สร้างบ้านให้ปลา(ตอนที่ 1)
         
หลายคนมักคิดว่า การที่จะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พนั้น เพียงมีบ่อเลี้ยงหรือภาชนะที่กักเก็บน้ำได้ หัวฟู่เพื่อเติมอากาศ และน้ำก็สามารถเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้แล้ว ความคิดนี้เป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะการเลี้ยงปลาในลักษณะเช่นนี้ เป็นการเลี้ยงปลาอย่างผิวเผิน ไม่ได้เข้าถึงความต้องการของปลาแฟนซีคาร์พอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับมนุษย์ การที่จะเรียกสถานที่ใดว่า"บ้าน" ได้นั้นย่อมต้องมีความแตกต่างจากสถานที่อื่นๆที่ใช้เพียงอยู่อาศัยได้พอสมควร

          การก่อสร้างบ่อปลาแฟนซีคาร์พและบ่อกรองที่ถูกต้อง เพื่อที่จะเป็นเสมือนบ้านให้กับปลานั้น ควรจะเริ่มตั้งแต่การเลือกทำเล ที่ตั้งที่เหมาะสม การออกแบบรูปร่างของบ่อเลี้ยง ซึ่งมีผลโดยตรงกับทิศทางการไหลของน้ำภายในบ่อ จากนั้นจะเป็นการคำนวณปริมาตรของน้ำภายในบ่อเลี้ยง ซึ่งมีผลโดยตรงกับขนาดของบ่อกรอง ซึ่งต่อเนื่องไปจนถึงการคำนวณรอบการกรองต่อวัน ( turnover time / day ) และ ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ ( Hydraulics Retention Time) ที่เหมาะสม ซึ่งค่าตัวแปรเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดขนาดของปั๊มน้ำที่จะใช้ในบ่อกรองแต่ละบ่อ

รูปซ้ายมือ บ่อเลี้ยงที่มีพื้นที่กว้าง ประกอบกับความลึกที่เหมาะสม จะทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ได้รับการออกกำลังกายที่ดี

รูปขวามือ    บ่อสำเร็จรูปแบบนี้  ถึงแม้จะมีการกั้นกรองที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการแต่มีขนาดค่อนข้างเล็ก จึงไม่เหมาะสม   ต่อการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พในระยะยาว
 
          ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการสร้างบ่อเลี้ยงปลาที่ดีนั้น ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จอย่างที่หลายคนเข้าใจ  แต่จะต้องมีการคิดการคำนวณค่าต่างๆ  เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำที่ดีแก่ปลาแฟนซีคาร์พที่เราเลี้ยง นี่คือจุดสำคัญที่สุดของบ่อเลี้ยงที่ดี

          มีนักเลี้ยงปลาหลายคนกล่าวไว้ว่า "บ่อเลี้ยงปลาที่ถูกใจผู้เลี้ยงมักจะเป็นบ่อที่สองหรือบ่อที่สามเพราะเป็นการสร้างจากการศึกษาข้อผิดพลาดในอดีต" ในความคิดส่วนตัวของผมเอง คิดว่าความคิดนี้ไม่เชิงจะถูกต้องนักทีเดียว แต่ตัวผู้กลับเห็นด้วยกับ Peter Waddington ผู้เขียนหนังสือ Koi Kichi ที่กล่าวไว้ว่า "The Cheapest way to build a Koi pond is to build it once, but built it properly" โดยวิธีนี้ผู้เขียนคิดว่านอกจากจะถูกเงินตามที่กล่าวแล้ว ยังเป็นวิธีที่ถูกต้องอีกด้วย เพราะหากว่าเราศึกษานิสัยใจคอของปลาที่เราจะเลี้ยงตลอดจนทฤษฎีพื้นฐานต่างๆ ในการสร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรองให้ดีแล้ว การสร้างบ่อครั้งเดียวโดยให้ถูกใจทั้งผู้เลี้ยง ( คือตัวเรา ) และผู้ถูกเลี้ยง ( ปลาแฟนซีคาร์พ ) นั้นไม่ใช่เรื่องยาก

