ตั้งแต่ที่กระผมได้ร่วมทำเวบนี้ร่วมกับทีมงาน Koilover Group กันมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว (สำหรับผม) มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุว่าในช่วงหลังมานี้เริ่มมีการตื่นตัวให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างบ่อเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ กับแนวความคิดที่ว่า "การสร้างบ่อเลี้ยงที่ดีนั้นถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดที่จะพาผู้เลี้ยงไปสู่จุดหมายปลายทางของการเลี้ยงปลาได้อย่างราบรื่น" เริ่มได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางและถูกพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นแนวความคิดที่ถูกต้อง จะเห็นได้ว่าในกระทู้หรือไม่ก็โทรศัพท์ หรือกระทั่งอีเมลล์ที่มีเข้ามาหาผม คำถามส่วนใหญ่จะไม่ได้ทุ่มเทความสำคัญไปที่ปลาเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ส่วนหนึ่งกลับเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับ การปรับปรุงยกระดับ (Up-grade) บ่อกรองที่มีอยู่หรือการสร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรองใหม่ให้ได้มาตราฐาน เรื่องอย่างนี้ตัวผมเองรู้สึกยินดีครับ ที่การเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พในบ้านเรานั้นถือได้ว่าเริ่มมาได้ถูกทางแล้ว
       หลังจากที่กระผมได้เขียนเรื่องสร้างบ้านให้ปลาร่ายยาวรับใช้คนรักปลาด้วยกันมาถึง 4 ตอนแล้ว แต่รายละเอียดของการสร้างบ้าน ให้ถูกใจทั้งคนและปลาก็ยังไม่จบลงเท่านั้นหรอกครับ ตราบใดที่โลกยังหมุนไปก็ยังจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ งานวิจัยหรือการคิดค้นอะไรใหม่ๆ เพื่อพัฒนา "บ้าน" ของปลาที่เรารักให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไป มีสิ่งหนึ่งที่แต่ก่อนไม่เคยถูกหยิบยกเอามาเป็นปัญหา แต่ทุกวันนี้กลับเริ่มถูกสนใจหยิบยกมาเป็นปัญหามากขึ้น สิ่งนั้นก็คือ วัสดุกรอง ซึ่งในอดีตนั้น ปะการัง ดูจะเป็นวัสดุที่ "ผูกขาด" การเป็นวัสดุยอดนิยมตลอดการมาเป็นเวลายาวนาน แต่ทุกวันนี้สภาพการเป็นหมายเลข 1 ของปะการังก็เริ่มสั่นคลอน แต่ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม ผลที่ตามมาก็คือ ผู้เลี้ยงปลาได้มีตัวเลือกมากขึ้นในการใช้วัสดุกรอง คราวนี้ก็มาถึงประเด็นของเราแล้วล่ะครับ ก็ในเมื่อมีให้เลือกมากมายขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างนี้ เราจะมีหลักในการเลือกอย่างไร ถึงจะถือได้ว่า "ฉลาดเลือก"
       ก่อนจะเข้าเรื่องหลักผมขออนุญาติ เล่าเรื่องพื้นฐานการทำงานของวัสดุกรองก่อนดีไหมครับ จะได้ไม่เป็นการ "ก้าวกระโดด" เกินไปนัก (ไอ้การเล่าแบบเรื่อง "ก้าวกระโดด" จนผู้อ่านตามไม่ค่อยทันเนี่ย ผมมักจะถูกตักเตือนจากเพื่อนร่วมทีมอยู่บ่อยๆ เสียด้วยสิครับ) โดยปกติแล้ววัสดุกรองที่ใช้กันในบ่อกรองสำหรับปลาคาร์พนั้น มักจะถูกบรรจุอยู่ในช่องของชุดการกรองแบบชีวภาพ ไม่ว่าจะมีชุดเดียว, สองชุด หรือกี่ชุดก็ตามที น้ำที่มาจากบ่อเลี้ยงจะถูกบังคับด้วยโครงสร้างของการแบ่งช่องในบ่อกรองให้ไหลผ่านวัสดุกรอง (ส่วนมากจะเป็นแบบไหลขึ้น แต่ก็มีบ้างที่เป็นแบบไหลลง หรือไม่ก็เป็นการกรองแนวราบ) วัสดุกรองต่างๆ ที่ถูกเลือกสรรมาลงในช่องกรองนี้จะทำหน้าที่ดักเอาเศษวัสดุต่างๆ เอาไว้เช่น ของเสียที่เกิดจากการเจริญเติบโตของปลา, อาหารที่ปลากินเหลือ หรือกระทั้งเศษวัสดุต่างๆ ที่อาจหล่นลงไปในบ่อเลี้ยง ซึ่งขึ้นตอนนี้เรียกได้ว่าการบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) และในขณะเดียวกันของเสียที่อยู่ในรูปสารละลายก็จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรีย ที่อาศัยและสร้าง Colony อยู่ที่พื้นผิวของวัสดุกรองนั้น การย่อยสลายของแบคทีเรียในชั้นกรองนี้เรียกได้ว่าการบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) ในขณะที่แบคทีเรียได้ทำการย่อยสลายของเสีย (หรือเรียกกันแบบชาวบ้านๆ ได้ว่า "กินของเสีย") แน่นอนก็จะได้เนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น และสะสมอยู่ในชั้นกรองเช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถกำจัดเมือกชีวภาพส่วนเกินนี้ออกได้ โดยการล้างบ่อกรองนั้นเองครับ
       สาธยายมายืดยาวก็เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหลักของการกรองมากขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานในการเลือกวัสดุกรองที่เหมาะสมให้กับ "บ้านของปลา" มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ การที่เราจะเลือกวัสดุกรองอย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้ในบ่อกรองของเรานั้น ควรพิจารณาตามหลักการพื้นฐานเป็นข้อๆ ดังนี้
 
