การกรองแนวราบ ระบบดี ที่(เคย)ถูกลืม
|
ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการทำ www.fancycarp.com ตลอดจนมีผู้สนใจในการเลี้ยงปลาคาร์พ
ได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามตัวผม (นายKevin) เกี่ยวกับเรื่องราวและรายละเอียดของการสร้างบ้านให้ปลามาโดยตลอดนั้น เท่าที่ผมได้ (แอบ)
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดจนข้อมูลที่เข้ามาก็พอจะสรุปได้ว่า ระบบที่ Koilover ทั้งหลายเลือกใช้เห็นจะหนีไม่พ้น 3 ระบบหลักคือ ระบบแรก สำหรับบ่อที่ไม่ใหญ่มากตลอดจนเป็นบ่อที่ไม่ต้องการระบบที่ซับซ้อนมากนัก มีการดูแลแบบง่ายๆ อีกทั้งยังเป็นที่คุ้นเคยต่อคนเลี้ยงปลามาเป็นเวลายาวนาน เรียกได้ว่าหากเกิดปัญหาเรื่องระบบกรองอะไรเผลอๆ ถามคนข้างบ้านก็อาจให้คำตอบได้ ในกรณีนี้เจ้าของบ่อจะเลือกระบบกรองแบบไหลขึ้นเต็มรูปแบบ ระบบที่สอง คือบ่อที่เจ้าของบ่อต้องการความทันสมัยขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตลอดจนต้องการความง่ายและความเบาแรงในการทำความสะอาดแบบรายวันไปจนถึงรายสัปดาห์ เจ้าของบ่อประเภทนี้จะเลือกระบบ Semi -Vortex ที่เจ้าของปลาจะสนุกกับความเบาแรงและมีส่วนร่วมกับการทำความสะอาดบ่อกรองได้ด้วยตนเอง แทนที่จะปล่อยให้คนสวนหรือพนักงานล้างบ่อแอบ (ไม่) สนุกอยู่คนเดียว ส่วนระบบที่สาม เป็นระบบพิเศษเฉพาะด้าน สำหรับบุคคลพิเศษที่ต้องการความเป็นสุดยอดก็มักจะสรรหาระบบกรองที่แตกต่างจะระบบที่กล่าวมาแล้วทั้งสอง อาจเป็นระบบ Full-Vortex ทั้งแบบที่พ่วง The Answer หรืออาจไม่พ่วงเข้าไปด้วย หรือบางท่านอาจมีปัญหาเรื่องพื้นที่สร้างบ่อกรองค่อนข้างจำกัด ก็อาจเลือกสุดยอดนวัตกรรมในยุคนี้อย่าง NEXUS ที่ปฏิวัติระบบ Pond Treatment ด้วย ระบบที่เป็น Moving Bed แถมในรุ่น TopมีThe Answer ช่วยเสริมเขี้ยวเล็บในการบำบัดเข้าไปอีก เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากระบบหลักๆ ทั้งสามแล้ว Serious Koilover บางท่านยังเสาะหาเหล่าบรรดา Optional Equipment ทั้งหลายมาทำงานกับระบบหลักที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พวก Protien Skimming, Ozone Generator, UV Sterilization เป็นต้น นี่ยังไม่นับวัสดุกรองอีกหลากหลาย ที่ปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของ Koilover ที่พิสมัยระบบกรองก็ว่าได้เนื่องจากมี วัสดุกรองอีกมากมายเข้ามาให้เลือกใช้แทนที่ ปะการัง ปัจจุบันนอกจากจะหาได้ยากแล้ว ยังไม่น่าส่งเสริมให้มีการใช้อีกด้วย เรื่องปกติวิสัยที่คนคลั่งระบบบำบัดอย่างนาย Kevin