 

รูปบน สำหรับโจทย์ที่ว่าต้องการให้ปลาที่เลี้ยงไว้ได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้บ่อเลี้ยงได้รับน้ำฝนเลย หลังคาโปร่งแสงดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดี

รูปขวามือ บ่อที่มีทำเลรับน้ำฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำฝน ที่เป็นน้ำล้างหลังคาลงมา ดังรูป เจ้าของบ่อจะต้อง เตรียมตัวรับมือกับการป่วยของปลาให้ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
 
          นักเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พส่วนใหญ่พยายามยกระดับการเลี้ยงปลาของตนให้สูงขึ้น โดยการเสาะหาปลาสายพันธุ์ดี สีสวย ลวดลายงดงาม มาเลี้ยง และเป็นจำนวนไม่น้อยที่พบกับทางตัน เนื่องจากบ่อเลี้ยงที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับ หรือดึงศักยภาพดี ๆ ในตัวปลาที่เลี้ยงออกมาได้ทั้งหมด ดังนั้นบ่อเลี้ยงและบ่อกรองที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี จึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดชิ้นแรกในการยกระดับของนักเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเป็นสิ่งแรกสำหรับผู้ที่จะคิดเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พจะต้องมีก่อนที่จะเริ่มออกไปหาหรือสะสมปลาดีๆ เสียอีก
 
การเลือกทำเลที่ตั้ง
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของปลาในบ่อการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ต่อไปนี้
 
  1. ต้องมีเนื้อที่พอเพียง ในการก่อสร้างทั้งบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง สำหรับพื้นที่ผิวหน้าน้ำของบ่อเลี้ยงสำหรับปลาแฟนซีคาร์พไม่ควรจะต่ำกว่า 6 ตารางเมตร ดังนั้นบ่อกรอง (ที่ระดับความลึกเดียวกัน) ก็ไม่ควรมีพื้นที่ต่ำกว่า 2 ตารางเมตร (โดยตามสัดส่วนมาตรฐานของบ่อกรองต่อบ่อเลี้ยงคือ 1 : 3) ดังนั้นทำเลที่จะเลือกสร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรองจึงต้องมีพื้นที่รวมกันอย่างน้อย 8 ตารางเมตร

  2. ต้องได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม แสงแดดมีผลต่อสีสันของปลาช่วยให้สีสันของปลาสดใส ตลอดจนแสงแดดจะช่วยทำให้เกิดตะไคร่น้ำภายในบ่อซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่งของปลาที่เลี้ยงไว้ ตลอดจนตะไคร่น้ำจะช่วยให้กระบวนการบำบัดสารประกอบไนโตรเจนที่เกิดขึ้นในบ่อเกิดขึ้นได้ครบวงจร อย่างไรก็ตาม หากแสงแดดมีปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้น้ำในบ่อเป็นสีเขียว ทำให้มองไม่เห็นความสวยงามบนตัวปลา ตลอดจนสังเกตอาการปลาที่ป่วยได้ไม่ชัดเจน แสงแดดตอนเช้า จะให้ประโยชน์กับปลามากกว่าแสงแดดตอนบ่าย ในขณะเดียวกัน ไม่ควรให้บ่อปลาโดนแสงแดดแรงๆ ตอนเที่ยงวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทำหลังคาคลุมทั้งบ่อเลี้ยงและบ่อกรองน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากว่าไม่ติดขัดในเรื่องของทัศนียภาพหรือความสวยงาม เพราะนอกจากจะสามารถป้องกันแสงแดดที่แรงเกินไปแล้ว ยังใช้ป้องกันน้ำฝนอันเป็นตัวการสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพปลาภายในบ่อได้อีกด้วย ทั้งนี้หลังคาคลุมบ่อควรจะใส่แผ่นหลังคาชนิดโปร่งแสงสลับไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้บ่อเลี้ยงได้รับแสงแดดน้อยเกินไป โดยเลือกสัดส่วนการสลับตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่ตั้งของบ่อและปริมาณแสงเป็นสำคัญ

