Dr. Teruo Higa ผู้ค้นพบอีเอ็ม

    อีเอ็ม อัพเดท
     จำได้ว่า ผมเคยเขียนเรื่องอีเอ็มมาแล้วครั้งหนึ่ง ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว มีข้อมูลใหม่ๆ ที่ผมได้รับเพิ่มขึ้นมาก เลยคิดว่าได้เวลาแล้วล่ะครับที่จะนำเรื่องอีเอ็ม กลับมาขัดเกลาเสียใหม่อีกทีให้มันดูทันสมัย และให้ประโยชน์แก่เพื่อนๆ ได้มากขึ้น

     ก่อนอื่น รู้จัก อีเอ็ม (อีเอ็ม) กันหน่อยว่า มันคืออะไร อีเอ็ม ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Dr. Teruo Higa ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยริวคิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบ อีเอ็ม เมื่อ พ.ศ. 2526 ท่านอุทิศทุ่มเททำการวิจัยผลว่ากลุ่มจุลินทรีย์นี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนั้น ศาสนาจารย์วาคุกามิ ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านเป็นประธานมูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา หรือ คิวเซ (คิวเซ แปลว่า ช่วยเหลือโลก) ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

     ลักษณะของ อีเอ็ม
  • อีเอ็ม มีลักษณะเป็นของเหลว สีดำตาลดำ มีกลิ่นอมเปรี้ยว อมหวาน หากเราวัดพีเอชจะมีค่าอยู่ที่ประมาณ 3.5 ซึ่งจะประกอบด้วยจุลินทรีย์จำนวนมากมายกว่า 80 ชนิด และเพราะเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิตทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ครับ
  • อีเอ็ม ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็นประโยชน์
  • อีเอ็มช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
  • อีเอ็มเป็นจุลินทรีย์ที่เราสามารถไปเพาะขยาย เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวคุณเองครับ
     ทางอีเอ็มคิวเซ ผู้ผลิตก็พยายามสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้ครับว่าจุลินทรีย์ที่ขายทั่วไปนั้น ไม่ใช่อีเอ็มตามคำยามของเขา เพราะกรรมวิธีการผลิต การควบคุมคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนสายพันธุ์และความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นส่วนผสมอยู่ แตกต่างกันครับ และสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญคือ การบริสุทธิ์ของเชื้อจุลินทรีย์ ต้องไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรคเจือปนอยู่


รูปซ้าย ศาสนาจารย์วาคุกามิ ผู้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย
 
    ก่อนที่เราจะรู้จัก อีเอ็ม ให้มากไปกว่านี้ อยากให้เพื่อนๆ เข้าใจหลักความจริงง่ายๆ ในธรรมชาติของจุลินทรีย์ คือ จุลินทรีย์มี 3 กลุ่ม คือ
  1. กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
  2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10 %
  3. กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % Dr. Teruo Higa พบว่า จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่ากลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย การนำ อีเอ็ม มาใช้ก็คือ การเพิ่ม กลุ่มสร้างสรรค์ ให้มีจำนวนมากๆ เพื่อควบคุมกลุ่มทำลายไม่ให้สามารถทำงานได้ครับ
    แต่หากแบ่งจุลินทรีย์ ตามลักษณะการหายใจ เราแบ่งได้ 2 ประเภท
  1. ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
  2. ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)
     จุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ครับ

     จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) มาใส่ไว้ในอีเอ็ม จุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ ได้แก่
 
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2) กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค (Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์ สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ

กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืชช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย
 
    ลักษณะเฉพาะของ อีเอ็ม

    อีเอ็ม เป็นจุลินทรีย์ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ อีเอ็ม ต้องคิดอยู่เสมอว่า อีเอ็ม เป็นสิ่งมีชีวิต ฉะนั้น
  • ต้องการที่อยู่ ที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภูมิปกติ
  • ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
  • เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและ ยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้
  • เป็นตัวเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
  • อีเอ็ม จะทำงานในที่มืดได้ดี ดังนั้นควรใช้ช่วงเย็นของวัน
  • เป็นตัวทำลายความสกปรกทั้งหลาย
 
    เมื่อคุณซื้ออีเอ็มมาแล้ว มีวิธีดูแลเก็บรักษาง่ายๆ ไม่ยุ่งยากครับ โดยหัวเชื้อ อีเอ็ม สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือนในอุณหภูมิห้องปกติ 25 - 45 องศาเซลเซียส โดยปิดให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า และอย่าเก็บไว้ในตู้ และอย่าทิ้ง อีเอ็ม ไว้กลางแดด ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษ เข้าไปปะปน การนำ อีเอ็ม ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม

     เมื่อใดที่คุณเก็บอีเอ็มไว้นานๆ แล้ว เปิดฝาดูแล้วพบว่า
  • อีเอ็ม เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า อีเอ็ม ตายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ อีเอ็ม ที่เสียผสมน้ำรดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้
  • กรณีเก็บไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า อีเอ็ม พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัว กลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิมนำไปใช้ได้
  • เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอมและ เป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิทแสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล
  • อีเอ็ม ขยาย ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพที่อาจจเกิดความไม่สะอาดของน้ำ ภาชนะ และสิ่งแปลกปลอมจากอากาศ เพราะจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ
  • ต้องปิดฝาให้สนิทหรือปิดด้วยผ้าพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ก่อนใช้ทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่า ยังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวานหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ายังใช้ได้ครับ
 


อีเอ็มและกากน้ำตาล คู่ขวัญที่ขาดกันไม่ได้



นำอีเอ็ม กากน้ำตาลและน้ำสะอาดมาผสมเข้ากันตามสัดส่วนที่ระบุไว้

หากผสมครั้งเดียวแล้วเกรงจะใช้ไม่หมด ก็สามารถตวงแบ่งผสมอีเอ็มขยายได้ตามส่วน



ผสมให้เข้ากันดีแล้ว นำใส่ขวดปิดฝาไว้ให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าได้



นี่แหละดูกันชัดๆ กากน้ำตาลที่ทั้งข้นและเหนียว



ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 5-7 วัน ขวดบรรจุจะออกอาการตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
 
ลองเปิดฝาดู หากเกิดพรายฟองฟูฟ่องขึ้นมาอย่างนี้ ก็แสดงว่า "ใช้การได้แล้ว"
 
    จนถึงตอนนี้ คุณคงพอเข้าใจและรู้จักอีเอ็มพอสมควรแล้ว ทำไม อีเอ็ม จึงเป็นวิธีธรรมชาติในการนำมาใช้ในการเลี้ยงปลาคาร์พได้ คำตอบก็คือ คุณประโยชน์ของ อีเอ็ม ที่มีมากมายเลย
  • ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้แก่น้ำและดิน ปรับคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น
  • ช่วยบำบัดน้ำเสียได้ครับ จุลินทรีย์ในอีเอ็มจะช่วยย่อยสารอินทรีย์ต่างๆ ภายในน้ำ โดยเฉพาะ Photosynthetic bacteria ในอีเอ็มจะช่วยลดปริมาณก๊าซไข่เน่าหรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายในบ่อ
  • ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์ (ปลา) ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรค ให้ผลผลิตสูง และมีอัตราการตายต่ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่างๆ ในปลา กบ ตะพาบน้ำได้
จากการติดตามข้อมูลต่างๆ ของทีมงาน พบว่า อีเอ็ม มีประโยชน์มาก มีการทดลองต่างๆ เกี่ยวกับ อีเอ็ม มากมายแต่น่าเสียดายที่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ จากการทดลองนำ อีเอ็ม มาใช้ในสัตว์ปีก ได้ผลออกมาว่า ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมอาหารได้ถึงประมาณ 20% เช่น จุลินทรีย์ประเภทยีสต์ในอีเอ็มจะเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน สัตว์ปีกมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยสูงขึ้น อัตราการป่วยของสัตว์ปีกลดน้อยลง ลดปริมาณแอมโมเนียจากการขับถ่ายออกมา 40-60% เอ็มไซม์ต่างๆ จากจุลินทรีย์ที่ผลิตออกมา มีส่วนช่วยย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมันและวิตามิน นั่นหมายถึงว่า ในสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำจะดีขึ้นครับ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์โดยเฉพาะ Lactobacillus นั้น จะเข้าไปอาศัยในบริเวณระบบทางเดินอาหารของปลา และจะทำการผลิตกรดแลคติคออกมา ซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นโทษครับ ทำให้โอกาสที่แบคทีเรียที่เป็นโทษจะเพิ่มปริมาณจนเป็นอันตรายต่อปลาน้อยลง
 
    วิธีทำ อีเอ็ม แบบขยาย

    เพื่อความประหยัด ขอแนะนำให้ทำ อีเอ็ม แบบขยาย ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้แข็งแรงและเพิ่มจำนวน โดยการใช้อาหารประเภทกากน้ำตาล หรืออื่นๆ ที่ใช้แทนกันได้ เช่น น้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดง โดยมีส่วนผสมคือ

อีเอ็ม : 1     กากน้ำตาล : 1     น้ำสะอาด : 20

กรณีไม่มีกากน้ำตาล แต่ใช้น้ำตาลทรายแดง จะมีอัตราส่วนการขยายเป็นดังนี้ครับ

อีเอ็ม : 1     น้ำตาลทรายแดง : 1     น้ำสะอาด : 10

    เมื่อผสมสัดส่วนดังกล่าวแล้ว ให้หมักไว้เป็นเวลา 7 วัน ในขวดหรือภาชนะที่ปิดฝาได้สนิท ระหว่างนี้จะเกิดฟองแก๊สขาวๆ ขึ้นมา มีกลิ่นหอม หากมีกลิ่นเหม็นแสดงว่า การขยายไม่สำเร็จ เมื่อทำการหมักไว้ครบ 7 วันแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ครับ ซึ่ง อีเอ็ม แบบขยายนี้ ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน (รวม 14 วัน)

