ถึงเวลาพาน้องปลาขึ้นเครื่องบิน

    ปัจจุบันนี้ ไม่เพียงแต่สิทธิชาย หญิงจะเท่าเทียมกันแล้ว ไม่ว่า เจ้าเหมียว เจ้าตูบ ไอ้โต้ง หรือกระทั่งน้องปลาของเราก็ต่างล้วนมีสิทธิขึ้นเครื่องบินโดยสารได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วล่ะ แท้จริงแล้ว นาย Kevin อยากจะเรียนรับใช้ว่า การขนส่งทางเครื่องบินทั้งในและระหว่างประเทศนั้นสามารถกระทำได้มาตั้งนานนม เพียงแต่ว่า อาจมีการใช้บริการอยู่ในวงจำกัดหรือเฉพาะหน่วยงานที่ดำเนินกิจการเกี่ยวเนื่องกับปลาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ดังนั้น หากเรื่องราวที่จะเขียนเพื่อสร้างความกระจ่างต่อไปนี้ ดูจะเป็นเรื่องที่บางท่านรู้หรือกระทำอยู่บ่อยครั้ง นาย Kevin ก็ขออภัยมา ณ.ที่ด้วย และขอให้ถือเสียว่าเป็น Tips&Tricks สำหรับนักลำเลียงปลามือใหม่ก็แล้วกัน
     สำหรับ Koilover หรือ Fish Lover ทั้งหลายที่พิสมัยในปลาระดับคุณภาพนั้น ผมขอเรียนรับใช้ว่า ณ. ปี 2547 ไม่มีวิธีการขนส่งปลาใดๆ ที่จะลดได้ทั้งความเครียดและความบอบช้ำของปลาได้ดีไปกว่าการขนส่งทางเครื่องบินอีกแล้ว เนื่องจากระยะเวลาการขนส่งที่น่าจะสั้นที่สุดในการขนส่งปลาในระยะไกล ปัญหามีอยู่เพียงที่ว่า มูลค่าของปลาที่จะใช้บริการขนส่งโดยวิธีนี้คุ้มค่าขนส่งหรือเปล่า?
     ก่อนอื่น ขอเรียนให้ทราบว่าการขนส่งโดยทางเครื่องบินภายในประเทศนั้น จะกระทำได้โดยเครื่องบินที่มีช่องเก็บสินค้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ (ก็ช่องเดียวกับที่ใช้บรรทุก สุนัข แมวและสัตว์อื่นๆ นั่นแหละ) น้องปลาของเราก็เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ได้รับสิทธินี้เช่นกัน ดังนั้น เครื่องบินที่มีช่องเก็บสัมภาระแบบนี้ จึงต้องเป็นเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่ระดับ Boeing 737 หรือเทียบเท่าขึ้นไป


การลำเลียงน้องปลาที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดในระยะทางไกล เห็นทีจะต้องยกให้การขนส่งทางอากาศ และสำหรับการส่งปลาภายในประเทศ ต้องยกให้การบินไทย สายการบินแห่งชาติ
ส่วนไฟลท์เล็กๆ ที่บินโดยเครื่อง ATR นั้นเห็นทีจะหมดสิทธิ์ ดังนั้นก่อนจะทำการแพ๊คปลา (ซึ่งจะนำเสนอต่อไป) แล้วนำไปสนามบิน ขอย้ำเตือนว่ากรุณาโทรศัพท์เช็คเส้นทางบินที่ต้องการจัดส่งเสียก่อนว่ามีบริการหรือไม่ ไม่อย่างนั้นอาจไปสนามบินเสียเที่ยวได้
 