  3. ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงไปในบ่อบ่อเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พที่ดีไม่ควรจะรับน้ำฝนเลย โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงที่อยู่ติดกับตัวบ้านการรับน้ำฝนที่ไหลผ่านหลังคา บ้านลงมาเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุด ควรจัดหารางระบายน้ำเพื่อป้องกันกรณีดังกล่าว ส่วนน้ำฝนที่ผ่านชั้นบรรยากาศลงสู่บ่อเลี้ยงโดยตรงนั้น นอกจากน้ำฝนจะชะล้างฝุ่นละออง เชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศลงสู่บ่อเลี้ยงแล้ว น้ำฝนยังจะรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้กรดคาร์บอนิค ( H2CO3 ) หรือในกรณีที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมอาจมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO2 ) ซึ่งรวมตัวกับน้ำแล้วได้กรดซัลฟุริค ( H2SO4 ) ในอีกกรณีหนึ่งก็คือการที่น้ำฝนตกลงในบ่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในบ่อเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ปลาป่วยได้

  4. ควรอยู่ใกล้บ้านหรือสะดวกต่อการดูปลาเป็นเวลานาน การที่เจ้าของปลา เป็นผู้ให้อาหารปลาเองทุกมื้อ และยืนดูปลาที่เลี้ยง จนกว่าปลาจะกินอาหารจนหมดนั้นถือเป็นการเลี้ยงปลาที่ดีมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานี้ นอกจากเจ้าของปลาจะได้สังเกตพฤติกรรมของปลาแต่ละตัวซึ่งแตกต่างกันออกไปตลอดจนสังเกตพบปลาบางตัวที่เริ่มป่วย นอกจากนี้ยังจะได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง, การพัฒนาทางด้านลวดลายและรูปทรงของปลาที่เลี้ยงอีกด้วย ซึ่งการสังเกตข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้เวลา และอาศัยความละเอียดอ่อน ทำเลที่ตั้งที่เอื้ออำนวยต่อการดูปลาเป็นเวลานาน ๆ จะให้ประโยชน์ในจุดนี้ได้มาก

 
รูปซ้ายมือ บ่อที่ดี ควรมีที่นั่งชมปลา ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการชมปลาเป็นเวลานานๆ

รูปขวามือ ลักษณะขอบบ่อแบบนี้อาจดูสวยงามและกลมกลืน แต่ปลาจะถูกล่าได้ง่าย จากนักล่าที่อยู่บนบก ไม่ว่าจะเป็น แมว หรือ สุนัข ในขณะเดียวกันการกินอาหารที่ขอบบ่อ ของปลาที่มีขนาดใหญ่จะกระทำได้ลำบาก

 

รูปซ้ายบน บ่อรูปทรงฟรีฟอร์ม

รูปขวาบน ลักษณะรูปทรงบ่อที่ไม่ดี ทำให้เกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำไม่ดี

 
การออกแบบรูปร่างของบ่อเลี้ยง
ในหัวข้อนี้จะเกี่ยวข้องกับรูปร่างของบ่อเลี้ยงชนิดของบ่อเลี้ยงและความลึกของบ่อเลี้ยง
รูปร่างของบ่อเลี้ยง รูปร่างที่นิยมสร้างโดยทั่วไปสามารถจำแนกเป็น
2 ประเภท
 
  1. รูปทรงบ่อแบบเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยมผืนผ้า, สี่เหลี่ยมจตุรัส หรือวงกลม

    ข้อดีของบ่อแบบนี้ก็คือ ก่อสร้างได้ง่ายกำหนดขอบเขตของบ่อได้ง่าย คำนวณหาปริมาตรของน้ำภายในบ่อได้ง่าย ตลอดจนกำหนดทิศทางการไหลของน้ำได้ง่ายเช่นเดียวกัน

  2. รูปทรงแบบอิสระหรือที่นิยมเรียกกันว่า บ่อแบบฟรีฟอร์ม (Free Form)

