีแดงจัดและมีหย่อมสีขาวแทรกอยู่ อาการของปลาที่ติดเชื้อที่พอสังเกตได้เช่น - การว่ายน้ำ โดยที่หัวดิ่งลง - ไม่กินอาหารและอ่อนแอ - ตาจม - รอยโรคที่เหงือก - มีเมือกเหนียว ๆที่ผิวหนัง - รอยแผลมีสีดำในปลาป่วยระยะสุดท้าย - เจ็บปวดตามร่างกาย |
| บ้างที่พบว่า ที่เหงือกของปลาป่วย จะมีลักษณะเป็นแนวรอบขาว ๆ ซึ่งปกติเหงือกจะมีสีแดง แต่บางทีจะไม่พบรอยโรคเหงือกของปลาป่วยเลยก็ได้ อัตราการตาย 50 - 100 % (highly mortality) และเป็น permanent carrier fish
พบว่า ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้ ลักษณะรอยโรคคล้าย ๆกับโรคที่เกิดจาก Aeromonas sp. ซึ่งอัตราการเกิดโรคมีประมาณ 10-20 % แต่อัตราการตายเพียง 7-8 %
แนวทางในการตรวจโรคเบื้องต้น ถ้าอาการของปลาคาร์พมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และร้ายแรงถึงตาย จะต้องทำการหาสาเหตุจากกระบวนการกำจัดสารจำพวกแอมโมเนีย ไนไตรท์ และความผันแปรของค่าความเป็นกรดด่าง นอกจากนี้สารพิษที่เกิดจากวัสดุที่ใช้ในการทำบ่อเลี้ยงปลา หรือแม้แต่น้ำฝนก็ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะตัวแปรเหล่านี้สามารถทำให้ปลาตายได้มากกว่าที่คิด บรรดาพวกปรสิตบ่อยครั้งที่ถูกคิดว่าเป็นตัวการของเรื่องนี้ และควรทำการขูดเมือกจากปลาสักสองสามตัวมาตรวจ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า ระดับของปรสิตเป็นค่าปกติ แต่ถ้าเมื่อไรปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อการตายของปลาแล้วนั้น อุณหภูมิของน้ำที่สูงอาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงมากกว่าปัญหาด้านสุขภาพที่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อม ในขณะที่เชื้อไวรัส Herpes ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ยังมีเชื้อโรคชนิดอื่น ๆที่สามารถทำให้เกิดความผิดปกติกับปลาในลักษณะที่คล้าย ๆกันนี้ได้ การวินิจฉัยโรค มีหลายวิธีได้แก่ วิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัส แล้วตรวจจับด้วยสารพันธุกรรมที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุ ควรส่งตัวอย่างปลามาตรวจอย่างน้อย 3 ตัว เพื่อให้ได้ผลการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ และเพื่อป้องกันไม่ให้ผลการตรวจสอบผิดพลาดได้ ตัวอย่างที่ส่งตรวจควรจะอยู่ในน้ำสะอาด มีออกซิเจนเพียงพอ แม้ว่าผลที่ออกมาจะสรุปว่า เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า KHV เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคเสมอไป วิธีเพาะแยกเชื้อไวรัส (Virus Isolation) ใน Koi Fin (KF 1 cells) ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส วิธีอิมมูโนฮีสโตเค็มมีสตรี (Immunohistochemistry) ใช้แอนติบอดี้ที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสในการตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุในเนื้อเยื่อของปลา วิธีอินไซตูไฮบริไดเซชั่น (In Situ Hybridization) โดยใช้สารพันธุกรรมที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสเข้าไปเกาะกับสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสในเนื้อเยื่อของปลา |
