![]() Kujaku ระดับแชมตัวนี้ ครบถ้วนในเรื่องรูปร่าง สีสัน ความคมของแพทเทิ่นและตาข่ายบนหลังที่มีความชัดเจนตลอดแนวหัวจรดหาง ![]() จะสังเกตได้ว่า Kujaku ตัวนี้ก็มีส่วนหัวที่มีสีขาวเงิน ตาข่ายบนหลังมีความชัดเจนมาก ส่วนด้อยคือ รูปร่าง โคนหางค่อนข้างเล็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปร่างปลาโดยรวมในอนาคตได้ ![]() คงไม่ต้องบรรยายถึงคุณภาพ Kujaku ตัวนี้ เพราะสมบูรณ์หมดทั้งรูปร่าง สีสันและตาข่าย ![]() การเลือก Kujaku ไม่นิยมเลือกตัวที่มีส่วนหัวสีส้มทั้งหมด ควรมีสีขาวมากกว่า 50% อีกทั้งขอบพื้นส้มแดง ควรมีความคม ชัดเจน ![]() คุจากุ แบบหัวแดงทั้งหมดไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะขาดความโดดเด่น หรือขาดความแตกต่างให้แก่ปลาตัวนั้นๆ |
kujaku เป็นปลาคาร์พที่จัดอยู่ในกลุ่มผิวมัน ( hikari )
และอยู่ในกลุ่มแยกประเภท hikari-moyomono เป็นปลาที่มีสีพื้นเป็นสีเงิน
metallic และมีสีแดงหรือสีส้มเป็นสีของแพทเทิ่น " คุจากุ " นั้นในภาษาไทย
มีความหมายว่า " นกยูง " จากข้อมูลในหนังสือ modern nishikigoi
ของ ดร.ทาเคโอะ คุโรกิ ได้บันทึกไว้ว่า คุจากุคอกแรกที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้น เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ 1960 หรือปี พ.ศ.2503 โดยนายโทชิโอะ ฮิราซาวะ ณ เมือง
" โอจียะ / Ojiya " ซึ่งในตอนแรกนั้นนายโทชิโอะต้องการที่จะผลิตชูซุย
และอาซากิในภาค hikarimono หรือชูซุยและอาซากิในลักษณะที่มีผิวมันเงานั่นเอง
โดยตัวนายโทชิโอะได้ทำการผสมพันธุ์โดย นำเอาชูซุยตัวเมียตัวหนึ่งที่มีหลังเป็นเงาแบบ metallic
มาผสมกับตัวผู้2 ตัว ตัวผู้ตัวแรกคือมัตจึบะ-โอกอน และตัวผู้อีกตัวคือฮาริวาเกะ-โอกอน แต่ปรากฎ ว่าลูกปลาไม่ได้ออกมาเป็นในแบบที่เค้าตั้งใจ
ปลาในคอกแรกส่วนใหญ่ออกมาเป็นปลาหนังหรือปลาดอยซ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นผิวเงินเงาและมีแพทเทิ่นแดงซึ่งก็คือ คุจากุ-ดอยซ์ นั่นเองแต่จะว่าไปแล้วลักษณะลูกปลาที่ออกมานั้น
ก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปมากเท่าไรนัก ดังจะเห็นได้จากว่า kinsui หรือ
ginsui หรือก็คือ ชูซุยแบบฮิการิโมโหนะ มีลักษณะคล้ายคลึงกับคุจากุ-ดอยซ์
เป็นอย่างมาก จนทำให้นักเลี้ยงมือใหม่บางคนเกิดสับสนได้ เพียงแต่ว่าลูกปลาที่เกิดมาแล้วเป็นปลาที่มีเกล็ดหรือที่ไม่ใช่ดอยซ์นั้น ไม่ได้มีลักษณะเหมือนอาซากิ
ที่มีผิวฮิการิอย่างที่ตั้งใจ กลับกลายออกมาเป็นคุจากุแบบมีเกล็ดที่เราๆ ท่านๆ ได้พบเห็นกันจนทุกวันนี้ ลักษณะของคุจากุที่ดีนั้นนอกจากจะต้องมีหุ่นที่ดีแล้ว
