สีของน้ำเมื่อตักใส่แก้วจะมีสีเหลือง
หรือเหลืองอมน้ำตาล
    น้ำเหลือง
     คุยกันมาหลายครั้งว่าด้วยเรื่องน้ำเขียวก็เยอะแล้ว ช่วงหลังเริ่มมีคำถามเข้ามาประปรายแต่บ่อยขึ้นเกี่ยวกับปัญหา "น้ำเหลือง" ไม่ดี ก็จริงครับ "น้ำเหลือง" ไม่ดีครับ ไม่ใช่สำหรับคนเลี้ยงนะ แต่สำหรับปลาต่างหาก ผมจึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
    บางคนอาจจะไม่เคยเจอหรือเคยเห็นปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสี จากไม่มีสีเป็นออกสีเหลือง น้ำตาล มีฟองอากาศบนผิวน้ำมาก ปรากฎคราบฝ้าลอยบนผิวน้ำ เนื้อสัมผัสของน้ำก็จะเปลี่ยนไปครับ อาจจะดูว่า หนืดๆ มากขึ้น น้ำอาจจะมีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่นก็ได้

    ปัญหา "น้ำเหลือง" มีสาเหตุใหญ่ๆ อยู่ 3 อย่างครับ
  1. เกิดจากการหมักหมมของใบไม้ กิ่งไม้ที่ตกลงสู่บ่อปลาเป็นเวลานานๆ แล้วไม่ได้ถูกกำจัดออกไป หลายคนอาจจะมองข้ามคิดว่ารอให้จุลินทรีย์ที่เลี้ยงไว้ในบ่อ ปล่อยมันทำงานเหอะ หาใช่เช่นนั้นไม่ จุลินทรีย์จะทำงานได้ ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างครับ และที่สำคัญขนาดของอินทรีย์วัตถุเหล่านี้ มันใหญ่เกินไปครับ สีเหลืองที่ว่า มันเกิดจากเจ้าสารแทนนิน (tannin) ที่อยู่ในเนื้อไม้นั่นแหละครับละลายออกมา สารตัวนี้แม้จะไม่มีผลต่อน้ำในบ่อเลี้ยงทันที แต่มันจะค่อยๆ ทำให้คุณภาพน้ำแย่ลงไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของปลาอ่อนแอครับ
  2. ปริมาณแอมโมเนียตกค้างสะสมอยู่ในบ่อปริมาณมาก อาจจะเพราะผู้เลี้ยงขาดการดูแลคุณภาพน้ำ ไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างเพียงพอ จุลินทรีย์ในบ่อกรองย่อยสลายแอมโมเนียได้ช้า ทำให้มีการตกค้างอยู่ในบ่อมาก ชุดทดสอบแอมโมเนียจะช่วยบอกเราถึงปัญหานี้ได้ดีครับ
  3. การย่อยสลายในบ่อกรองแบบชีวภาพไม่สมบูรณ์ เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนมากครับ ซึ่งจริงๆ เราต้องการให้มันเกิดเป็นการย่อยแบบใช้ออกซิเจนมากกว่าครับ การย่อยแบบไม่ใช้ออกซิเจนนี่เป็นตัวปัญหาครับ เพราะสิ่งที่ได้คือ กรดอินทรีย์ครับ โดยเฉพาะกรดฮิวมิค น้ำจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรด พีเอชอาจจะลดต่ำลงเหลือ 6.0 ได้ภายในไม่กี่วัน การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนอาจจะเกิดจากปริมาณของเสียสะสมที่มากเกินไป ขณะที่มีออกซิเจนในบ่อกรองไม่เพียงพอ
 
    สาเหตุที่เราพบบ่อยมากที่สุดมาจากข้อ 3 ครับ ซึ่งไม่ว่าจะมีสาเหตุจากข้อใดๆ ก็มีวิธีการแก้ไขปัญหาเหมือนกันครับ คือว่า
  • ให้ทำความสะอาดบ่อกรอง โดยดูดตะกอนก้นบ่อกรองออกไป
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำวันแรก 50% วันที่ 2 และ 3 วันละ 20% จากนั้น ก็เติมน้ำใหม่ 5-10% ตามปกติครับ แต่หากว่าคุณมีปัญหาพีเอชลดลงกว่า 2.0 แล้วล่ะก้อ (PH drop วัดพีเอชก่อนเกิดปัญหาและเมื่อเจอปัญหา) อาจจะต้องค่อยๆ ลดสัดส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำในวันแรกลง อาจจะเหลือ 30% เพื่อป้องกันปัญหาพีเอชช็อค (PH shock) ซึ่งปลาอาจจะตายได้ครับ
  • เติมอีเอ็มลงไปในระบบในวันที่ 3 หรือ 4 ของการเปลี่ยนถ่ายน้ำ (หากใช้อีเอ็มแบบขยาย จะได้ผลดียิ่งขึ้น) เพื่อเริ่มต้นวัฎจักรการย่อยสลาย
  • เพิ่มการเติมอากาศในบ่อกรองมากขึ้น หรืออาจจะต้องตรวจสอบว่า มีการอุดตันของ media หรือไม่ โดยเฉพาะระบบ Top down จะมีปัญหามาก
 


ฟองอากาศมักจะไม่สลายตัวอย่างรวดเร็ว กรณีที่น้ำมีคุณภาพไม่ดี


ทำเลที่ตั้ง ตลอดจนการตกแต่งบริเวณบ่อ มีผลต่อคุณภาพน้ำ และชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทั้งนั้น
 
    แนวทางการป้องกันปัญหา "น้ำเหลือง" ไม่ให้เกิดขึ้นอีก
  • การเลือกทำเลที่ตั้งบ่อ มีความสำคัญเพราะจะช่วยลดปริมาณงานและลดเวลาในการดูแลหรือทำความสะอาดบ่อ และหากจะปลูกต้นไม้บริเวณรอบๆ บ่อปลา จะต้องพิจารณาประเภทต้นไม้ที่ไม่มีการผลัดใบอยู่เป็นประจำ ย่อยสลายง่ายหากผู้เลี้ยงกำจัดไม่หมด
  • หมั่นทำความสะอาดบ่อกรองสม่ำเสมอ หากจะถามว่าบ่อยแค่ไหนนั้น มันขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดปลาที่เราเลี้ยง ขนาดของบ่อ ปริมาณอาหารที่ให้ ทำเลที่ตั้งของบ่อ
  • สังเกตคุณภาพน้ำทางกายภาพทั่วๆ ไปว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เช่น สีของน้ำ ฟองอากาศบนผิวน้ำ (กรณีน้ำมีปัญหาหรือคุณภาพแย่ ฟองอากาศจะไม่แตกตัวหรือแตกตัวช้าต่างจากฟองอากาศจากเครื่องปั้มลม ซึ่งแตกตัวอย่างรวดเร็ว) คราบฝ้าที่ลอยบนผิวน้ำ มวลสัมผัสของน้ำ ตลอดจนพฤติกรรมอาการของปลาที่เลี้ยง
  • การให้อาหารปลา ควรให้เพียงพอที่ปลาจะกินหมดภายใน 5 นาที หรือยึดหลัก "ให้น้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ" จะดีกว่าครับ
  • การเติมน้ำใหม่วันละ 5-10% จะช่วยกำจัดแอมโมเนียและสิ่งสกปรกออกได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
  • ติดตั้งระบบการจ่ายอากาศในบ่อกรองด้วยครับ เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณภาพน้ำดี ภูมิคุ้มกันของปลาก็จะดีด้วยครับ
 
Pat Koilover Group 31/08/45