  1. พื้นที่ผิวจำเพาะของวัสดุ

  2.       พื้นที่ผิวจำเพาะของวัสดุกรองทุกชนิดจะถูกแสดงออกมาเป็นหน่วยของ พื้นที่ผิว/ปริมาตร ของวัสดุนั้นๆ แต่หน่วยที่นิยมใช้กันก็คือ ตารางเมตร/ลูกบาศก์เมตร(m2/m3) พื้นที่ผิวของวัสดุกรองมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใช้เป็นที่อยู่สำหรับแบคทีเรียที่จะทำการย่อยสลายของเสีย (เรียกกันแบบวิชาการว่า "อินทรีย์สาร (Organic Matter)") ดังนั้นพื้นที่ผิวจำเพาะนี้ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของการกรองมากเท่านั้น
           วัสดุกรองที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปจะมีค่าพื้นที่ผิวจำเพาะนี้อยู่ในช่วง 100-500 ตร.เมตร/ลบ.เมตร มีวัสดุกรองบางชนิดที่ผู้ผลิตพยายามผลิตให้มีรูพรุนเล็กมากๆ เพื่อให้ได้พื้นที่ผิวสูงสุด แต่บางทีรูพรุนที่เล็กเกินไปก็อาจสร้างปัญหาได้เมื่อใช้งานวัสดุนั้นไปได้สักระยะหนึ่ง เนื่องจากเมือกชีวภาพที่เกิดขึ้น อาจไปอุดตันรูพรุนที่เล็กเกินไปนี้ทำให้การส่งถ่ายออกซิเจนและอินทรีย์สารสู่เมือกชีวภาพที่อยู่ด้านในกระทำได้ไม่ดีหรือไม่ได้เลย

  3. การกระจายตัวทั่วถึงสู่พื้นที่ผิวทั้งหมด

  4.       วัสดุกรองที่ดีต้องมีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อต่อการไหลผ่าน ซึ่งไม่เพียงแต่ตัวมันเท่านั้น แต่ยังต้องเอื้อต่อการที่อินทรีย์สารจะไหลกระจายไปยังวัสดุกรองชิ้นอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย ในทำนองเดียวกันวัสดุกรองที่มีเด่นในคุณสมบัติด้านนี้ ก็จะง่ายต่อการล้างทำความสะอาดเอาเมือกชีวภาพส่วนเกินออกอีกด้วย