     มีคำถามหรือกระทู้ถามกันเข้ามาว่า "ขยายหรือไม่ขยาย" แตกต่างกันยังไง ก่อนหน้านี้เป็นประเด็นร้อนเล็กๆ พอควร หลังจากที่ได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารของทางอีเอ็มคิวเซว่า ไม่แนะนำให้ใช้อีเอ็มแบบขยายในปลาสวยงามนั้น ด้วยความสงสัยผมจึงได้โทรติดต่อศูนย์ฝึกอบรมที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเขามีเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ กรณีสัตว์น้ำ ก็มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยเฉพาะเช่นกัน คำตอบหลักๆ ที่ได้รับรู้ก็คือ
    ปัญหาหลักที่เขาพบคือ เรื่องความสะอาดครับ ผมได้เล่าวิธีการเลี้ยงปลาคาร์พให้เจ้าหน้าที่ฟังครับว่า เรามีวิธีการเลี้ยงปลาคาร์พ ซึ่งมีระบบ สถานที่เลี้ยง และวิธีการเลี้ยงอย่างไรให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ฯ ได้ฝากว่า จริงๆ การใช้อีเอ็มแบบขยายนั้นใช้ได้ครับ แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาดในขั้นตอนการทำ ภาชนะและน้ำสะอาดที่นำมาขยาย

     สำหรับความเห็นของผม ผมแนะนำให้ใช้อีเอ็มแบบขยายครับ แม้ว่าจะมีข้อเสียตรงที่น้ำในบ่อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลออกเหลือง รำคาญตา แต่ก็จะหายภายใน 5-7 วัน การที่เราทำอีเอ็มแบบขยาย เป็นการช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์มันตื่น พร้อมที่จะทำงานและมีจำนวนมากพอในการปรับระบบสมดุลย์ด้วย เพราะไม่แน่นี่ครับว่า จุลินทรีย์ที่คุณซื้อมานั้น เก็บในที่เหมาะสมหรือเปล่า และมีอายุการเก็บนานขนาดไหน
 
    วิธีการใช้ อีเอ็ม กับปลาคาร์พ
  1. ใช้ อีเอ็ม แบบขยายแล้ว ใส่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในอัตรา 1 : 10,000 หรือ อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตร (10 ตัน) ใส่ในบ่อทุกๆ 7-10 วัน แล้วแต่สภาพของน้ำและอัตราความหนาแน่นของปลา
  2. ผสมอาหารให้กินโดยใช้ อีเอ็ม ผสมน้ำในอัตรา อีเอ็ม 1 ส่วนต่อน้ำดื่ม 50-100 ส่วน คลุกกับอาหาร
    เมื่อเริ่มใช้อีเอ็มแล้ว ปลาจะเป็นยังไงบ้าง

    วันแรกๆ ของการเติมอีเอ็มลงในบ่อ น้ำอาจจะเปลี่ยนสีไปเป็นสีน้ำตาลออกเหลือง ปลาอาจจะตกใจ ไปรวมตัวอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของบ่อครับ คุณจำเป็นต้องกระตุ้นให้จุลินทรีย์มันทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มอากาศลงในบ่อกรองด้วยครับ น้ำจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3-7 วันขึ้นอยู่กะปริมาณที่ใช้ ลักษณะของบ่อแต่ละแห่งครับ ประสบการณ์ของผมกับเพื่อนคนอื่น พบว่าปลากินอาหารเก่งขึ้นครับ เจ็บป่วยน้อยลง หุ่นปลาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยครับ

ราคาจำหน่ายอีเอ็ม : ขวด 1 ลิตรราคา 68 บาท/ขวด 10 ลิตรราคา 680 บาท มักจะมีกากน้ำตาลจำหน่ายต่างหากด้วย
 
สถานที่จำหน่าย ที่ติดต่อ โทรศัพท์

มูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา

20/1 ซ.สีฟ้า พหลโยธินซอย 9 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ ฯ

โทร 279-3060

ธนบุรีเคียวไค

150/67 ถนนสวนผัก ตลิ่งชัน กรุงเทพ ฯ

โทร 424-9415, 882-1727

ลำปางเคียวไค 12 บ้านหนองห้า ถนนลำปาง-เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โทร 054- 217649
เชียงใหม่เคียวไค 34 ถนนเกาะกลาง หนองหอย เชียงใหม่ โทร 053-281908
สุโขทัยเคียวไค 223 ถนนสิงหวัฒน์ ต.บ้านหลุม อำเภอเมือง สุโขทัย โทร 055-611479
นครราชสีมาเคียวไค 410 ถนนสุรนารายณ์-จอหอ หน้าวัดบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โทร 044- 256399
บริษัท อี เอ็ม คิวเซ จำกัด 252 หมู่ 4 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จังหวัดสระบุรี โทร 036-329896-7
 