| การรักษา  ไม่มีทางรักษาโรคนี้ได้โดยตรงเนื่องจากเป็นเชื้อไวรัส มีเพียงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อปรสิต ยาดังกล่าวได้แก่ - คลอรามีนที (Chloramin T) หรืออาจจะใช้ด่างทับทิม (KMnO4) ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่เหงือก ในอัตรา 2 พีพีเอ็ม (ส่วนในล้านส่วน) หากใช้เกินขนาด จะกลายเป็นพิษต่อปลา เพื่อควบคุมเชื้อราและปรสิต มีรายงานว่า คลอรามีนที และ KMnO4 จะช่วยลดจำนวนของเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในน้ำบ้าง - ยาปฏิชีวนะ สำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียภายใน้ - เกลือ ช่วยลดภาวะบวมน้ำ - วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค นอกจากนั้น ยังมีเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการบำบัดอาการของโรคได้คือ แท้งค์ทำน้ำอุ่น ขั้นตอนการใช้เครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อบำบัดโรค 1. หากเป็นไปได้ ควรส่งตัวอย่างปลาไปตรวจยังห้องปฏิบัติการ 2. เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนของปรสิต น้ำควรมีความเค็ม 0.3 - 0.6 เปอร์เซ็นต์ 3. เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย อาจจะใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย 4. ใช้น้ำสะอาด 5. เพิ่ม PH โดยเติมคาร์บอเนตในน้ำ อัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 100-200 แกลลอน 6. อัดลมเข้าแท้งค์น้ำอุ่น 7. เริ่มอุ่นน้ำจาก 10-12 องศาเซลเซียส ใน 12 ชั่วโมง หรือ 21 องศาเซลเซียสใน 24 ชั่วโมง 8. ทำให้ได้อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ภายใน 36 ชั่วโมง โดยค่อย ๆเพิ่ม 2-3 องศาเซลเซียสต่อชั่วโมง ซึ่งอุณหภูมินี้เหมาะสมที่สุดสำหรับบำบัดโรคนี้ และควรแช่/เลี้ยงปลาไว้ในอุณหภูมินี้ อย่างน้อย 4 วัน การป้องกัน การแยกเลี้ยงปลา (การกักกันปลา) ที่นำเข้ามาใหม่ ก่อนนำรวมกันลงบ่อ ยังคงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ (ยิ่งนานยิ่งดี) นอกจากนี้ ควรใช้ยาฆ่าเชื้อในน้ำ อุณหภูมิ และค่าความเป็นกรดด่างของน้ำในบ่อกัก ควรใกล้เคียงกันกับน้ำที่ปลาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถทำได้ ก็ควรรักษาอุณหภูมิให้ใกล้เคียงไว้ และต้องจำไว้เสมอว่า ปลาจะทนโรคได้ดีในน้ำที่ค่อนข้างอุ่นกว่า การขนส่งปลาควรใส่ถุงแยกแต่ละตัว มีน้ำและออกซิเจนเพียงพอ ก่อนปล่อยลง ควรลอยถุงดังกล่าวไว้ในถังกักหรือบ่อกัก ประมาณ 20-30 นาที เพื่อปรับให้อุณหภูมิเท่ากันก่อน หรืองดอาหารปลาในช่วง 2-3 วันแรก จากนั้นจึงเริ่มให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในกรณีที่ปลาหิวอาจจะให้ก่อนได้ ในช่วงระยะกักโรค ควรดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำเป็นอย่างดีด้วย ควรถ่ายน้ำทุกวันอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จะมีเครื่องมือบางอย่างที่จะนำมาใช้ในการบำบัดอาการของโรคได้ เช่น แท้งค์น้ำอุ่น เพื่อใช้ในการบำบัดอาการของปลาป่วย แต่ก็อาจจะพบว่า มีข้อเสียอยู่หลายข้อเช่นกัน คือ น้ำที่อุ่นขึ้นจะทำให้ปรสิตและแบคทีเรียเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ความไม่สะดวกในการปฏิบัติ ถึงแม้ว่าหลังการบำบัดดังกล่าว ปลาจะมีชีวิตรอด แต่ก็ยังคงเป็นพาหะของโรคอยู่ การเริ่มเลี้ยงปลาใหม่ จากอุณหภูมิของน้ำ อาการของโรค และอัตราการตายสูงที่บรรดาผู้เลี้ยงปลาคาร์พได้ประสบมานั้น คล้ายกับว่า การระบาดของโรคที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากสาเหตุของ KHV แต่สิ่งที่อาจจะได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนคือ การเริ่มต้นเลี้ยงปลาใหม่ในบ่อที่เกิดการติดเชื้อ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการจัดการกับสภาวะที่เกิดโรคขึ้นในบ่อเลี้ยงปลา