  5. ช่องว่างในวัสดุกรองและความยากต่อการที่จะอุดตัน

  6.       การที่วัสดุกรองชนิดใดมีช่องว่างในตัวของมัน หรือช่องว่างระหว่างชิ้นของวัสดุแล้ว ก็จะส่งผลดีต่อการป้องกันการอุดตันได้ดี หรืออุดตันได้ยากกว่า สิ่งนี้นอกจากจะส่งผลดีในเรื่องของการที่ไม่ต้องล้างกรองบ่อยๆ แล้ว ในทฤษฎีการกรองยังถือว่าเป็นการดีที่จะทำให้การไหลเป็นไปอย่างได้ทั่วถึง ลดจุดนิ่ง (Stagnation Point) ให้น้อยลง ซึ่งจุดนิ่งนี้มักเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของปลาเอาเสียเลย

  7. ประสิทธิภาพในการดักจับสารแขวนลอยและเมือกชีวภาพส่วนเกิน

  8.       ลองจินตนาการดูนะ หากว่าวัสดุกรองที่คุณเลือกใช้เกิดไม่สามารถดักสารแขวนลอยได้เลย อะไรจะเกิดขึ้น อย่างแรกก็คือน้ำจะไม่ใสอย่างแน่นอน เนื่องจากตะกอนทั้งหมดจะสามารถผ่านวัสดุกรองคืนสู่บ่อเลี้ยงได้, หรือสารแขวนลอยทั้งหมดจะไปสะสมตัวอยู่ที่ชุดกรองชุดสุดท้าย ปรากฏการณ์เช่นนี้จะทำให้แบคทีเรียประเภท Heterotrophic ทำงานได้ดีกว่า Nitrifying Bacteria ทำให้ไม่ส่งผลดีต่อคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยง และประการสุดท้ายก็คือจะมีการอุดตันที่ช่องสุดท้ายของชุดการกรองที่ซึ่งมักจะนิยมบรรจุด้วยวัสดุกรองที่มีขนาดเล็กกว่าในชุดแรกๆ

  9. ต้องง่ายต่อการทำความสะอาด

  10.       ผมว่าเรื่องนี้แทบจะไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย สำหรับท่านที่ใช้ปะการังเป็นวัสดุกรองกันอยู่แล้วคงจะรู้ซึ้งกันดี ว่าการล้างกรองแต่ละครั้งมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีบริการรับล้างบ่อกรองกันหรอกครับ วัสดุกรองที่ดีจึงน่าจะเป็นวัสดุที่ง่ายต่อการทำความสะอาดด้วย ซึ่งคุณสมบัติการล้างง่ายนี้ไม่ได้มีประโยชน์ต่อเจ้าของบ่อแต่เพียงอย่างเดียว แต่หากวัสดุกรองอันใดที่ใช้เวลาในการล้างน้อยๆ หรือสามารถถูกทำความสะอาดได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องนำเอาวัสดุกรองขึ้นมาข้างนอกบ่อกรอง จะมีประโยชน์ตรงที่ว่าการล้างจะไม่ไปรบกวน Colony ของแบคทีเรียจนเกินไปนัก ทำให้ระบบสามารถกลับเข้าสู่สมดุลย์ดังเดิม (น้ำใสเหมือนเดิม) ภายในเวลาไม่นานนัก

