![]()
|
|
สร้างบ้านให้ปลา(ตอนที่ 1) หลายคนมักคิดว่า การที่จะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พนั้น เพียงมีบ่อเลี้ยงหรือภาชนะที่กักเก็บน้ำได้ หัวฟู่เพื่อเติมอากาศ และน้ำก็สามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้แล้ว ความคิดนี้เป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะการเลี้ยงปลาในลักษณะเช่นนี้ เป็นการเลี้ยงปลาอย่างผิวเผิน ไม่ได้เข้าถึงความต้องการของปลาแฟนซีคาร์พอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับมนุษย์ การที่จะเรียกสถานที่ใดว่า"บ้าน" ได้นั้นย่อมต้องมีความแตกต่างจากสถานที่อื่นๆที่ใช้เพียงอยู่อาศัยได้พอสมควร การก่อสร้างบ่อปลาแฟนซีคาร์พและบ่อกรองที่ถูกต้อง เพื่อที่จะเป็นเสมือนบ้านให้กับปลานั้น ควรจะเริ่มตั้งแต่การเลือกทำเล ที่ตั้งที่เหมาะสม การออกแบบรูปร่างของบ่อเลี้ยง ซึ่งมีผลโดยตรงกับทิศทางการไหลของน้ำภายในบ่อ จากนั้นจะเป็นการคำนวณปริมาตรของน้ำภายในบ่อเลี้ยง ซึ่งมีผลโดยตรงกับขนาดของบ่อกรอง ซึ่งต่อเนื่องไปจนถึงการคำนวณรอบการกรองต่อวัน ( turnover time / day ) และ ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ ( Hydraulics Retention Time) ที่เหมาะสม ซึ่งค่าตัวแปรเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดขนาดของปั๊มน้ำที่จะใช้ในบ่อกรองแต่ละบ่อ |
![]() รูปซ้ายมือ บ่อเลี้ยงที่มีพื้นที่กว้าง ประกอบกับความลึกที่เหมาะสม จะทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ได้รับการออกกำลังกายที่ดี |
รูปขวามือ บ่อสำเร็จรูปแบบนี้ ถึงแม้จะมีการกั้นกรองที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการแต่มีขนาดค่อนข้างเล็ก จึงไม่เหมาะสม ต่อการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พในระยะยาว | ![]() |
|
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการสร้างบ่อเลี้ยงปลาที่ดีนั้น ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จอย่างที่หลายคนเข้าใจ
แต่จะต้องมีการคิดการคำนวณค่าต่างๆ
เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำที่ดีแก่ปลาแฟนซีคาร์พที่เราเลี้ยง นี่คือจุดสำคัญที่สุดของบ่อเลี้ยงที่ดี มีนักเลี้ยงปลาหลายคนกล่าวไว้ว่า "บ่อเลี้ยงปลาที่ถูกใจผู้เลี้ยงมักจะเป็นบ่อที่สองหรือบ่อที่สามเพราะเป็นการสร้างจากการศึกษาข้อผิดพลาดในอดีต" ในความคิดส่วนตัวของผมเอง คิดว่าความคิดนี้ไม่เชิงจะถูกต้องนักทีเดียว แต่ตัวผู้กลับเห็นด้วยกับ Peter Waddington ผู้เขียนหนังสือ Koi Kichi ที่กล่าวไว้ว่า "The Cheapest way to build a Koi pond is to build it once, but built it properly" โดยวิธีนี้ผู้เขียนคิดว่านอกจากจะถูกเงินตามที่กล่าวแล้ว ยังเป็นวิธีที่ถูกต้องอีกด้วย เพราะหากว่าเราศึกษานิสัยใจคอของปลาที่เราจะเลี้ยงตลอดจนทฤษฎีพื้นฐานต่างๆ ในการสร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรองให้ดีแล้ว การสร้างบ่อครั้งเดียวโดยให้ถูกใจทั้งผู้เลี้ยง ( คือตัวเรา ) และผู้ถูกเลี้ยง ( ปลาแฟนซีคาร์พ ) นั้นไม่ใช่เรื่องยาก |
![]() รูปบน สำหรับโจทย์ที่ว่าต้องการให้ปลาที่เลี้ยงไว้ได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้บ่อเลี้ยงได้รับน้ำฝนเลย หลังคาโปร่งแสงดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดี |
รูปขวามือ บ่อที่มีทำเลรับน้ำฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำฝน ที่เป็นน้ำล้างหลังคาลงมา ดังรูป เจ้าของบ่อจะต้อง เตรียมตัวรับมือกับการป่วยของปลาให้ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน | ![]() |
| นักเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พส่วนใหญ่พยายามยกระดับการเลี้ยงปลาของตนให้สูงขึ้น โดยการเสาะหาปลาสายพันธุ์ดี สีสวย ลวดลายงดงาม มาเลี้ยง และเป็นจำนวนไม่น้อยที่พบกับทางตัน เนื่องจากบ่อเลี้ยงที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับ หรือดึงศักยภาพดี ๆ ในตัวปลาที่เลี้ยงออกมาได้ทั้งหมด ดังนั้นบ่อเลี้ยงและบ่อกรองที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี จึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดชิ้นแรกในการยกระดับของนักเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเป็นสิ่งแรกสำหรับผู้ที่จะคิดเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พจะต้องมีก่อนที่จะเริ่มออกไปหาหรือสะสมปลาดีๆ เสียอีก |
| การเลือกทำเลที่ตั้ง การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของปลาในบ่อการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ต่อไปนี้ |
|
![]() |
รูปซ้ายมือ บ่อที่ดี ควรมีที่นั่งชมปลา ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการชมปลาเป็นเวลานานๆ | ![]() รูปขวามือ ลักษณะขอบบ่อแบบนี้อาจดูสวยงามและกลมกลืน แต่ปลาจะถูกล่าได้ง่าย จากนักล่าที่อยู่บนบก ไม่ว่าจะเป็น แมว หรือ สุนัข ในขณะเดียวกันการกินอาหารที่ขอบบ่อ ของปลาที่มีขนาดใหญ่จะกระทำได้ลำบาก |
รูปซ้ายบน บ่อรูปทรงฟรีฟอร์ม |
![]() รูปขวาบน ลักษณะรูปทรงบ่อที่ไม่ดี ทำให้เกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำไม่ดี |
| การออกแบบรูปร่างของบ่อเลี้ยง ในหัวข้อนี้จะเกี่ยวข้องกับรูปร่างของบ่อเลี้ยงชนิดของบ่อเลี้ยงและความลึกของบ่อเลี้ยง รูปร่างของบ่อเลี้ยง รูปร่างที่นิยมสร้างโดยทั่วไปสามารถจำแนกเป็น 2 ประเภท |
|
![]() รูปบน การออกแบบรูปทรงบ่อที่ดีจะทำให้เกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ดี |
| ประเภทของบ่อเลี้ยง แยกตามลักษณะของระดับปากบ่อและสะดือบ่อ
|
![]() |
รูปซ้ายมือ บ่อแบบลอยตัวไม่ฝังดิน รูปขวามือ อีกรูปแบบหนึ่งของบ่อแบบกึ่งลอยตัวกึ่งฝังดิน |
![]() |
| ความลึกของบ่อเลี้ยง
ความลึกของบ่อเลี้ยงเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อความเป็นอยู่และรูปทรงของปลาในบ่อเลี้ยงโดยตรง
นักเลี้ยงปลามือสมัครเล่นส่วนใหญ่มักละเลยความสำคัญในจุดนี้ไป จึงมักจะเริ่มต้นสร้างบ่อเลี้ยงบ่อแรกของตนที่ระดับความลึกไม่มากนัก
และเมื่อศึกษารายละเอียดในการเลี้ยงปลามาถึงจุดหนึ่งด้วยตนเอง ก็พบว่าความลึกของบ่อที่ตนเองมีอยู่ไม่พอเพียงต่อปลา
ที่สำคัญก็คือปัญหาในด้านความลึกไม่สามารถแก้ไขได้นอกเสียจากการรื้อทิ้งและสร้างใหม่
บ่อเลี้ยงที่ดีควรมีความลึกเท่าไหร่ มักจะเป็นปัญหาที่มีคำตอบแตกต่างกันออกไปเสมอ บางคนกล่าวว่าสามารถประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงปลาที่ความลึก
|
|