ไม่เพียงแต่ปลาคาร์พ อัญมณีแห่งสายน้ำเท่านั้นที่มีสิทธิ์บินได้ แต่ปลาสวยงามค่าตัวสูงอีกหลายอย่างก็เหมาะสมกับการขนส่งทางเครื่องบินเช่นกัน ในภาพเป็นรันชู ปลาสวยงามท๊อปวิวยอดนิยมรองจากปลาคาร์พ
    การขนส่งปลาโดยทางเครื่องบิน (ที่ถูกต้อง) นั้น กระทำได้สองวิธีใหญ่ๆ คือ
1.วิธีการแรก คือการโหลดพร้อมสัมภาระ ซึ่งหมายความว่า หากจะใช้วิธีการนี้ ผู้ส่งจะต้องขึ้นเครื่องบินไปด้วยกับน้องปลา การส่งและการรับปลาคืนที่ปลายทางจะกระทำเหมือนสัมภาระกระเป๋าทั่วไป ดังนั้นหากคุณต้องส่งปลาไปยังผู้รับปลายทาง ก็ให้อ่านข้ามหัวข้อนี้ไปยังการส่งโดยวิธีการที่สองได้เลย
ข้อดีของการส่งปลาแบบโหลดพร้อมสัมภาระ
- ประหยัดเวลาไม่ต้องไปก่อนเวลาเครื่องบินออกเป็นเวลานาน
- การรับของกระทำได้รวดเร็วกว่า เพราะสามารถรอรับที่สายพานลำเลียงสัมภาระได้เลย
- เนื่องการจากการส่งโดยวิธีนี้จะมีขั้นตอนการรับสินค้าไม่ยาวนานนัก ส่งผลให้น้องปลาต้องอยู่ในกล่องโฟมในระยะเวลาที่สั้นกว่าการส่งแบบที่ 2 เป็นเวลากว่า3 ชั่วโมงขึ้นไป (ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน) ดังนั้นการแพ๊คปลาจึงสามารถกระทำได้หนาแน่นกว่า (ได้จำนวนปลามากกว่าต่อกล่องขนาดเดียวกัน)
ข้อเสียของการส่งปลาแบบโหลดพร้อมสัมภาระ
- ผู้ส่งจะต้องนั่งเครื่องบินไปด้วย ซึ่งขัดกับการส่งปลาในเชิงพาณิชย์ทั่วๆ ไป แต่ดูจะเป็นการซื้อปลากลับไปเลี้ยงเองในจำนวนน้อยเสียมากกว่า
- อัตราค่าระวางค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการส่งแบบผ่านคลังสินค้า คือแพงกว่าประมาณเท่าตัวและเป็นอัตราคงที่ เพราะถึงแม้จะเป็นการส่งจำนวนมาก ก็ไม่ได้มีการลดอัตราค่าระวางลงแต่อย่างไร
     อย่างไรก็ตามการส่งแบบนี้ ตัวนาย Kevin เองก็เคยใช้เองอยู่เนืองนิตย์ เนื่องจากบางครั้งเวลาค่อนข้างจำกัดไม่สามารถเผื่อเวลาการเดินทางไว้ล่วงหน้าได้นานๆ การนำปลากลับไปพร้อมกับสัมภาระดูเหมือนจะให้ความสะดวกอยู่ไม่น้อย แถมการทำอย่างนี้บ่อยๆ สำหรับหนุ่มโสดอาจได้มีกิจกรรมออดอ้อนเจ้าหน้าที่เช็คอินสาวๆ ขอความกรุณาให้ลงน้ำหนักน้อยกว่าความเป็นจริงสักเล็กน้อยเพื่อประหยัดค่าระวาง ซึ่งเมื่อสมัยนาย Kevin ยังหนุ่มแน่น ก็พอจะทำได้บ้างนานๆ ครั้ง พอตั้งแต่เริ่มลงพุงและกลายเป็นพ่อลูกสองแล้ว ไอ้การพยายามลดค่าระวางโดยวิธีการดังกล่าวดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลมาหลายปีแล้ว
     สำหรับผู้ที่ลำเลียงปลาคาร์พตัวไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งอาจจะเป็นปลาชนิดอื่น ผมแนะนำให้แพ็คถุงปลาให้แน่นหนา (อัดอ๊อกฯแบบเหี่ยวๆ) ใส่กระเป๋า Hand Carried ขึ้นเครื่องไปเลย กระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามกติกาของการท่าฯหรอกครับ แต่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่างหาก แต่หากคุณถูกจับได้ คุณก็ต้องเสียค่าระวางเหมือนกัน และหากถุงปลาที่นำขึ้นไปไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศรีษะเกิดแตกด้วยสาเหตุประการใดก็ตาม คุณมีสิทธิถูกเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการทำห้องโดยสารเปียกได้ คุณเลือกได้ครับ
    ต่อไปก็มาถึงวิธีการส่งปลาในวิธีการที่ 2 .การส่งปลาโดยผ่านคลังสินค้า (Air Cargo) โดยวิธีนี้จะดูเป็นทางการและเหมาะสำหรับการส่งปลาระดับคุณภาพแบบมืออาชีพมากที่สุด เนื่องจากเป็นการส่งสินค้าจากผู้ส่งต้นทาง ไปให้ผู้รับที่ปลายทาง โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดเดินทางไปกับน้องปลาของคุณ
ข้อดีของการส่งปลาแบบผ่านคลังสินค้า
- ค่าระวางถูกกว่าการขนส่งแบบแรก (ไม่นับวิธีลักไก่ซึ่งไม่เสียตังค์)
- เนื่องจากผู้ส่งไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกับตัวสินค้า วิธีการนี้จึงเป็นวิธีการที่เหมาะมากสำหรับฟาร์มปลาจะส่งปลาให้กับลูกค้าในต่างจังหวัด
- เหมาะกับการส่งปลาจำนวนน้ำหนักมากๆหรือครั้งละหลายกล่อง เนื่องจากคลังสินค้าจะคิดค่าระวางเป็นแบบอัตราถอยหลัง
- มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการส่งปลาที่มีราคาค่างวด เนื่องจาก ระเบียบการรับสินค้าที่ค่อนข้างเข้มงวด ปกติผู้มีชื่อปรากฏเป็นผู้รับสินค้าจะต้องแสดงบัตรประชาชนตัวจริงต่อเจ้าหน้าที่คลังสินค้าจึงจะมีสิทธิรับสินค้าได้
ข้อเสียของการส่งปลาแบบผ่านคลังสินค้า
- สินค้า (กล่องบรรจุน้องปลาที่แพ๊คเรียบร้อย) จะถึงอาคารคลังสินค้าก่อนที่เครื่องบินไฟลท์ที่ต้องการจะออกจากสนามบินไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้นไม่เพียงแต่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้ามากกว่าแบบแรก แต่การแพ๊คปลาจะต้องหลวมและมีการเตรียมการที่ดีกว่าการเดินทางแบบแรก เนื่องจากปลาจะต้องอยู่ในกล่องนานกว่าการส่งแบบแรก
- การรับปลาที่ปลายทางจะต้องรับที่อาคารคลังสินค้าและรับสินค้าได้หลังจากเครื่องบินลงจอดแล้วเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
- การรับปลาจะต้องกระทำโดยผู้ที่มีชื่อปรากฏในใบรับส่งสินค้าเท่านั้น หากจะมีการมอบหมายให้ผู้อื่นไปรับแทนจะได้มีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้รับสินค้าไปแสดง หากมองในแง่ความสะดวกแล้วอาจมีความสะดวกน้อยกว่าแบบแรก
 