  11. ความคงทนและความอยู่ตัวในขณะถูกใช้งาน

  12.       วัสดุกรองที่ดีต้องมีความคงทนและความอยู่ตัวได้ดี ในขณะถูกใช้งาน ไม่เสียรูปร่างอย่างง่ายๆ ตัวอย่างที่ดีในคุณสมบัติข้อนี้ก็คือ Matala Filter Mat ที่ทาง Koi Mart Farm นำมาจำหน่าย จะเห็นได้ว่าที่ความหนาเท่ากันจะมีความอยู่ตัวและทรงตัวได้ดีกว่า Filter Mat แบบใยเขียวแบบดั้งเดิม ทั้งที่มีความคงทนเท่าๆ กัน แต่หากเปรียบเทียบกับใยกรองแบบละเอียดที่ใช้ในตู้ปลาแล้ว อย่างหลังจะมีทั้งความคงทนที่น้อยที่สุดและในขณะเดียวกันก็มีความอยู่ตัวที่ต่ำมาก (เสียรูปร่างได้ง่าย)

  13. ความคงทนต่อปฏิกริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุดกรอง รวมทั้งแสงแดดและสารเคมีต่างๆ

  14.        วัสดุกรองที่ดีต้องไม่ทำปฏิกริยาใดๆ กับสารเคมีที่เราจำเป็นต้องเติมลงในบ่อเลี้ยงหรือบ่อกรอง ต้องเป็นวัสดุที่คงทนต่อปฏิกริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ่อกรอง หรือในบางกรณีที่บ่อกรองถูกแสงแดดโดยตรง วัสดุกรองที่ดีก็ต้องไม่เสียหาย, เปราะหรือแตกเป็นชิ้นเล็กๆ

  15. สามารถปรับแต่งรูปทรงเพื่อใช้กับบ่อกรองที่รูปร่างและขนาดแตกต่างกันได้ง่าย

  16.        ในหัวข้อนี้ ปะการัง หรือกระทั่งเปลือกหอยนางรมดูจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะไม่ว่าช่องกรองจะมีรูปร่างอย่างไรก็ตามหรือขนาดใดก็ตาม ทั้งปะการังและเปลือกหอยนางรมก็สามารถจะนำไปใส่ในช่องกรองนั้นๆ ได้โดยง่าย ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับวัสดุกรองพว กNet Structure Bio-fills ที่การจัดให้พอดีในช่องกรองขนาดใดขนาดหนึ่งดูจะกระทำได้ยากกว่าอยู่พอสมควร ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Matala Filter Mat หรือ Filter Mat แล้ว สองอย่างหลังดูจะมีคุณสมบัติในด้านนี้อยู่ระหว่างความยากและความง่าย

  17. ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว สามารถใช้ซ้ำได้ และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  18.        ในประเทศที่พัฒนาแล้วในหัวข้อนี้ดูจะเป็นประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญมากกว่าในประเทศที่กำลังพัฒนา ดังนั้นปะการังจึงเป็นวัสดุกรองในระดับ "ต้องห้าม" สำหรับในบางประเทศ เช่นเดียวกับในบ้านเราที่กระแสอนุรักษ์กำลังตื่นตัวทำให้ปะการังดูว่าเริ่มกำลังจะเป็นของ "ต้องห้าม" ไปเช่นเดียวกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่วัสดุกรองสังเคราะห์ชนิดอื่นที่จะนำมาใช้ก็ต้องศึกษาในรายละเอียดด้วยว่า ในระหว่างการใช้งานจะปลดปล่อยสารเคมีบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ทั้งคนและปลา) ออกมาด้วยหรือเปล่า

  19. ควรจะมีน้ำหนักเบา

  20.       หากเลือกได้ควรเลือกวัสดุกรองที่มีน้ำหนักเบากว่าเอาไว้ก่อน ทั้งนี้นอกจากประโยชน์ที่ง่ายต่อการล้างแล้ว ยังทำให้การเคลื่อนย้ายเข้าหรือออกจะช่องกรองกระทำได้สะดวกกว่า นอกจากนี้การเลือกวัสดุกรองที่มีน้ำหนักมาก นอกจากจะทำให้การล้างบ่อกรองกลายเป็นงานหนักแล้วยังทำให้ต้องออกแบบโครงสร้างของบ่อที่ใหญ่หรือแข็งแรงมากขึ้นเพื่อรับน้ำหนักวัสดุกรองที่มากขึ้นอีกด้วย

