Asagi ตัวนี้ มีโครงสร้างรูปร่างที่ดีมาก มีครีบหูที่มีสีสันสะดุดตา หัวขาวสะอาด แต่มีข้อเสีย ตรงที่ เกล็ดยังไม่มีสีสม่ำเสมอบริเวณด้านหลัง

วันที่ 19 มีนาคม 2544

A
sagi เป็นปลาเก่าแก่และเป็นต้นกำเนิดของปลาหลายชนิดในปัจจุบัน เช่น Kin Matsuba, Koromo, Shusui, Goshiki ส่วน Asagi เองมีต้นกำเนิดมาจากปลาตระกูล MaKoi


ซึ่ง Konjo Asagi มีต้นกำเนิดมาจาก Tetsu-Makoiส่วน Narumi Asagi นั้นมีต้นกำเนิดมาจาก Asagi Makoi Konjo asagi นั้นมีตาข่ายที่หลังที่มีสีออกเทาเข้มเต็มเกล็ด ส่วน Narumi Asagi นั้น มีตาข่ายที่มีลักษณะสีเข้มที่กลางเกล็ดแล้วจะไล่สีอ่อนลงไปเรื่อยๆ ถึงขอบเกล็ด เวลามองเผินๆ จะมีสีที่หลังดูออกเป็นสีฟ้าๆ มากกว่า Konjo Asagi ที่จะแลดูเป็นสีเทาๆหรือดูเข้มกว่านั่นเอง Asagi ที่มีคุณภาพนั้นส่วนที่สำคัญที่สุดคือ เกล็ดตาข่ายที่หลังที่ต้องมีครบทั่วหลังเรียงกันเป็นแถวเป็นระเบียบสวยงาม นอกจากนั้นแล้วจะต้องมีความเข้ม คม ชัด หนา แน่นประกอบด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงสีสะเก็ดๆ มารวมกลุ่มกันเท่านั้น เกล็ด Asagi ที่สวยนั้น จะต้องมีลักษณะรูปร่าง ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือ หกเหลี่ยมคล้ายรูรังผึ้ง ถ้าเป็นรูปดังกล่าวแล้ว นั่นหมายความว่าเกล็ดตาข่ายที่หลังนั้น ค่อนข้างจะเต็มเกล็ดอย่างแน่นอน และจากประสบการณ์ตาข่ายนั้นจะมีการพัฒนาดีขึ้นได้ ถ้าได้รับการเลี้ยงดู และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี Asagi ขนาดเล็กบางตัว ตาข่ายที่หลัง อาจจะมีขาดแหว่งบ้างนิดหน่อย ก็สามารถเป็นปลาที่ดีได้ในอนาคต แต่มีข้อแม้ว่าตาข่ายจุดอื่นที่ขึ้นชัดอยู่แล้ว ต้องมีโชว์ให้เห็นถึงคุณภาพที่ดีอยู่แล้วด้วย และจุดที่ขาดหายไปนั้น ไม่ควรจะมีมากจุดนัก มิฉะนั้นจะเป็นการเสี่ยงเกินไปที่เราจะนำมาเลี้ยง และหวังว่า มันจะดีขึ้นในอนาคต ต่อมาเกล็ดที่หลังนั้นยิ่งชัดเจนมากแถวเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งโดยปกติพอเข้าใกล้เส้นข้างตัว เกล็ดตาข่ายก็จะยิ่งจางลงเรื่อยๆ แต่ขอให้จางลงในลักษณะที่ไล่โทนลงมาอย่างสม่ำเสมอจากเข้มที่สุดที่กลางหลัง และอ่อนที่สุดที่บริเวณเส้นข้างตัว ต่อมาก็เรื่องของบริเวณหัวปลานั้นควรที่จะต้องเรียบเนียน ไม่มีเม็ดตะปุ่มตะป่ำ และต้องไม่มีสะเก็ดสีแปลกปลอม เช่น สะเก็ดดำคล้ายไฝขี้แมลงวัน และสิ่งที่จะทำให้ Asagi ดูสวยงามโดดเด่นมากขึ้นอย่างมากก็คือ คุณภาพของสีพื้นของปลาคือสีขาวหรือสีฟ้าอ่อนที่หลัง Asagi นั้นผิวปลาจะมีสีออกโทนฟ้าอ่อนที่บริเวณหลัง และเป็นสีขาวที่บริเวณหัว การเลือก Asagi นั้น ต้องเลือกปลาที่มีความขาวมากๆ ที่ปลายปากและที่หัวเป็นหลักสำคัญ ส่วนที่หลังนั้น ควรจะเป็นสีฟ้าที่สว่างตาใกล้เคียงสีขาวมากที่สุด ซึ่งปลาที่ไม่ดีนั้นจะมีสีฟ้าหม่นหมองดูไม่สว่างตา ส่วนสีที่เป็นส่วนเติมเต็มที่ จะทำให้ Asagi ตัวนั้นๆ มีความสวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้นก็คือ สีแดง [hi] ทั้งนี้สีดังกล่าวจะต้องเป็นสีที่ออกแดงโทนสว่างไม่ใช่สีแดงออกโทนน้ำตาลคล้ำ และตำแหน่งที่ควรจะมีแดงขึ้นมากที่สุด คือ ที่ครีบอกของปลาหรือที่เรียกว่า SHUSUI BIRE ส่วนตำแหน่งที่ควรจะมีสีแดงรองลงมา โดยเรียงลำดับความสำคัญลงไปเรื่อยๆ คือ ที่แก้มทั้งสองข้าง ที่ท้องทั้งสองข้าง ที่ครีบหาง และที่กระโดงหลังตามลำดับ ยิ่งถ้ามีได้ทุกจุดเลยจะเป็นการดีที่สุดครับ
 
