5. เปลือกหอยนางรม การเลือกใช้วัสดุตัวกลางประเภทนี้ จัดว่าเป็นกระแสใหม่ในเมืองไทยซึ่งมีการเผยแพร่ ออกมาจากผู้เลี้ยงบางกลุ่ม โดยนำไปใส่ไว้ในบ่อกรองแทนที่ปะการังซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องราคาและหายากขึ้นทุกวัน
    ข้อดี
    - มีคุณสมบัติการเป็น PH buffer
    - ราคาต่ำกว่าปะการังหากเปรียบเทียบต่อปริมาตรที่เท่าเทียมกัน
    - เป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์
    ข้อเสีย
    - มีพื้นที่ผิวต่ำทำให้ Bateria ไม่มีพื้นที่อาศัยเพื่อสร้างเมือกชีวภาพ นอกจากนี้ที่ด้านหนึ่งของเปลือกหอยยังถูกเคลือบด้วยสารประเภท Chitin มีลักษณะมัน ลื่น ทำให้ด้านที่มีผิวมันนั้นไม่เหมาะที่จะเป็นพื้นที่ผิวสำหรับแบคทีเรียในการยึดเกาะ
    - ความทนทานต่ำ เพราะเปลือกหอยโดยทั่วไปมักจะค่อนข้างเปราะ แตกหักได้ง่าย
    - เมื่อวางในชั้นกรองแล้วจะมีช่องว่างระหว่างตัววัสดุกรองแต่ละชิ้นค่อนข้างมากทำให้ดักจับตะกอนชิ้นเล็กๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
    - หากไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถทำให้น้ำกระด้างได้เช่นเดียวกับปะการัง



รูปซ้าย เปลือกหอยนางรม วัสดุกรองที่กำลังมาแรง ตามกระแสอนุรักษ์นิยม ก่อนใช้เปลือกหอยนางรมเป็นวัสดุกรอง ต้องมีการนำมาแช่น้ำและล้างเอาเศษเนื้อหอยและสิ่งสกปรกออกเสียก่อน และการนำใส่ถุงตาข่ายก่อนไปใช้ในบ่อกรองจะทำให้การทำความสะอาดกระทำได้ง่ายขึ้น
 


หินพัมมัส ก่อนนำไปล้างน้ำ



หิมพัมมิส เมื่อนำไปล้างน้ำจะมีสีที่เข้มขึ้น
    6. หินพัมมิส (pumice) หินพัมมิสถือเป็นความหวังอันบรรเจิดของนักเลี้ยงปลาที่เชื่อในแนวความคิดที่ว่า การที่ญี่ปุ่นสามารถเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พและปลาทองได้ดีนั้น ไม่เพียงแต่ปัจจัยของที่ตั้งในเขตอากาศเย็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศที่อยู่บนถิ่นภูเขาไฟทำให้น้ำดิบที่ใช้ในการเลี้ยงปลามีแร่ธาตุที่มีประโยชน์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับประเทศไทยซึ่งภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน สำหรับการใช้หินพัมมิสเป็นวัสดุกรองในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นทดลองและสังเกตุการณ์อยู่
    ข้อดี
    - ราคาไม่สูงไปกว่าปะการังมากนัก หากซื้อจากผู้นำเข้าโดยตรง
    - มีความคงทน ค่อนข้างสูง ไม่แตกหรือหักง่าย
    - มีความต่อต้านการกัดกร่อน,อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนสารเคมีที่อาจจำเป็นต้องใช้ในบ่อเลี้ยงและบ่อกรองได้ดี
    - ค่อนข้างจะเป็นมิตรกับสภาวะแวดล้อม
    - เชื่อกันว่าจะค่อยๆปลดปล่อยแร่ธาตุบางอย่างออกมาในรูปของสารละลาย ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงที่ได้มีความใกล้เคียงกับน้ำที่ประเทศต้นตำหรับ(ญี่ปุ่น) ซึ่งส่งผลให้ปลามีสุขภาพ,คุณภาพสีและผิวที่ดี
    ข้อเสีย
    - ยังไม่ผ่านการทดสอบเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงไม่สามารถทราบได้ถึงผลกระทบในระยะยาว
    - พื้นที่ผิวจำเพาะค่อนข้างสูงเกินไป จนมีแนวโน้มว่าชั้นกรองที่ใช้หินชนิดนี้เป็นตัวกลางอาจเกิดการขาดออกซิเจนขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณเมือกชีวภาพที่มากจนเกินไปนั่นเอง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการเติมอากาศให้กับชั้นกรองที่ใช้ตัวกลางชนิดนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดออกซิเจนที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว
    - เป็นวัสดุที่ลอยน้ำจึงต้องหาวัสดุอื่นมาทับให้จมน้ำในช่วงแรกของการใช้งาน เมื่อผ่านการใช้งานไปช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 1-2 เดือน) หินจึงจะจมน้ำ
    - ในบางพื้นที่อาจหาได้ยาก
 