  21. ต้องทำการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย

  22.       จริงๆ แล้วคุณสมบัติข้อนี้ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรสำหรับคนเลี้ยงปลาหรอกนะครับ แต่ประเด็นนี้กับตกเป็นภาระอยู่กับผู้ขายเสียมากกว่า วัสดุกรองที่ดีหรือถูกเลือกมาขาย ผู้ขายก็มักจะใช้คุณสมบัติข้อนี้มาประกอบด้วยเหมือนกัน
      หลังจากที่ผมสาธยายร่ายยาวถึงคุณสมบัติที่ควรจะมีในวัสดุกรองในอุดมคติแล้ว เราก็มาลองพิจารณากันเลยดีกว่าว่า วัสดุกรองที่เราหาได้ในปัจจุบันนี้มีข้อดีข้อเสีย หรือเหมาะสมที่จะเลือกมาใช้มากน้อยเพียงใด
 


Bioballs ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา
    1. Bioballs ในรูปแบบต่างๆ เรามักจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วสำหรับ Bioball ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลากหลายทั้งขนาดและรูปแบบ
    ข้อดี
    - พื้นที่ผิวจำเพาะค่อนข้างสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิตที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากมีค่าอยู่ที่ประมาณ 400-600 ตร.เมตร/ลบ.เมตร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูงในระดับน่าพอใจ
    - ถูกออกแบบให้น้ำไหลผ่านและกระจายน้ำสู่ Bioball ลูกข้างเคียงได้ดี
    - มีช่องว่างในตัวสูง ในระดับที่ดี (ประมาณ > 90%)
    - มีความอยู่ตัวได้ดี ไม่เสียรูปร่างไปโดยง่าย
    - มีความคงทนไม่ผุกร่อน
    - วัสดุที่ใช้ผลิตมีความคงทนต่อการกัดกร่อน, แสงแดด, ความร้อน, ตลอดจนสารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ในบ่อกรอง
    ข้อเสีย
    - ราคาค่อนข้างสูง หากจะใช้ในบ่อกรองที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งหากจะสร้างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ บ่อกรองสำหรับปลาแสนสวยชนิดนี้ก็มักจะมีขนาดไม่เล็กเอาเสียเลย
    - ถ้าหากจะเทียบถึงราคาค่างวดแล้วดูจะเหมาะกับการใช้ในตู้ปลาเสียมากกว่า
    - เนื่องจากช่องว่างระหว่าง Bioball ด้วยกันมีค่อนข้างมาก ในบางครั้งอาจมีการไหลลัดวงจรได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบกรองของคุณเป็นแบบไหลลง
    - ถึงแม้จะมีพื้นที่ผิวมากมายให้แบคทีเรียยึดเกาะก็จริงแต่ Bioball ส่วนใหญ่ที่หาซื้อได้ในบ้านเรา มักจะมีพื้นผิวที่ค่อนข้างเรียบและลื่นจนเกินไป ทำให้แบคทีเรียยึดจับและสร้าง Biofilm ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
    - ไม่มีคุณสมบัติในการเป็น pH buffer
 