กระทำอยู่เป็นประจำก็คือการสรรหาระบบกรองต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพบ่อที่แตกต่างกัน ไปตามเงื่อนไขในการก่อสร้าง และวัตถุประสงค์การใช้งานในรูปแบบต่างๆ ในกรณีของเจ้าของบ่อหลายท่านที่จำใจต้องสร้างบ่อปลาคาร์พให้ตื้นกว่า 1.00 เมตร (ด้วยเหตุผลจำเป็นและจำใจต่างๆ) อาจรู้สึกไม่สบายใจและอึดอัดเกี่ยวกับเรื่องสัดส่วนความหนาของชั้นกรองในระบบไหลขึ้นอยู่ไม่ใช่น้อย ทั้งนี้นอกจากความเป็นจริงของการเลี้ยงปลาคาร์พให้ได้รูปร่างของปลาสมส่วนเมื่อเติบใหญ่ขึ้น บ่อเลี้ยงควรมีความลึกมากกว่า 1 เมตร แล้ว สำหรับบ่อกรองหากเลือกใช้ระบบกรองชีวภาพแบบไหลขึ้น ด้วยเงื่อนไขจำกัดของความลึกที่ต่ำกว่า 1 เมตร จะส่งผลให้ในบ่อกรองมีชั้นความหนาของวัสดุกรองต่ำกว่า 50 ซม. และในกรณีที่บ่อเลี้ยงตื้นกว่า 50 ซม. ชั้นวัสดุกรองอาจบางจนเจ้าของบ่อไม่สบายใจ นอกจากนี้ผมเชื่อว่ายังมีนักเลี้ยงปลาหลายท่านที่ใช้ระบบกรองมาตราฐาน แบบของปลาคาร์พไปเลี้ยงปลาอย่างอื่นๆ เช่น ปลากระเบน, ปลาทองสายพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนบางท่านอาจใช้ในบ่อขุนปลามังกรเพื่อให้ได้ขนาดที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย ![]() ระบบกรองแนวราบที่ Peter Waddington เคยนำเสนอไว้ในหนังสือ Koi Kichi แม้ว่าระบบกรองแบบไหลขึ้นมีจุดเด่นที่มีความง่ายต่อการทำความเข้าใจระบบการไหลของน้ำ ตลอดจนการก่อสร้างที่ไม่ยุ่งยากมากนัก เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย แต่ข้อจำกัดของระบบกรองแบบไหลขึ้นที่ผมเห็นอยู่อย่างเด่นชัดก็คือ ความลึกของบ่อกรองซึ่งหากเป็นบ่อกรองที่ตื้น(ไม่ว่าด้วยเหตุผล)ใด ด้วยเงื่อนไขของการไหลลอดและไหลข้าม จะทำให้ชั้นของวัสดุกรองในบ่อกรองตื้นลงไปอย่างช่วยอะไรไม่ได้ วันนี้ผมขอเขียนเรื่องเอาใจคนเลี้ยงปลาคาร์พกลุ่มน้อย แต่อาจเป็นเรื่องของคนเลี้ยงปลาชนิดอื่นส่วนใหญ่ด้วยการแนะนำระบบดีๆ ที่เกือบถูกลืมไปแล้ว ระบบนั้นก็คือ ระบบกรองชีวภาพแบบไหลแนวราบ ซึ่งระบบนี้ในยุคแรกๆมักถูกใช้ในจุดประสงค์ของการกรองน้ำที่มีความขุ่นสูงในที่ธุระกันดารเพื่อการอุปโภค ![]() ระบบกรองแนวราบที่ใช้ในการขจัดความขุ่นของน้ำเพื่อการอุปโภค จุดเด่นของการกรองแบบแนวราบนั้น พอจะสรุปได้ดังนี้ 1.ทิศทางการไหลของน้ำเป็นที่เข้าใจง่าย เนื่องจากไหลของน้ำในแนวราบเป็นการไหลที่คุ้นเคยผัสสะของมนุษย์มาช้านานแล้ว 2.การก่อสร้างกระทำได้ง่ายและน่าจะง่ายที่สุดในบรรดาระบบทั้งหลายเสียด้วยซ้ำ หลายครั้งที่ช่างบางท่านอาจงงกับระดับของช่องน้ำลอดและช่องน้ำล้น สำหรับระบบนี้ พูดได้คำเดียวว่า "ลืมได้เลยพี่" 3. เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับบ่อเลี้ยงที่มีขนาดเล็ก และมีความลึกไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อเลี้ยงและบ่อกรองที่ความลึกต่ำกว่า 50 ซม. เป็นต้นไป และเนื่องจากไม่ต้องมีการเว้นช่องว่างสำหรับน้ำลอดจึงสามารถบรรจุวัสดุกรองในบ่อกรองได้ในสัดส่วนที่มากกว่าระบบไหลขึ้น 4.