    7. พู่แปรงไนล่อน พู่แปรงไนล่อน มีลักษณะคล้ายแปรงล้างขวดขนาดใหญ่ มี 2 ขนาดคือ ความยาว 50 และ 100 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว (15ซ.ม.) จะติดตั้งในลักษณะการแขวนแนวดิ่ง และมักจะนิยมติดตั้งในชั้นกรองช่องที่ 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นช่องแรกๆ ที่น้ำเข้ามาในระบบกรอง ซึ่งแท้จริงแล้ว หน้าที่หลักของพู่แปรงไนล่อนนั้นถูกออกแบบไว้สาหรับการบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) เสียมากกว่า
    ข้อดี
    - ติดตั้งง่าย โดยการแขวนบนลวดหรือท่อนไม้ หรืออาจแขวนกับท่อ PVC เหนือบ่อ
    - สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
    - สามารถดักจับวัสดุต่างๆ ที่อยู่ในน้ำ เช่น เศษใบไม้ กิ่งไม้ ใบหญ้า ได้ดี ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของวัสดุตัวนี้
    - เป็นวัสดุตัวกลางที่ทำให้แมลงน้ำ เช่น ริ้นน้ำจืด มักจะชอบมาวางไข่ และออกเป็นไส้เดือนแดง ช่วยย่อยสลายเศษอินทรีย์สารขนาดใหญ่ให้เล็กลง ทำให้ช่วยลดภาระของแบคทีเรียในชั้นกรองถัดไป
    - การขนส่งกระทำได้ง่าย เนื่องจากน้ำหนักค่อนข้างเบาหากเปรียบเทียบปริมาตรของมัน
    ข้อเสีย
    - ราคาค่อนข้างสูง แต่หากผู้เลี้ยงต้องการใช้ให้คุ้มค่า ควรเลือกแปรงที่ทำจากโครง Stainless มากกว่าแปรงที่ทำจากลวด เพราะอายุการใช้งานจะยาวนานกว่า และแกนกลางไม่เป็นสนิม
    - ขาดคุณสมบัติของ pH buffer
    - มีพื้นที่ผิวในการเกาะสำหรับแบคทีเรียค่อนข้างต่ำประมาณ 100-150 ตร.เมตร/ลบ.เมตร (แต่ก็ไม่ใช่ข้อเสียร้ายแรงอะไร ทั้งนี้เนื่องจากการกรองแบบชีวภาพไม่ใช่หน้าที่หลักของวัสดุชนิดนี้)



รูปซ้าย พู่แปรงไนล่อน ควรเลือกแบบที่แกนเป็นลวดแสตนเลส เพื่อความคงทน
 


นอกจากท่อพีวีซีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่อพีอีหรือพีบีที่ใช้ในงานเกษตรก็สามารถนำมาตัดเป็นวัสดุกรองได้เช่นเดียวกัน
    8. ท่อพีวีซีตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แนวความคิดทีเด็ดอันนี้ ที่เห็นในมาใช้ครั้งแรกดูเหมือนจะเป็นที่ร้านของคุณติ๊กแห่ง koithai.com
    ข้อดี
    - มีช่องว่างระหว่างวัสดุค่อนข้างมาก ทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี
    - เนื่องจากเหตุผลข้อแรกจึงทำให้ปัญหาการอุดตันเกิดขึ้นได้น้อย
    - เป็นวัสดุที่คงทนต่อการกัดกร่อน,อุณหภูมิและสารเคมีได้ดี
    - ไม่เปราะหรือแตกหักง่าย จึงสามารถใช้งานได้ดีในระยะยาว
    - น้ำหนักเบา ทำให้การทำงานเกี่ยวกับวัสดุชนิดนี้ ตั้งแต่การขนส่ง การเคลื่อนย้าย ตลอดจนการทำความสะอาดชั้นกรองกระทำได้ง่าย
    ข้อเสีย
    - พื้นที่ผิวสัมผัสค่อนข้างน้อย
    - ผิวของท่อพีวีซีค่อนข้างลื่น ไม่เหมาะต่อการสร้างเมือกชีวภาพ
    - ดักจับตะกอนชิ้นเล็กๆได้ไม่ดี
    - ไม่มีขายในแบบสำเร็จรูป จึงต้องเสียเวลาในการตัดท่อพีวีซีจำนวนมากเป็นชิ้นเล็กๆ
    - เนื่องจากมีพื้นที่ผิวสัมผัสค่อนข้างต่ำ หากต้องการบ่อกรองที่ใช้วัสดุกรองชนิดนี้และมีประสิทธิภาพในการบำบัดที่ได้มาตราฐานจึงจำเป็นต้องสร้างบ่อกรองที่มีขนาดใหญ่กว่าบ่อกรองขนาดปกติ ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงขึ้น
    - ไม่มีคุณสมบัติการเป็น pH Buffer
 