ยังต้องมี 1. คุณภาพสีที่ชัดเจนในโทนสีนั้นๆ ในตัวมันเองด้วย เช่นสีพื้นของปลาซึ่งมีสีเงินนั้น ต้องมีสีเงินที่ไม่มีความขุ่นเหลืองเข้ามาเจือปน โดยเฉพาะที่บริเวณหัวซึ่งมักจะมีปัญหาหัวเหลือง อีกทั้งที่บริเวณหัวนั้นต้องมีความเรียบเนียน และปราศจากจุดสีดำซึ่งมักจะเป็นปัญหาสำหรับคุจากุอยู่เป็นประจำ 2. แพทเทิ่นของปลาไม่ว่าจะเป็นสีออกโทนส้มหรือโทนแดงก็ตามจะต้องมีความเข้มลึกหนาอยู่ในตัว รวมไปถึงขอบสีของแพทเทิ่นต้องมีความคมชัดแบ่งขอบเขตแบบชัดเจน ในที่นี้คำว่าคมและแบ่งขอบเขตสีอย่างชัดเจนนั้น ต้องคมดั่งชนิดที่ว่า มีลักษณะเหมือนเราตัดสติกเกอร์สีแดง แล้วไปแปะไว้บนสติกเกอร์สีเงินอย่างนั้นเลยทีเดียว อีกทั้งตำแหน่งของแพทเทิ่นไม่ว่าจะสีส้มหรือแดงนั้น ต้องมีความสมดุลย์กันทั้งสองฝั่ง ทั้งนี้รูปแบบของแพทเทิ่นที่สวยงามสำหรับคุจากุนั้น ค่อนข้างเป็นไปอย่างอิสระ ไม่ค่อยจะมีรูปแบบที่ชัดเจนดั่งเช่นโคฮากุ เพียงขอให้มีความสมดุลย์ดูแล้วไม่ขัดตารวมทั้งสีของแพทเทิ่นนั้น ไม่ลามลงครีบต่างๆ บนตัวปลามากนักอีกทั้ง บริเวณหัวมีการเปิดโชว์พื้นสีเงินบ้าง ตามความเหมาะสมเป็นใช้ได้ สำหรับปลาคุจากุที่มีสีแดงทั้งตัวหรือ เบนิ-คุจากุ ( beni-kujaku ) นั้นค่อนข้างเป็นปลาที่หาได้ยาก และเป็นปลาระดับ unique koi ประเภทหนึ่งเลยทีเดียว 3. เกล็ดมัตจึบะหรือจุดตาข่ายดำของแต่ละเกล็ดนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อความสวยงามของคุจากุเป็นอย่างมาก เกล็ดมัตจึบะที่ดีนั้น มีลักษณะเหมือนกับของอาซากิ คือต้องมีลักษณะที่แต่ละจุดนั้นต้องมีความเข้มชัดหนาแน่น และมีรูปลักษณะเหมือน 4 เหลี่ยมขนมเปียกปูน อีกทั้งต้องมีการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบทั่วทั้งหลังของปลา และสมควรที่จะมีขึ้นครบทุกเกล็ดทั่วหลัง โดยเฉพาะบนพื้นสีเงิน ส่วนบนพื้นสีแดงนั้น จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าไม่มีเกล็ดมัตจึบะบนพื้นแดง แต่มีครบบนพื้นสีเงินนั้น จะทำให้พื้นสีของแพทเทิ่นนั้นดูลอยสวยงามไปอีกแบบ ลักษณะที่ดีของคุจากุทั้ง 3 ข้อนั้นเป็นลักษณะที่ดีของปลาที่พร้อมสมบูรณ์แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อปลาได้เจริญเติบโตไปจนถึงช่วงอายุหนึ่ง แต่สำหรับในปลาขนาดเล็ก หรือต่ำกว่า 15 ซมนั้น ลักษณะทั้ง 3 ข้อ อาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะฉะนั้นการเลือกปลาในขนาดเล็กนั้นมีวิธีดังนี้ เนื่องจากปลาขนาดเล็กนั้นบริเวณหัวมักจะมีสะเก็ดดำอยู่ และมักจะได้ยินคำแนะนำจากผู้ขายว่า เดี๋ยวเลี้ยงไปเรื่อยๆ พอมันโตขึ้นก็จะเคลียร์สะอาด แต่แท้ที่จริงแล้วมีโอกาสที่จะเคลียร์สะอาดหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นอย่าได้เหมาเอาว่า โตขึ้นน่าจะเคลียร์สะอาดไปทั้งหมด วิธีเดียวที่จะขอแนะนำในการดูก็คือ อย่าพึ่งรีบตัดสินใจซื้อให้คอยติดตามดูปลาตัวนั้นสักระยะหนึ่ง