ต่อมาเรามาทำความเข้าใจก่อนว่า Asagi เป็นปลาที่มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของสีแดงเมื่อปลามีอายุมากขึ้น และในลักษณะไล่จากท้อง ขึ้นไปที่หลัง เพราะฉะนั้นปลาอาซากิที่มีแดงเต็มท้องขึ้นมาถึงเส้นข้างตัวตั้งแต่ปลายังเล็ก จะมีแนวโน้มที่ปลาตัวนั้นเมื่อโตขึ้นอาจจะกลายเป็น Hi Asagi คือเป็น Asagi ที่มีแดงเต็มพื้นที่ทั้งตัว ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการเลย เพราะฉะนั้นการเลือก Asagi ที่ยังเล็กอยู่ คือยังไม่เกิน 25 ซม โดยประมาณ เราควรเลือกปลาตัวที่มีแดงอยู่บ้าง แต่ยังไม่ขึ้นมาสูงมากนัก เช่น มีที่ครีบอก ครีบท้อง และมีที่ท้องเพียงเล็กน้อยก็พอ และยังต้องห้ามมีสีแดงสูงกว่าแนวเส้นข้างลำตัวเป็นอันขาด จากประสบการณ์พบว่า บางครั้ง Asagi ที่ไม่มีใครต้องการ ถึงแม้ว่าจะมีตาข่ายบนหลังที่ชัด แต่แทบจะไม่มีสีแดงปรากฎอยู่เลย ยกเว้นบริเวณครีบอกเท่านั้น เมื่อนำมาเลี้ยงระยะหนึ่งพื้นแดงจะค่อยๆ ขึ้นมา จนอยู่ในระดับสวยงามพอดีๆ ไม่น้อยหรือมากเกินไป วิธีสังเกตุ Asagi อีกอย่างคือ ดูปลาตัวอื่นๆ ในครอกเดียวกันที่มีสีแดง พร้อมเต็มที่แล้วเพื่อจะได้เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจและยืนยันว่า ปลาครอกนี้แดงมีแนวโน้มมาเต็มที่แน่นอน แต่ต้องแน่ใจด้วยว่าปลามาจากที่เดียวกัน และเป็นปลาครอกเดียวกัน
 