สามารถเติมอากาศได้ในชั้นตามปกติ เฉกเช่นเดียวกับระบบอื่น 5.สามารถแบ่งชุดการกรองแนวราบออกเป็นหลายชุดเช่นเดียวกับระบบอื่น และสมควรกระทำอย่างยิ่งหากบ่อกรองถูกออกแบบมาให้เป็นรูปทรงค่อนข้างยาว 6.เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกรองแบบไหลลง (Downflow) ที่มักเป็นระบบแรกๆ ที่ถูกเลือกใช้กับบ่อเลี้ยงเล็กๆ จะเห็นได้ว่าระบบกรองแนวราบ จะได้เปรียบในเรื่องที่ชั้นกรองไม่อุดตันง่ายๆ ทำให้สามารถยืดระยะเวลาการล้างกรองไปได้นานกว่า 7. การตกตะกอนและการเก็บตะกอนของเมือกชีวภาพส่วนเกินกระทำได้ดีกว่าระบบไหลขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบของการตกตะกอน เป็นรูปแบบเดียวกับการตกตะกอนในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุดของระบบนี้ และเป็นประเด็นหลักที่บ่อเลี้ยงที่ใช้ระบบนี้จะมีน้ำที่ใสได้เร็วกว่าระบบอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้นเดินระบบ เป็นเรื่องธรรมดาที่ของทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นระบบนี้ไม่ได้สามารถแทนที่ได้ในทุกระบบ ทั้งนี้หากบ่อกรองใดที่มีความลึกเกินกว่า 1.00 เมตร หรือปริมาตรน้ำมากกว่า 10 ลบ.เมตร ขึ้นไป ระบบนี้ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก เผอิญว่าผมค่อนข้างโชคดีจากการที่มี Koilover หลายท่านได้ให้ความไว้วางใจให้ช่วยออกแบบบ่อกรองสำหรับปลาคาร์พและปลาอื่นๆ อยู่เนืองๆ จึงมีบ่อเลี้ยงหรือบ่อกรองบางบ่อที่เข้าข่ายการใช้การกรองแนวราบ จึงมีโอกาสในการออกแบบระบบนี้ตลอดจนทดสอบระบบในรูปแบบของการใช้งานในสถานที่จริงจำนวน 2-3 บ่อแล้ว จากผลที่ได้พบว่าการกำจัดตะกอนแขวนลอยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเดินระบบทำได้ดีมาก สังเกตุได้จากน้ำในบ่อเลี้ยงที่ใสค่อนข้างเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากสำหรับระบบอื่นๆ นั้น ในช่วงแรกของการเดินระบบมักจะมีตะกอนที่จมตัวได้ไม่ดีนักหลุดออกมาจากชั้นกรอง ตลอดจนเมือกชีวภาพที่เพิ่งสร้างตัวขึ้น ก็อาจหลุดออกจากระบบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบกรองแบบไหลขึ้นที่การไหลของน้ำเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับการตกตะกอนในธรรมชาติ (ซึ่งตรงกับจุดเด่นของระบบนี้ในข้อที่ 7.) หลังจากที่เข้าใจแนวความคิดตลอดจนขอบเขตของการเลือกใช้แล้ว