คือ ให้เริ่มต้นล้างบ่อ กรองน้ำในบ่อใหม่หมด โดยสารฆ่าเชื้อโรค คือ Iodonophor หรือ ด่างทับทิมที่มีความเข้มข้นสูง หลังจากการล้างและจัดการโดยทั่วถึงเสร็จสิ้นแล้วนั้น ก็ให้เริ่มเอาปลาใหม่มาเลี้ยง แต่ถ้ามีเวลา ควรที่จะพักบ่อทิ้งไว้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนที่จะเอาปลาใหม่มาเลี้ยง ถ้ายังมีปลาบางตัวที่อาจรอดชีวิต จำเป็นที่จะต้องปล่อยมันไว้จนกว่าจะหายเป็นปกติทั้งหมดก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงปลาใหม่ การทดลองหาสาเหตุการระบาดของโรคเมื่อหลายปีมาแล้วนั้น พบว่า ปลาตัวที่รอดชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ประมาณ 2-3 วันก็จะตาย หลังจากตัวล่าสุดได้ตายไป ผู้เลี้ยงปลาจึงได้รับการแนะนำให้รอประมาณหนึ่งเดือนหลังจากที่ตัวสุดท้ายตายไป ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยง การทำลายปลาที่เป็นโรค การตัดสินใจที่จะทำลายปลาจากการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้น เป็นสิ่งที่จะทำในอนาคตที่ต้องทำเป็นรายบุคคลไป เนื่องด้วยความเสี่ยงของการเกิดโรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น เกิดขึ้นเสมอ ๆ ไม่ว่า จะเลี้ยงสัตว์ชนิดใดก็ตาม และเป็นความจริงที่ว่า โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่เคยจะหายไปได้อย่างสมบูรณ์ถ้าในบ่อนั้นได้เกิดการติดเชื้อขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มีการวิจัยปลาที่มีการเอาปลาคาร์พ ที่รอดตายจากโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส มาอาศัยอยู่รวมกับปลาคาร์พจากทั่วทุกมุมโลกที่เป็นที่รู้กันว่า มีภูมิคุ้มกันต่อ KHV หลังจากนั้น 7 ปีก็ไม่เกิดการระบาดของโรคขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ดี ยังพบว่า มีบางบ่อเกิดการระบาดของโรคขึ้นในเวลาต่อมา บรรดาปลาคาร์พที่รอดตายจากการระบาดครั้งแรก แล้วอยู่รอดได้ในครั้งที่ 2 จะได้รับเชื้อที่อ่อนแอลงแล้ว แต่เมื่อนำเอาปลาคาร์พที่เพิ่งเอามาเลี้ยงใหม่ หรือยังไม่เคยได้รับเชื้อใด ๆ มาเลี้ยงรวมกับปลาคาร์พพวกแรก พบว่า ปลาคาร์พที่เพิ่งเอามาใหม่นั้น จะตายด้วยเชื้อ KHV นักเลี้ยงปลาคาร์พบางคน มักจะนำปลาที่ยังไม่ได้รับเชื้อไวรัสมาเลี้ยง รวมกับปลาสายพันธุ์ที่ไม่มีความไวต่อการรับเชื้อ เช่น Sturgeon และ Orfe เป็นต้น ในที่ ๆมีการซื้อขายปลา มักจะมีความเสี่ยงต่อโรคสูง และเมื่อเกิดการระบาดของเชื้อ KHV ขึ้น บรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ควรจะถูกทำลายลงด้วยวิธีนุ่มนวลที่สุด หรือนำมันไปเลี้ยงไว้ในที่อื่น The melting pot syndrome Melting pot syndrome เป็นชื่อเฉพาะที่ผู้ค้นคว้าใช้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับปลาคาร์พ จากการแสดงอาการของโรค และปัจจัยที่ตอบสนองกับภูมิคุ้มกันทั้งจากที่มีมาแต่กำเนิด และ จากที่ได้รับมา ปลาจะถูกขนส่งไปทั่ว และจะถูกนำมาพักไว้กับปลาในแหล่งต่าง ๆ จึงไม่สามารถบอกได้ว่า รับเชื้อมาจากที่ใด ในการวิจัยได้ทำการสาธิตโดยการให้ปลาคาร์พได้รับเชื้อ KHV และให้มันพยายามสร้างภูมิคุ้มกัน ในขณะที่ตัวปลาเองก็ได้รับการป้องกันอย่างแท้จริง พบว่า ปลาคาร์พที่แสดงออกในลักษณะนี้ สามารถเป็นต้นเหตุของการระบาดได้ในเวลาต่อมา สรุป -ปัญหา KHV มักจะเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เลี้ยงปลาอยู่เป็นประจำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันการป้องกันการติดเชื้อได้ ผู้เลี้ยงปลาส่วนใหญ่มักจะทำการปล่อยปลาลงในบ่อเลี้ยงทันทีหลังจากซื้อมาจากพ่อค้าปลา ซึ่งมักจะมีการดูแลปลาหรือกักโรคไม่ดีนัก และถึงแม้จะมีการกักโรคที่ดีแล้ว ปลาก็ยังสามารถตายได้ เนื่องจากปลาเกิดความเครียดจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ทำให้ปลามีสุขภาพที่อ่อนแอลง จึงอาจจะเกิดการติดเชื้อมาภายหลังได้ หรือาจเกิดจากโรคในรูปแบบ latent infection ได้ -เมื่อมีปลาตายอย่างกะทันหันเกิดขึ้นในฟาร์ม การหาสาเหตุต่าง ๆของการตายมีความจำเป็นมาก เช่น การตรวจหาแอมโมเนีย ค่าความเป็นกรดด่าง ไนไตรท์ ปัญหามลภาวะจากมลพิษ ปัญหาจากพยาธิบางตัวที่ทำให้เกิดการตายอย่างรวดเร็ว และปัญหาโรคจุดขาวที่มีการระบาดอยู่เป็นประจำ และถ้าพยาธิมีการถูกควบคุม และไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็อาจจะเกิดจากปัญหา KHV ได้ -หลังจากที่มีการติดเชื้อนี้ จะมีการตายค่อนข้างสูง แต่ทั้งนี้ขึ้นกับระบบภูมิคุ้มกันของปลาแต่ละตัวด้วย โดยปลาบางตัวอาจจะไม่แสดงอาการป่วยทั้งที่ปลาในบ่อเดียวกันป่วยอย่างรุนแรง โดยการติดเชื้อของโรคส่วนใหญ่จะเกิดจากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างบ่อป่วยและบ่อปกติ ปลาที่ติดเชื้อ KHV แล้วนั้น จะไม่มียารักษา นอกจากจะใช้ยาส่วนใหญ่เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนระหว่างที่สัตว์กำลังฟื้นตัว -การระบาดของ KHV ส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในปลาที่อ่อนแอและการควบคุมโรค เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด อาจจพิจารณาทำลายปลาทั้งบ่อได้ KHV สามารถอยู่ในปลาที่ไม่แสดงอาการได้ แต่อาจแสดงออกเมื่อปลาเกิดความเครียดจากการขนส่ง หรือการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และอีกปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดคือ อุณหภูมิของน้ำ -เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดการระบาดของ KHV ในบ่อเลี้ยง ควรทำการกักปลาหลังจากที่ซื้อมาก่อนประมาณ 1 เดือนก่อนปล่อยลงบ่อรวม และดูแลสภาพแวดล้อมให้ดี สำหรับในประเทศไทย (ปี 2548) ปัจจุบันได้มีการตรวจพบโรค KHV ในหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้เลี้ยงจึงต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนที่อุณหภูมิเหมาะกับการแสดงออกของโรค ทางศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทดลองทำการรักษาปลาที่แสดงอาการ โดยการควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน และให้อาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ พบว่า ปลาอาจหายจากการแสดงอาการของโรคได้เป็นปกติ แต่ยังมีเชื้ออยู่ และเป็นตัวนำโรคไปยังปลาตัวอื่น ๆได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงอาจพิจารณาเพิ่มวิตามินรวมและวิตามินซีในอาหารปลาในช่วงนี้ และระวังอย่าให้อุณหภูมิของน้ำในบ่ออยู่ในระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียส ก็จะช่วยได้มาก แต่ทุกคนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการไม่นำปลาที่ป่วย หรือสงสัยว่า จะป่วยเป็นโรคนี้ไปยังบ่ออื่น ๆ เพราะเป็นการทำให้เกิดการระบาดของโรคที่รุนแรงและขยายพื้นที่ออกไปอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศไทยต่อไป ประสานงานโดย : คุณจินตนาและคุณ THA เรียบเรียงโดย : Koilover Group 1 ธันวาคม 2548 |