ในภาพเป็นเครื่องโบอิ้ง 737 น้องปลาก็มีสิทธิบินได้ หลังจากขั้นตอนนี้ก็รอรับของได้ที่ท่าอากาศยานปลายทาง
    หลังจากที่ได้ทบทวนข้อดี-ข้อเสีย ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมของการขนส่งแต่ละวิธี ซึ่งจะเลือกใช้วิธีการขนส่งแบบใดก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีการส่งแบบไหน ล้วนย่อมต้องมีการเตรียมแพ๊คปลาใส่กล่องโฟมซึ่งถือเป็นวิธีที่ต้องกระทำเช่นเดียวกันในวิธีการส่งทั้งสอง (ยกเว้นวิธีลักไก่ใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องบินได้เลย) บางท่านอาจสงสัยว่าปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศทำไมถูกบรรจุมาในกล่องกระดาษแทนที่จะเป็นกล่องโฟมดังที่นาย Kevin คนนี้แนะนำ จึงขอเรียนให้ทราบว่า เป็นกฏของแต่ละสายการบินซึ่งแตกต่างกันไป ซึ่งการขนส่งปลาโดยการบินไทยมีกฏข้อบังคับให้บรรจุปลาลงในกล่องโฟมเท่านั้น
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนทำการแพ๊คปลาลงกล่องโฟม
1. กล่องโฟม ตามจำนวนที่ต้องใส่ปลา
2. ถุงดำขนาดพอที่จะห่อกล่องโฟมได้
3. ถุงพลาสติกจำนวน 3 ใบต่อการแพ๊คปลา 1 ถุง
4. หนังยางรัดปากถุง
5. ถังเติมออกซิเจน
6. เทปกาว (แถบใหญ่) สำหรับพันปิดกล่องโฟม
7. น้ำแข็งจำนวนเล็กน้อย
8. ข้อสุดท้าย "น้องปลา" ที่จะเดินทางไกล
 


หากตรวจสอบว่าเส้นทางบินที่ต้องการ
มีบริการขนส่งสินค้ามีชิวิตแล้ว
ก็เตรียมอุปกรณ์ได้เลย


ถุงดำเตรียมหุ้มกล่องโฟมในขั้นตอนสุดท้าย


ไม่ว่าจะส่งปลาชนิดไหนก็ตาม หากว่าปลามีขนาดค่อนข้างเล็ก การมัดมุมถุงทั้งสอง
ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องความปลอดภัยของตัวปลาที่จะขนส่ง
 