    ข้อดีของบ่อรูปทรงแบบนี้ก็คือ สวยงามดูลงตัวกว่า เหมาะกับบ้านที่มีบริเวณสวนหย่อมอยู่แล้ว นอกจากจะใช้เลี้ยงปลาเพื่อดูความสวยงามของปลาแล้ว ตัวบ่อยังใช้ประดับตกแต่งสวนอีกด้วย

    แต่ไม่ว่า จะเลือกรูปทรงบ่อแบบใดก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ ในการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พในระยะยาว พื้นที่ผิวหน้าของบ่อเลี้ยงในแนวราบ (Horizontal Area) ไม่ควรจะต่ำกว่า 6 ตารางเมตร ไม่ฉะนั้นปลาที่เลี้ยงจะไม่มีการออกกำลังกายเท่าที่ควร

 

รูปบน การออกแบบรูปทรงบ่อที่ดีจะทำให้เกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ดี

 
ประเภทของบ่อเลี้ยง แยกตามลักษณะของระดับปากบ่อและสะดือบ่อ

  1. บ่อแบบลอยตัวไม่ฝังดิน บ่อประเภทนี้ความสูงของบ่อ จะเป็นตัวกำหนดความลึกของบ่อโดยตรง ดังนั้นจะเป็นได้ว่าบ่อชนิดนี้จะไม่สามารถให้มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตรได้ เนื่องจากขอบบ่อสูงจะทำให้การชมปลาที่เลี้ยงไว้ไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร ตลอดจนไม่เหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลาในระยะยาว ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อความลึกของบ่อเลี้ยงต่อไป

    ข้อดีของบ่อแบบนี้คือก่อสร้างได้ง่าย ใช้งบประมาณน้อย

  2. บ่อแบบกึ่งฝังดินกึ่งลอยตัว บ่อประเภทนี้มีขอบบ่อส่วนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน(ส่วนมากประมาณ 40-50 ซม. เพื่อใช้นั่งชมปลาได้) อีกส่วนหนึ่งฝังอยู่ในดิน (มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความลึกของบ่อเลี้ยงที่ผู้เลี้ยงต้องการ)

    ข้อดีของบ่อปลาชนิดนี้คือ ผู้เลี้ยงสามารถใช้ขอบบ่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำชะหน้าดินที่อาจไหลลงสู่บ่อได้ ในขณะเดียวกันยังสามารถ เพิ่มระดับความลึกของบ่อเลี้ยงได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าระดับขอบบ่อจะทำให้เสียความสวยงาม หรือความสะดวกในการชมปลาหรือเปล่า แต่งบประมาณในการก่อสร้างจะสูงกว่าแบบแรก เนื่องจากต้องเสียงบประมาณส่วนหนึ่งเป็นงานในชั้นดิน

  3. บ่อแบบฝังดิน บ่อชนิดนี้มักจะพบเห็นได้ทั่วไปตามสวนหย่อม ข้อควรระวังในการสร้างบ่อแบบนี้ก็คือ อย่าให้ขอบบ่อต่ำเกินไปจนน้ำชะหน้าดินไหลลงไปในบ่อหรือไม่สามารถป้องกันน้ำนองเนื่องจากฝนตกได้ ในกรณีที่เป็นบ่อกลางแจ้ง บ่อแบบนี้เจ้าของบ่อสามารถกำหนดความลึกของบ่อเลี้ยงที่จะสร้างได้โดยสะดวกเช่นเดียวกับบ่อเลี้ยงแบบที่ 2

    มีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือ บ่อเลี้ยงยิ่งมีส่วนที่ฝังดินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในบ่อเลี้ยงน้อยลงเท่านั้น เพราะดินจะทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อนที่ดี นอกจากนี้บ่อที่ฝังดินจะมีอุณหภูมิของน้ำต่ำกว่า/เย็นกว่าน้ำในบ่อแบบลอยตัวในกรณีของฤดูร้อน ในทางกลับกันในฤดูหนาวอุณหภูมิของน้ำในบ่อเลี้ยงแบบฝังดินจะสูงกว่า/อุ่นกว่าน้ำในบ่อเลี้ยงแบบลอยตัว ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งสองกรณีล้วนเป็นผลดีต่อการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พทั้งสิ้น