JFM ถูกเตรียมให้อยู่ในรูปแบบของ Cell แล้ว ซึ่งหากม้วนเป็นวงกลมก็สามารถติดตั้งกับระบบ Vortex ได้ดี
    9. Japanese Filter Mat : JFM วัสดุกรองชนิดนี้มักจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็น วัสดุกรองชนิดเดียวกับใยเขียวแบบดั้งเดิม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนละชนิดกัน โดยจะมีข้อสังเกตุได้จากความหนาที่มีมากกว่าเล็กน้อย(Japanese Filter Mat จะมีความหนาประมาณ 4 ซม. ส่วนใยเขียวแบบดั้งเดิมนั้นมีความหนาประมาณ 2.5 ซม.) และสีของ JFM จะเป็นสีฟ้า ในขณะที่ใยกรองแบบดั้งเดิมเท่าที่เห็นจะมีสองสีคือสีแดงและสีเขียว สำหรับ JFM เท่าที่ผู้เขียนทราบเห็นจะมี Siam Koi Farm ที่เป็นผู้นำเข้ามาจำหน่ายและใช้เองในฟาร์ม
    ข้อดี
    - มีพื้นที่ผิวสัมผัสค่อนข้างสูงเป็นที่น่าพอใจและพอเพียงต่อการใช้งานในบ่อกรองคืออยู่ในช่วง 250-300 ตร.เมตร/ลบ.เมตร
    - มีการกระจายตัวของเนื้อใยกรองที่ดี ทำให้น้ำกระจายผ่านวัสดุกรองได้อย่างทั่วถึง ไม่เกิดจุดอับ
    - มีช่องว่างในตัวค่อนข้างสูงคือประมาณ 95%
    - สามารถพับและม้วนได้ง่าย เมื่อคลายออกก็มีการคืนตัวที่ดี ทำให้ง่ายต่อการขนส่ง
    - เนื่องจากน้ำหนักค่อนข้างเบา จึงทำให้ล้างทำความสะอาดชั้นกรองค่อนข้างง่าย
    - คงทนต่อปฏิกริยาทุกชนิดที่เกิดขึ้นในบ่อกรอง รวมทั้งแสงแดดและอุณหภูมิร้อน-เย็นอีกด้วย
    ข้อเสีย
    - ราคาค่อนข้างสูง
    - ต้องนำมาตัดและเรียงกันให้อยู่ในรูปแบบของ Cell จึงจะให้ประสิทธิภาพการกรองสูงสุด ทำให้เสียเวลาและยุ่งยากในการเตรียมวัสดุก่อนนำมาใช้
    - ไม่มีคุณสมบัติของการเป็น pH Buffer
 
ซ้าย การใช้ JFM ในรูปแบบของ Cell ในบ่อกรองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า



การใช้ JFM เป็นวัสดุกรองในบ่อกรองสำเร็จรูป
 
      เท่านี้ก็คงจะเพียงพอแล้ว สำหรับวัสดุกรองที่หาได้และมีให้เลือกใช้ในบ้านเรา หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนรักปลาที่กำลังสร้างบ้านใหม่ให้ปลาหรือคนรักปลาท่านใดที่กำลังมองหาวัสดุกรองตัวใหม่เพื่อการปรับปรุงยกระดับ (Up-Grade) บ่อที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ผมยังหวังว่าจากข้อมูลที่ผมได้ให้ไปแก่ผู้อ่านในหนนี้อาจเป็นแนวทางในการสรรหาวัสดุกรองชนิดใหม่ที่ดีกว่าเคยมีมาได้ด้วยตัวคุณเอง ใครเล่าจะรู้ว่า…อาจมีวัสดุกรองดีๆที่เรายังไม่รู้จัก รอให้ผู้อ่านเป็นผู้ค้นพบก็ได้ แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงอย่าลืมส่งข่าวให้กันทราบด้วยนะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จ และสนุกกับการเลือกวัสดุกรองที่ถูกใจทั้งคุณและปลา นะครับ

Good Koikeeping
Kevin Koilover Group

Go to Page 1