    ขั้นตอนการเตรียมแพ๊คปลาลงกล่องโฟมสำหรับส่งเครื่องบิน
1. อดอาหารปลาอย่างน้อย 1 วันก่อนเดินทาง (สำหรับปลาเล็ก) และอย่างน้อย 2 วัน (สำหรับปลาใหญ่)
2. อัดอากาศหลวมๆ ไม่ควรมัดหนังยางด้วยวิธีการมัดแบบดึงหลุดที่นิยมใช้ในร้านขายปลาทั่วไป
3. สำหรับการขนส่งปลาเล็กการมัดที่มุมถุงพลาสติกทั้งสองข้างเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
4. ซ้อนถุงพลาสติคสองถึงสามชั้น (เจ้าหน้าที่การบินไทยจะแนะนำ3 ชั้นเสมอ)ในการเตรียมถุงใส่ปลา
5. นำปลาที่อัดออกซิเจนแล้ว ใส่กล่องโฟม (สายการบินอื่นอนุญาติให้ใช้กล่องกระดาษแข็งได้ แต่การบินไทยต้องกล่องโฟมเท่านั้น)
6. หากกล่องโฟมมีขนาดใหญ่กว่าถุงพลาสติกใส่ปลามากเกินไปถุงจะกลิ้งไปมาทำให้ปลาช้ำได้ ดังนั้นควรรองถุงปลาด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อลดการเคลื่อนตัวของถุงปลา
7. ให้นำน้ำแข็งก้อนสักห้าหกก้อน ใส่ถุงพลาสติกรัดหนังยางให้แน่นใส่ไว้ในกล่องโฟมด้วย (คนละถุงกับปลา) เพื่อลดความเครียดตลอดจนอัตราการหายใจให้กับปลาในถุง หากมีพวก Hot&Cold Pack ก็สามารถใช้ได้ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกักและกระจายความเย็นได้ดีกว่า น้ำแข็งใส่ถุงพลาสติก
8. พันฝากล่องโฟมด้วยเทปกาวให้หนาแน่น ประมาณ 3 รอบ
9. หุ้มกล่องโฟมด้วยถุงพลาสติกอีกที (นิยมใช้ถุงดำ เพราะหาง่ายและใหญ่ดีตลอดจนทำให้ภายในกล่องค่อนข้างมืด ช่วยลดความเครียดให้กับปลา) จากนั้นเดินทางไปสนามบินได้เลย ระหว่างเดินทางควรหลีกเลี่ยงการกระทำอันที่จะทำให้กล่องโฟมบรรจุปลาตากแดดแรงๆ

    สำหรับการนำติดไปกับตัวผู้โดยสารขั้นตอนก็คงจบลงเท่านี้ แต่หากเลือกที่จะส่งผ่านคลังสินค้า ให้ดูขั้นตอนต่อไปได้เลย
10. นำไปส่งที่คลังสินค้าในประเทศ (สำหรับท่าอากาศยานดอนเมืองอาคารคลังสินค้าอยู่เลยจากบริเวณรับผู้โดยสารขาเข้าในประเทศไปนิดหน่อย เป็นรั้วตาข่ายเหล็ก มีที่จอดรถในนั้นพร้อมเสร็จ) ลงทะเบียนผู้ส่งและผู้รับ พร้อมสถานีปลายทาง สำหรับข้อมูลผู้รับอย่างน้อยต้องมีหมายเลขโทรศัพท์มือถือ
11. สินค้าจะต้องลงทะเบียนเรียบร้อยก่อนเครื่องออกอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เช่น หากต้องการไฟลท์บ่ายสามโมง จะต้องนำสินค้าไปชั่งน้ำหนักให้เรียบร้อยก่อนบ่ายโมงตรง
12. จากนั้นแจ้งผู้รับสินค้าถึงเที่ยวบินที่ส่งสินค้าไปด้วย ผู้รับสินค้าที่ปลายทางจะสามารถรับสินค้าได้หลังจากเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานแล้ว 1 ชั่วโมง โดยรับที่อาคารคลังสินค้า


 
 