 
รูปซ้ายมือ บ่อแบบลอยตัวไม่ฝังดิน

รูปขวามือ อีกรูปแบบหนึ่งของบ่อแบบกึ่งลอยตัวกึ่งฝังดิน

 
ความลึกของบ่อเลี้ยง

ความลึกของบ่อเลี้ยงเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อความเป็นอยู่และรูปทรงของปลาในบ่อเลี้ยงโดยตรง นักเลี้ยงปลามือสมัครเล่นส่วนใหญ่มักละเลยความสำคัญในจุดนี้ไป จึงมักจะเริ่มต้นสร้างบ่อเลี้ยงบ่อแรกของตนที่ระดับความลึกไม่มากนัก และเมื่อศึกษารายละเอียดในการเลี้ยงปลามาถึงจุดหนึ่งด้วยตนเอง ก็พบว่าความลึกของบ่อที่ตนเองมีอยู่ไม่พอเพียงต่อปลา ที่สำคัญก็คือปัญหาในด้านความลึกไม่สามารถแก้ไขได้นอกเสียจากการรื้อทิ้งและสร้างใหม่

บ่อเลี้ยงที่ดีควรมีความลึกเท่าไหร่ มักจะเป็นปัญหาที่มีคำตอบแตกต่างกันออกไปเสมอ บางคนกล่าวว่าสามารถประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงปลาที่ความลึก 1 เมตรเท่านั้น (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) หรือน้ำเลี้ยงปลาบางท่านอาจสร้างบ่อที่มีความลึก 2 เมตร (หรือบางที 3 เมตร) โดยเหตุผลที่ว่าต้องการให้ปลาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตลอดจนได้รับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ แล้วความลึกระดับไหนจึงเป็นคำตอบที่ดี? คำตอบก็คือยิ่งมากยิ่งดี ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานหลัก

 
  • ปัจจัยแรก ความสวยงาม หน้าน้ำของบ่อเลี้ยงของคุณกว้างเท่าไหร่ ยกตัวอย่างหากบ่อเลี้ยงของคุณมีขนาด 2x3 เมตร (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เล็กที่สุดหากจะมีการเลี้ยงปลาในระยะยาว) ความลึกในบ่อของคุณก็ไม่ควรจะเกิน 2.00 เมตร เพราะหากบ่อของคุณมีความลึกมากกว่า2.00 เมตรแล้ว จะทำให้บ่อแลดูลึกเกินไปดูน่ากลัวมากกว่าน่าชม แต่หากว่าบ่อเลี้ยงของคุณต้องการขนาด 5x10 เมตร คุณสามารถสร้างบ่อที่มีความลึกถึง 3.00 เมตร ได้อย่างสบายโดยบ่อไม่ดูลึกเกินไปแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้นบ่อเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พที่ดีไม่ควรจะมีความลึกต่ำกว่า 1.50 เมตร ซึ่งความลึกดังกล่าวจะสามารถสร้างได้และสอดคล้องกันกับพื้นที่ที่น้อยที่สุด ที่จะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พได้ดีในระยะยาว

  • ปัจจัยที่ 2 อุณหภูมิของน้ำบ่อที่มีความลึกมากกว่าย่อมปกป้องปลา ต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วนี้มีผลทำให้ปลาเครียดหรือป่วยได้

    ซึ่งตามหลักแล้วปลาแฟนซีคาร์พไม่ควรจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิน 3 องศาเซลเซียสภายใน 1 วัน เทียบบ่อเลี้ยงที่มีความจุ/ปริมาตรเท่ากัน แต่ความลึกต่างกัน เช่นบ่อแรกขนาดความลึก 1 เมตร บ่อที่สองความลึก 2 เมตร บ่อที่สองจะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในบ่อช้ากว่าบ่อแรกเป็นเท่าตัว