ว่ามีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ แต่ทางที่ดีที่สุดคือหาตัวที่หัวเคลียร์สะอาดที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาลุ้นให้เหนื่อยซึ่งเป็นการเสี่ยงเกินไป ทีมงานเคยเห็นผู้เลี้ยงปลาท่านหนึ่งซื้อ Kujaku มาตัวหนึ่งในราคาค่อนข้างสูง โดยที่ปลาตัวนั้นหัวยังไม่เคลียร์ สีไม่เนียนเรียบ แต่มีสีดำตามด้านข้างของกระโหลกบ้างให้เห็นประปราย เมื่อปลาโตขึ้นแทนที่จะเคลียร์สะอาดมากขึ้น กลับเป็นว่า พื้นเงินขาวบนหัวนั้นมีลักษณะกระดำกระด่าง ส่วนสีดำนั้น ก็ขึ้นเปรอะ ทำให้ปลาตัวนั้นด้อยค่าลงไปทันที เข้าใจว่าในที่สุดผู้เลี้ยงท่านนั้นตัดสินใจนำไปฝากขายให้แก่มือใหม่รายอื่นๆ ต่อไป สิ่งต่อมาที่ลูกปลามักจะไม่เหมือนปลาใหญ่ก็คือ เกล็ดมัตจึบะที่หลัง ซึ่งในปลาเล็กมักจะไม่ค่อยคมชัดนัก ซึ่งเกล็ดมัตจึบะที่หลังนี้ก็มีลักษณะเหมือนกับสะเก็ดดำ ที่หัวคือ มีโอกาสที่จะรวมตัวคมชัดหรือไม่ก็ได้ สิ่งที่จะแนะนำคือ เลือกปลาตัวที่มีเกล็ดคมชัดเข้มมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งต่อมาคือขอบของแพทเทิ่นต้องมีความคมชัดตั้งแต่เล็ก คมนั้นต้องคมจริงๆ ถ้าเลือกปลามาตั้งแต่เล็กขอบสีก็ไม่คมซะแล้ว อนาคตก็ยากที่โตขึ้นจะคมมากขึ้นได้ เพราะโดยส่วนใหญ่เมื่อเลี้ยงในบ้านเราแล้วจะมีแนวโน้มที่ความคมจะลดลง หรือคงเดิมเท่านั้น ในเรื่องของสีนั้นไม่จำเป็นที่ว่าจะต้องเป็นโทนแดงหรือโทนส้ม แต่แนวโน้มในอนาคตความนิยม น่าจะหนักไปในทางแดงเข้มข้นมากกว่า และแนวโน้มอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือ แพทเทิ่นของคุจากุที่บริเวณหัวนั้น ในปัจจุบันนิยมให้มีสีเงินของสีพื้นในสัดส่วนปริมาณที่มากกว่าสีแดง หรือสีส้มของแพทเทิ่น และส่วนครีบหูนั้น มักจะนิยมให้มีสีเงินแต่เพียงอย่างเดียวมากกว่าที่จะมีสีส้มแดงหรือแถบสีดำเจือปน สำหรับ Kujaku ที่นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั้น ค่อนข้างหาแบบมีคุณภาพในระดับราคาปานกลางคือ ประมาณ 2,000 - 4,000 บาทได้ในจำนวนค่อนข้างน้อย ปลาส่วนใหญ่มักจะมีหัวเป็นสีส้มแดงเกือบทั้งหมด หรือแม้ว่าหัวจะมีสีเงินขาวปนตัดกับสีแดงชัดเจน แต่ก็มักพบว่า ลวดลายบนหลังไม่น่าสนใจ ขาดสมดุลย์อยู่เสมอหรือ มีขอบสีเบลอไม่ชัดเจน มีสายพันธุ์หนึ่งที่เรามักมองข้ามกันคือ ปลาไทยที่เกิดจากพ่อแม่นอก จากการได้เคยเข้าไปชมฟาร์มในไทยพบว่า ฟาร์มบางแห่งผสมพันธุ์ สำหรับ Kujaku ได้ในระดับคุณภาพที่น่าทึ่งครับ ถึงขนาดที่ว่าฟาร์บางประเทศที่นำเข้าปลาจากญี่ปุ่นเป็นหลัก ก็ยังต้องหันมาสั่งซื้อปลาไทยเข้าไปจำหน่ายด้วยเลยทีเดียว ปลา Kujaku แบบไทยนี้แหละครับที่เป็นตัวที่น่าสนใจแถมราคาไม่แพงมากนัก ลูกปลาขนาด 4-5 นิ้ว ราคาไม่กี่ร้อยบาทแต่คุณภาพเกินคุ้มครับ Joe & Pat Koilover Group 05/08/2001
|