เชื่อว่าหลายท่านก็คงอยากจะรู้แนวทางการออกแบบระบบนี้ไว้ใช้เองบางแล้ว หลักการออกแบบก็มิได้สลับซับซ้อนแต่อย่างใด ประเด็นหลักจะตกอยู่ที่การหาขนาดของบ่อกรอง และการแบ่งชุดการกรองเท่านั้น หรือกระทั่งการออกแบบระบบนี้ผสมผสานกับระบบกรองแบบอื่นก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ![]() แบบของการกรองแนวราบที่กำลังทำการก่อสร้างในเมืองไทย ข้อกำหนดในการออกแบบก็คือ เนื่องจากเป็นระบบขนาดเล็กจึงไม่มีข้อจำกัดในการออกแบบมากนัก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ ต้องให้น้ำไหลผ่านวัสดุกรองช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยความเร็วในการไหลของน้ำผ่านวัสดุกรองนั้นไม่ควรมากเกินไปสามารถกระทำได้ โดยออกแบบหน้าตัดของบ่อกรองให้กว้างเข้าไว้ และหากจะใช้หลักง่ายๆ แบบ 1/3 ของบ่อเลี้ยงเป็นสูตรสำเร็จก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ส่วนสิ่งที่ต้องคำนึงเฉกเช่นเดียวกับระบบอื่นๆ ก็คือ น้ำควรมีเวลาอยู่ในบ่อกรองอย่างน้อย 15 นาที ส่วนการออกแบบช่องเก็บวัสดุนั้น กระทำได้ง่ายโดยไม่ต้องคำนึงถึงการลอดหรือการไหลข้ามของน้ำ เราเพียงแต่ฝากท่อให้น้ำไหลเข้าและไหลออกได้ในระดับต่างๆ ไว้ที่ผนังขอช่องเก็บวัสดุกรองก็เพียงพอแล้ว สำหรับช่องการกรองที่สองในกรณีที่มีชุดการกรองแนวราบมากกว่าชุดเดียวในบ่อกรอง ก็ควรเป็นวัสดุกรองมีขนาดที่เล็กลงหรือมีช่องว่างที่น้อยกว่าวัสดุกรองที่ใช้ในช่องกรองชุดแรก และเชื่อหรือไม่ครับว่า ในสภาพการใช้งานจริง สำหรับชุดกรองแนวราบที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี การใช้ระบบกรองแนวราบสำหรับกรองน้ำที่มีความขุ่นมากๆ เพื่อการอุปโภคนั้น สามารถบำบัดความขุ่นได้ถึง 60-70% ด้วยการกรองเพียงครั้งเดียว ลองจินตนาการดูสิครับว่าหากบ่อเลี้ยงเล็กของคุณได้รับการกรองแบบแนวราบวันละ 15 รอบน้ำในบ่อเลี้ยงจะใสเพียงใด |
รูปแบบของชุดกรองแนวราบที่ก่อสร้างตามแบบแล้ว
ช่องน้ำเข้าและช่องน้ำออกที่สามารถออกแบบให้ยืดหยุ่นได้ง่ายตามความสะดวกในการก่อสร้าง |
![]() |
เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับระบบดีแบบเดิมๆ ที่เคยถูกหลงลืมกันไป
ผมหวังว่าระบบนี้จะไม่เพียงได้ใช้กับบ่อปลาคาร์พตื้นๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้กับการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ ที่น้ำไม่ลึกมากได้ด้วย
ขอให้มีความสุขกับการเลี้ยงปลาที่คุณรักครับ Good Koikeeping Kevin Koilover Group มหาวิหารแห่งปลา ณ.วัดร่องขุ่นก็ใช้ระบบกรองแนวราบเพื่อความง่ายต่อการทำความเข้าใจและดูแลระบบ |