Filter Mat หรือใยกรองแบบดั้งเดิม
ที่คุ้นตาคนเลี้ยงปลาในบ้านเรา
    2. Filter Mat (แบบดั้งเดิม) แผ่นกรองนี้ ก่อนเคยเป็นวัสดุกรองยอดนิยมหนึ่งในสองตัวเลือกระหว่าง filter mat นี้กับปะการัง มีจำหน่ายตามร้านของอุปกรณ์เลี้ยงปลาทั่วไป หาซื้อได้ไม่ยากนัก
    ข้อดี
    - พื้นที่ผิวจำเพาะอยู่ที่ค่าประมาณ 250-300 ตร.เมตร/ลบ.เมตร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูงน่าพอใจ
    - น้ำไหลผ่านตัวมันเองและกระจายสู่แผ่นอื่นๆ ได้ดีเช่นเดียวกัน
    - มีช่องว่างในตัวเองสูง (ประมาณ > 95%)
    - นำออกมาล้างค่อนข้างง่ายเนื่องจากมีน้ำหนักเบา
    - ผลิตจากวัสดุที่ต้านทานการกัดกร่อน,ไม่ทำปฏิกริยาใดๆ กับสารเคมีที่จำเป็นต้องใช้,ไม่ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรีย, คงทนต่อแสงแดดและอุณหภูมิที่สูง
    - น้ำหนักเบา และสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยง่าย เพราะสามารถม้วนหรือพับเพื่อประหยัดพื้นที่ในการเก็บ เมื่อคลี่ออกก็สามารถคืนตัวได้ง่าย
    - พื้นผิวของเส้นใยค่อนข้างหยาบ ทำให้แบคทีเรียยึดเกาะเพื่อที่จะสร้าง Biofilm ได้ง่าย
    - มีความสามารถในการกักเก็บสารแขวนลอยหรือพวกเมือกชีวภาพส่วนเกิน (Excess Biomass) ได้ดี
    ข้อเสีย
    - ราคาค่อนข้างสูง
    - ไม่มีคุณสมบัติของการเป็น pH Buffer
 


Matala Filter Mat มีให้เลือกหลายแบบ
ตามขนาดของพื้นที่ผิวสัมผัส/ลบเมตร
    3. Matala Filter Mat วัสดุกรองตัวนี้ถูกแนะนำให้ Koilover ชาวไทยรู้จักอย่างแพร่หลายโดย Koi Mart Farm ซึ่งเป็นทั้งผู้นำเข้ามาใช้เองในฟาร์มและจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจด้วย
    ข้อดี
    - มีหลายขนาดของพื้นที่ผิวจำเพาะให้เลือกตั้งแต่ใยหยาบที่สุด 200 ตร.เมตร/ลบเมตร ไปจนถึงละเอียดที่สุด 490 ตร.เมตร/ลบ.เมตร
    - น้ำไหลผ่านได้ดีเยี่ยม และกระจายน้ำสู่แผ่นอื่นได้ดีเยี่ยมเช่นกัน
    - มีช่องว่างในตัวเองค่อนข้างสูง (มากกว่า 94%)
    - เนื่องจากมีหลายขนาดความละเอียดให้เลือกใช้จึงสามารถนำมาเรียงลำดับตามความละเอียดเพื่อกักเก็บสารแขวนลอยและเมือกชีวภาพส่วนเกินได้ดีเยี่ยม
    - ล้างทำความสะอาดได้ง่าย
    - เป็นวัสดุกรองที่มีความอยู่ตัวสูงมากสามารถวางและรักษารูปร่างไว้ได้ดี
    - น้ำหนักเบา ทำให้เคลื่อนย้ายหรือทำงานใดๆ ที่กับวัสดุตัวนี้ได้ง่าย
    - มีความคงทนสูง ไม่ทำปฏิกริยาใดๆ กับปฏิกริยาในชุดกรอง ทนทานต่อทุกสภาวะการใช้งาน
    - ตัดแต่งให้พอดีกับช่องกรองได้ง่าย ด้วยมีดคัตเตอร์หรือกระทั่งมีดทำครัว
    - วัสดุทำจาก PPC จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นพิษและสามารถนำไป Recycle ได้
    - แบคทีเรียสามารถเกาะที่พื้นผิวได้ดี
    ข้อเสีย
    - ไม่สามารถพับหรือม้วนได้ จึงอาจมีปัญหาในการขนส่งอยู่บ้าง
    - น้ำหนักค่อนข้างเบา จึงจำเป็นต้องมีวัสดุทับหรือล๊อคให้ Filter Mat ตัวนี้จมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา
    - ราคาค่อนข้างสูง (ข้อนี้ไม่รู้ว่า คุณโต้ง Koi Mart Farm จะมีความเห็นว่าไง?)
 