| ดังนั้นจากข้อสรุปทั้งหมด จึงสามารถพอจะกล่าวเป็นข้อจำกัดได้ว่า บ้านของปลาหรือบ่อเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พที่ดีนั้น จะต้องมีเนื้อที่ของบ่อเลี้ยงต้องไม่ต่ำกว่า 6 ตารางเมตร และความลึกต้องไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ควรจะทำเป็น Slope ลาดสู่สะดือบ่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งตะกอนสู่บ่อกรองต่อไป |
![]() |
รูปซ้ายมือ การพรางขอบบ่อให้เข้ากับสภาพธรรมชาติ
ก็ถือเป็นการ ตกแต่งขอบบ่ออีกรูปแบบหนึ่ง รูปขวามือ บ่อเลี้ยงที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีเพียงสะดือเดียวเสมอไป แต่สิ่งที่ควรจะมีอย่างยิ่งคือ ทุก ๆ สะดือ ควรมี slope จากขอบบ่อเข้าหาสะดือบ่อ |
![]() |
![]() |
ทิศทางการไหลของน้ำภายในบ่อ
|
| รูปบน ไม่ว่าปลาไทยหรือปลานอก ก็มีโอกาสที่จะเสียรูปร่างไปได้จากการที่เลี้ยงในระดับความลึกที่ไม่เหมาะสม |
| ขนาดของบ่อกรอง มักจะกล่าวกันเป็นกฎตายตัวหรือกฎเกณฑ์พื้นฐานไว้ว่าบ่อกรองควรจะมีขนาดบ่อไม่ต่ำกว่า 1/3 ของบ่อเลี้ยง ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับกฎดังกล่าว นอกจากนี้บ่อกรองที่ดีควรจะมีรอบการกรองต่อวันที่เหมาะสมอีกด้วย รอบการกรองต่อวัน ( Turnover time/day) หมายถึงจำนวนเท่าของน้ำในบ่อเลี้ยงที่ได้รับการกรองภายใน 1 วัน รอบการกรองต่อวันที่เหมาะสมที่ผู้เขียนแนะนำคืออย่างน้อย 12 รอบ/วันโดยสรุปเป็นสูตรการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้ |
อัตราการกรองต่อวัน = รอบการกรองต่อวัน x ปริมาตรน้ำในบ่อเลี้ยง |
| โดยผลที่ได้จากการคำนวณคืออัตราการกรองต่อวันจะเป็นค่าที่ใช้กำหนดปั๊มน้ำที่จะใช้ในบ่อกรองนั้น ๆ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้รอบการกรองต่อวันที่สูงเกินไปนั้น นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุแล้ว ยังจะทำให้ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ (Hydraulics Retention Time) ในบ่อกรองต่ำเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยสลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในชั้นกรองซึ่งเป็นประเด็นหลักในการสร้างบ่อกรองเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร |
![]() |
รูปซ้ายมือ ปั๊มน้ำ(ไดโว่) ของ
Calpeda จาก Italy
รุ่น GM10 ที่ผู้เขียนเองยอมรับว่าชอบ
และหลงไหลใน Design ของมัน รูปขวามือ Performance Curve (ของ Calpeda GM10) โดยปกติแล้วผู้ใช้ไดโว่ไม่ว่ารุ่นใดยี่ห้อใดก็ตาม ควรศึกษา Curve ของแต่ละรุ่นให้ดี ทั้งนี้เพื่อการคำนวนค่าต่างๆที่ถูกต้องแม่นยำ |
![]() |
| ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ ( Hydraulics Retention Time
) หมายถึง เวลาที่น้ำใช้ในการเดินทางนับตั้งแต่เข้าสู่บ่อกรองผ่านชั้นกรองต่าง ๆ จนกระทั่งถูกจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยงอีกครั้งโดยปั๊มน้ำในบ่อกรอง
โดยค่าระยะเวลานี้ไม่ควรจะต่ำกว่า 15 นาที โดยค่าระยะเวลาดังกล่าวสามารถเขียนเป็นสูตรเพื่อทำการคำนวณได้ดังนี้ |
ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ (นาที) = ปริมาตรบ่อกรอง (ลบ.เมตร) / อัตราการกรอง (ลบ.เมตร/นาที) |
| ตัวอย่าง : การคำนวณขนาดบ่อกรอง การเลือกปั๊มน้ำในบ่อกรองการคำนวณระยะเวลาการกักเก็บน้ำในบ่อกรองสำหรับบ่อเลี้ยงขนาด 15 ลบ.เมตร | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||