    ขั้นตอนการมัดปากถุงด้วยหนังยางที่ปลอดภัยต่อการดีดตัวออกเนื่องจากการปรับเปลี่ยนความดันในห้องเก็บสินค้าของเครื่องบิน
ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะคงไม่มีใครอยากรับปลาที่อยู่ในถุงอันปราศจากน้ำที่ท่าอากาศยานปลายทาง การมัดหนังยางแบบดึงหลุด อย่างที่ร้านขายปลานิยมกระทำกันในภาคพื้นดินเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด เนื่องจากนาย Kevin เองก็เคยเสียปลาตัวสวยจากการมัดปากถุงแบบดังกล่าวมาแล้ว
 


การอัดอากาศ ต้องอัดให้เหี่ยว
เพื่อป้องกันการแตกของถุงพลาสติก
ขึ้นเครื่องบินปรับความดันในห้องเก็บสินค้า


และไม่ว่ากล่องจะเล็กหรือใหญ่ ขนาดถุงใส่ปลาควรพอดีๆ กับกล่อง ไม่ควรเหลือช่องว่างให้ถุงกลิ้งไปมาในขณะขนส่ง


ควรตรวจสอบการมัดปลาถุง และการ
จัดวางถุงให้ดีก่อนปิดกล่อง หากมี
ถุงน้ำแข็งหรือจะให้หรู ก็ใช้ Hot&Cold Pack
ใส่ไว้ในกล่องโฟมไปด้วยก็จะดีมากๆ
 


การปิดกล่องโฟมควรพันเทปกาวให้แน่นหนา


เมื่อห่อกล่องโฟมที่ปิดฝาแล้วด้วยถุงพลาสติก (ผมนิยมใช้ถุงดำหากกล่องใหญ่) ก็นำกล่องที่ห่อเรียบร้อยมาที่อาคารคลังสินค้าได้เลย ในภาพเป็นอาคารคลังสินค้าจังหวัดเชียงใหม่


หลังจากชั่งน้ำหนักและตรวจสอบเที่ยวบิน ตลอดจนกรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ประจำอาคารคลังสินค้าจะมอบ
สติกเกอร์ต่างๆ มาให้เราติดที่กล่อง
 


ติดสติกเกอร์แล้วดูเหมือน
การส่งปลาอย่างมืออาชีพขึ้นเยอะ


กระดาษสำเนาที่วางอยู่บนกล่องนั้นคือใบสำเนายืนยันการรับส่งสินค้า ผู้ส่งสินค้าต้องเก็บไว้ให้ดีเพื่อเป็นหลักฐาน


น้องปลากำลังถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบิน
ตามเที่ยวบินที่กำหนด
 
   *** หากนับเวลาอย่างน้อยที่สุดที่ปลาจะต้องอยู่ในถุงที่สนามบิน (ไม่นับเวลาสำหรับเดินทางไปส่ง, รับปลากลับบ้านและลอยถุงเพื่อปรับอุณหภูมิ) จะรวมได้ 4 ชั่วโมง ดังนั้น การแพ๊คถุงปลาจะต้องคำนึงถึงสภาพปลาและปริมาณอากาศในถุงด้วย

หมายเลขโทรศัพท์ ของอาคารคลังสินค้าตามท่าอากาศยานต่างๆ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
    อาคารคลังสินค้า
ดอนเมือง 02-5352077,02-5353821
    ภาคเหนือ
เชียงใหม่ 053-277479,053-277479
แม่ฮ่องสอน 053-611367
เชียงราย 053-752858
พิษณุโลก 055-219626-8
    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขอนแก่น 043-334487
อุดรธานี 042-326519-21
อุบลราชธานี 045-245100
    ภาคใต้
ภูเก็ต 076-327155
หาดใหญ่ 074-251032-3
กระบี่ 075-632577
สุราษฎร์ธานี 077-216010
ตรัง 075-211334
นครศรีธรรมราช 075-343874

ส่วนตารางเวลาการบิน คลิ๊กดูได้ที่นี่ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ทางคลังสินค้ายังแจ้งเพิ่มเติมมาด้วยว่า สำหรับการขนส่งปลาไปยังต่างประเทศนั้น ขณะนี้มี 4 อาคารคลังสินค้าในประเทศไทยที่สามารถกระทำได้เลย เนื่องจากมีหน่วยงานศุลกากร และด่านกักสัตว์คอยดูแลอย่างครบถ้วน คือท่าอากาศยานดอนเมือง, เชียงใหม่, หาดใหญ่, และภูเก็ต หากเป็นการสอนหนังสือให้สังฆราช ก็ขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วย
ขอให้สนุกกับการทลายกำแพงระยะทางในครั้งต่อๆ ไปครับ
*ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่อาคารคลังสินค้าการบินไทย ในการเอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆ*


Good Koikeeping
Kevin Koilover Group