    สำหรับเพื่อนที่อยากจะลองใช้สินค้าประเภทนี้ ที่ไม่ใช่อีเอ็มแล้วล่ะก้อ ผมขอให้ข้อคิดในการเลือกซื้อครับว่า มีหลักง่ายๆ ในการตัดสินใจยังไงบ้าง
  1. สิ่งที่คุณหวังจากการใช้จุลินทรีย์ครับว่า คุณต้องการรปรับคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นครับ หรือ ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ภูมิต้านทานโรค ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึม ทำให้ปลาโตเร็วขึ้น จุลินทรีย์ที่ขายในท้องตลาดหลายยี่ห้อมักจะผลิตตามประโยชน์ข้อใดข้อหนึ่ง มีเพียงไม่กี่ยี่ห้อครับที่ cover ทั้งสองแนวทาง ผมคิดว่า การเลือกใช้จุลินทรีย์นั้นขึ้นกับแนวทางหรือสิ่งที่คุณปรารถนาเป็นหลักครับ
  2. ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตครับว่า จะทำให้เรามั่นใจในกรรมวิธีการผลิตได้อย่างไรว่าไม่มีเชื้อที่เป็นโทษเจือปนอยู่ มีผลการทดลองสนับสนุนหรือไม่ มีการค้นคว้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องวิธีการผลิตนะครับ
  3. วิธีการกระจายสินค้าครับว่า มีการเก็บรักษาดีหรือไม่ อุณหภูมิสูงเกินไปหรือเปล่า ซึ่งอาจจะทำให้เชื่อตายหรืออยู่ในรูป endo spore ซึ่งอาจจะอ่อนแอเมื่อนำมาใช้ (non active)
  4. turn over ของสินค้าที่แสดงว่า สินค้ามีความใหม่ สดหรือไม่ รวมถึงวันหมดอายุครับ
    ในต่างประเทศได้มีการทดสอบจุลินทรีย์ โดยซื้อยี่ห้อเดียวกันแต่คนละแหล่งมาทำการทดลอง โดยเติมแอมโมเนียลงไป แล้วให้อากาศตลอดเวลา สักระยะเวลาหนึ่งซึ่งนานพอ พบว่าแหล่งที่ซื้อมาจากการจัดเก็บที่ไม่ดีพอ ระดับแอมโมเนียในน้ำไม่ลดลงเลย นั่นหมายถึงว่า จุลินทรีย์ตายหมดแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังครับ
 
    บทสรุป

    สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ได้จากการใช้อีเอ็มนั้น ไม่เพียงแค่สุขภาพปลาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น อีเอ็มยังช่วยให้แนวคิดเรื่องเหตุและผลเพิ่มเติมอีก เหล่า koilover ทั้งหลายต่างพากันแสวงหาอาหารดีเลิศต่างๆ นาๆ มาช่วยดึงความสวย รูปโฉม นมพรรณที่ซ่อนอยู่ให้ปรากฎออกมามากที่สุด แต่ว่าเราต่างก็ลืมนึกไปถึงเรื่องปัจจัยภายในของตัวปลาเอง แม้ว่าจะให้อาหารดีเลิศเพียงใด แต่ระบบย่อยอาหารไม่ดีแล้ว ไม่ว่ากินอะไรก็ตาม มันก็ถูกขับถ่ายออกมา ไม่เกิดประโยชน์ แถมน้ำจะสกปรกเร็วขึ้นอีก ซึ่งอีเอ็มจะเป็นตัวที่จะไปแก้ที่ต้นเหตุครับ


Pat เก็บมาเล่า, Kevin ถ่ายภาพ
Koilover Group 05/06/45


 
ที่มา :

- เอกสารเผยแพร่ข้อมูลบริษัท อีเอ็มคิวเซ จำกัด
- Higa, T. 1995 Studies on Purification and Recycling of Animal Waste Using Effective Microorganism (EM). - Higa, T.; Parr, J. 1994. Beneficial and Effective Microorganisms for a Sustainable Agriculture and Environment. International Nature Farming Research Center Atami, Japan.
- Kitazato Environmental Science Center. 1994. What is EM? & Case Study.
- Moore, P.A.; Daniel, T.C.; Edwards, D.R.; Miller, D.M. Evaluation of chemical amendments to reduce ammonia volatilization from poultry litter. Poultry Science. Savoy, IL : Poultry Science Association. Mar 1996. V. 75.