รูปขวามือ
Asagi ทั้งสามตัวแม้ว่าจะมีลักษณะเกล็ดที่ดี คือ มีความเข้ม และเป็นตาข่ายที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะตัวที่ 1 และ 2 แต่ด้วยสีแดงที่ขึ้นที่ปลายข้อหาง ในรูปที่ 1 ทำให้ปลาด้อยค่าลงไป อีกทั้ง Asagi ตัวที่ 1 นี้ มีสีแดงขึ้นบริเวณข้างๆ หัว ทั้งที่ปลายังคงมีขนาดประมาณ 15 เซนติเมตร ทำให้เราสามารถคาดคะเนได้ว่าเมื่อปลาตัวนี้โตขึ้นมีโอกาสสูง ที่จะมีสีแดงขึ้นเปรอะบนหัว และมีแถบแดง ข้างลำตัวลามขึ้นมาด้านบนของลำตัว รูปที่ 2 และ 3 แม้ว่าจะมีลักษณะเกล็ดที่เป็นตาข่ายขึ้นเข้มชัด ตั้งแต่ มีขนาดเล็ก ประมาณ 15-20 เซนติเมตร แต่เนื่องจากสีแดงที่ขึ้นมาบนหัวด้านข้างใน ขณะที่ปลายังมีอายุน้อย ทำให้มีโอกาสที่สีแดงจะขึ้นบนหัวเลอะเทอะได้
 
Asagi ทั้งสองตัวนี้ ถือว่า เป็นปลาที่มีคุณภาพครับ เพราะนอกจากตาข่ายและสีสันบนหลังจะเข้มแล้วรูปร่างหรือหุ่นจัดอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมครับ มีโอกาสโตเป็นปลาในขนาดจัมโบ้ได้แน่นอน โครงสร้างที่ดี จะมีกระโหลกใหญ่ ขอบกระโหลก มักจะป้านออกไหล่กว้าง และข้อหางหนาลักษณะปลาทั้งสองตัวนี้ อาจจะค่อนข้าง หาได้ยากในบ้านเราหรือปลาที่นำเข้ามา แม้ว่าจะมีลักษณะที่ดีในตอนแรกนั้นแต่พอเลี้ยงไป นานๆ ความขาวอาจลดลงหรือความเข้มของเกล็ดอาจจางลงได ้ทั้งนี้มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งได้แก่ รูปขวามือ
Asagi ตัวนี้ มีคุณภาพครับ ปลาขนาดเล็กควรจะเลือกตัวที่มีเกล็ดตา ข่ายชัดเจน มีสีแดงขึ้นเพียงเล็กน้อย ตามรูปมีสีแดง แค่ตรงครีบหูสองข้างเท่านั้น บริเวณหัวมีสีขาว ไม่มีสีดำหรือขี้แมลงวัน หรือจะมีสีเหลืองขึ้นอยู่ ส่วนตรงบริเวณท้องด้านล่าง ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสีแดง เพราะ สีแดงจะปรากฎ ภายหลังเมื่อปลาโตขึ้น หากมีสีแดงบริเวณตรงท้อง ให้เลือกตัวที่มีสีแดงบริเวณท้องน้อยๆ ไว้ก่อนหรืออาจมีสีแดงเพียงไม่กี่เกล็ด ก็จะดีครับ
ความเป็นกรดด่าง ความกระด้าง และ ตัวอุณหภูมิที่มีผลต่อความขาวและความเข้มของสีแดงบนครีบ
 




รูปบนซ้ายมือ Konjo Asagi จะมีเกล็ดสีเทา หรือสีน้ำเงินเทาเข้มทั้งเกล็ด ทำให้ตาข่ายที่เกิดขึ้น มีลักษณะเด่นชัดเจนมากกว่า Narumi Asagi

รูปบนขวามือ ความยากของการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พ Asagi นอกจาก จะต้องระมัดระวังไม่ให้สีแดงขึ้นเปรอะบนหลังและหัวแล้ว ยังจะต้องพยายามรักษาตาข่ายบนหลังไม่ให้ถลอกหรือหลุด





รูปบนซ้ายมือ ดูกันชัดๆ ระหว่างความแตกต่างของเกล็ดที่เป็น Narumi Asagi รูปซ้ายมือที่จะมีสีเข้มตรงกลาง และไล่ความเข้มอ่อนลงจน ไปถึงบริเวณขอบเกล็ดจะเห็นเป็นสีจางๆ


รูปบนขวามือ
Konjo Asagi สีน้ำเงินเทาบนเกล็ดจะมีความเข็มเท่ากันทั้งเกล็ด ซึ่ง Konjo Asagi มักจะได้รับรางวัลในการประกวดอยู่เสมอ เพราะ Konjo Asagi จะมีสีสันที่ทำให้ตาข่ายแลดูเด่น ชัดเจน และมีความเป็นมันเงา