สีดำ มีเส้นใยที่หยาบที่สุด


สีเขียว มีเส้นใยขนาดปานกลาง


สีฟ้า มีเส้นใยที่ละเอียดที่สุด
 


ปะการัง เป็นวัสดุกรองยอดนิยมมาโดยตลอด แต่อนาคตอันใกล้นี้ ไม่แน่



ปะการังมีคุณสมบัติการ Packed Down ที่ดี เมื่อถูกวางในชั้นกรองเป็นเวลานาน
    4. ปะการัง นักเลี้ยงปลาคาร์พทุกคน คงจะคุ้นเคยกับปะการัง วัสดุกรองที่ผูกขาดความเป็นวัสดุกรองยอดนิยมมาเป็นเวลายาวนาน จนถึงวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ปะการังกำลังถูกเปรียบเทียบและพบว่าใช่ว่าจะเป็น"วัสดุกรองในอุดมคติ"ตลอดไป เรามาดูข้อดีข้อเสียของวัสดุกรองยอดนิยมนี้กันดีกว่า
    ข้อดี
    - ราคาค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับวัสดุกรองแบบสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ (ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีราคาสูงขึ้นแล้วก็ตามที)
    - มีหลายขนาดจึงสามารถจัดเรียงตามลำดับการกรองได้ดี
    - ดักจับสารแขวนลอยและเมือกชีวภาพส่วนเกินได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากมีการpacked downที่ดี จึงทำให้น้ำที่ผ่านวัสดุกรองชนิดนี้มีความใสค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าขนาดบ่อกรองจะไม่ใหญ่มากก็ตามที
    - สำหรับบ่อเลี้ยงที่รับน้ำฝนโดยตรง ปะการังจะทำหน้าที่เป็น pH Buffer ที่ดี (ความเป็นกรดที่เกิดขึ้นจากการหายใจ, ปฏิกิริยาการย่อยสลาย หรือแม้กระทั่งน้ำฝนจะถูกสะเทินโดยคาร์บอเนตอิออน ทำให้ pH ของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดต่ำมากจนเกินไปนัก)
    - เป็นวัสดุที่จมน้ำอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องหาวัสดุใดมาทับไว้เพื่อให้จมน้ำ
    - เนื่องจากพื้นที่ผิวค่อนข้างหยาบ แบคทีเรียจึงสามารถยึดเกาะเพื่อสร้าง Biofilm ได้ดีเยี่ยม
    ข้อเสีย
    - พื้นที่ผิวสัมผัสค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวัสดุกรองอื่นๆคืออยู่ที่ประมาณ 80ตร.เมตร/ลบ.เมตร
    - น้ำหนักค่อนข้างมาก จึงเป็นวัสดุที่ทำงานด้วยค่อนข้างลำบาก เริ่มตั้งแต่การขนย้ายลงสู่บ่อกรองไปจนกระทั่งการล้างบ่อกรอง
    - ละลายน้ำได้ ซึ่งส่งผลให้น้ำในบ่อเลี้ยงมีความกระด้างสูงเกินกว่าที่จะใช้เลี้ยงปลาคาร์พให้สวยงาม เช่นส่งผลให้ผิวของปลาไม่ขาว
    - สวนกระแสอนุรักษ์อย่างรุนแรงเลยทีเดียว
    - อนาคตน่าจะถึงทางตัน คือหามาใช้ไม่ได้เข้าสักวัน
    - แตกหักได้ง่าย
    - อุดตันได้ง่าย
    - การกระจายน้ำสู่ปะการังชิ้นอื่นเป็นไปได้ไม่ดีนัก ทำให้บางครั้งเกิดจุดอับ (stagnation Point) ซึ่งจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียพวกไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรครู การล้างบ่อกรองอย่างสม่ำเสมอ เป็นการป้องกันที่ดี
    - การที่ปะการังส่งผลทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงมีความกระด้างสูง จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคต่างๆ ที่อาจตามมา
 

Go to Page 2