  • ปัจจัยที่ 3 รูปร่างและรูปทรงของปลาปลาแฟนซีคาร์พก็เหมือนกับคนหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ทั่วไปที่ต้องมีการออกกำลังกายอย่างพอเพียง จึงจะเติบโตมีรูปร่างและรูปทรงที่สมส่วนได้ ที่สำคัญก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลต่อรูปทรงที่ดีของปลานั้นคือ การว่ายน้ำขึ้นลงในแนวดิ่ง ไม่ใช่ในแนวนอน เปรียบเทียบคล้ายกับการออกกำลังท่า Sit up ของคนนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบ่อเลี้ยงตื้น ๆ จะสามารถเลี้ยงปลาได้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อปลาตัวใหญ่ขึ้น (ทำให้มีโอกาสว่ายน้ำในแนวดิ่งได้น้อยลง) ปลาก็จะเริ่มอ้วน หรือที่เรียกกันว่า "ท้องย้วยหรือท้องป่อง" ในที่สุด นอกจากนี้แรงดันน้ำที่สูงกว่าที่พบในได้ระดับน้ำที่ลึกกว่ายังมีส่วนสำคัญในการดูแลรักษารูปร่างของปลาให้ดีอีกด้วย
 
ดังนั้นจากข้อสรุปทั้งหมด จึงสามารถพอจะกล่าวเป็นข้อจำกัดได้ว่า บ้านของปลาหรือบ่อเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พที่ดีนั้น จะต้องมีเนื้อที่ของบ่อเลี้ยงต้องไม่ต่ำกว่า 6 ตารางเมตร และความลึกต้องไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ควรจะทำเป็น Slope ลาดสู่สะดือบ่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งตะกอนสู่บ่อกรองต่อไป
 
รูปซ้ายมือ การพรางขอบบ่อให้เข้ากับสภาพธรรมชาติ ก็ถือเป็นการ ตกแต่งขอบบ่ออีกรูปแบบหนึ่ง

รูปขวามือ บ่อเลี้ยงที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีเพียงสะดือเดียวเสมอไป แต่สิ่งที่ควรจะมีอย่างยิ่งคือ ทุก ๆ สะดือ ควรมี slope จากขอบบ่อเข้าหาสะดือบ่อ

 

ทิศทางการไหลของน้ำภายในบ่อ
ทิศทางการไหลของน้ำภายในบ่อ มีบทบาทสำคัญต่อรูปร่างของปลาในบ่อและประสิทธิภาพในการดึงตะกอนสู่บ่อกรองซึ่งถูกกำหนดโดย

  1. รูปร่างของบ่อ โดยมากบ่อแบบรูปทรงเรขาคณิตจะกำหนดทิศทางการไหลได้ไม่ยากสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงในการสร้างบ่อแบบเรขาคณิตก็คือ พยายามลบมุมเหลี่ยมในบ่อให้เป็นมุมมนเพื่อลีกเลี่ยงจุดอับซึ่งจะทำให้การกวาดตะกอนลงสู่สะดือและผ่านไปยังบ่อกรองกระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

  2. ตำแหน่งของหัวพ่นน้ำ (Jet) ในกรณีของบ่อรูปทางอิสระ (Free Form) การติดตั้งหัวพ่นน้ำในจุดอับก็จะสามารถแก้ไขปัญหาจุดอับนั้นไปได้นอกจากกนี้สำหรับน้ำเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พระดับจริงจังบางท่านอาจติดตั้งหัวพ่นน้ำในบ่อเลี้ยงไว้ 2 ชุด โดยชุดแรกทำให้เกิดกระแสน้ำแบบตามเข็มนาฬิกา และชุดที่ 2 ทำให้เกิดกระแสแบบทวนเข็มนาฬิกา จากนั้นจะทำการเปิดสลับชุดกัน เพื่อให้ปลาในบ่อได้ใช้กล้ามเนื้อในการว่ายน้ำได้เท่าๆ กันทั้งสองด้าน ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ในรูปร่าง/รูปทรงของปลาที่เลี้ยงไว้
 
รูปบน ไม่ว่าปลาไทยหรือปลานอก ก็มีโอกาสที่จะเสียรูปร่างไปได้จากการที่เลี้ยงในระดับความลึกที่ไม่เหมาะสม
 
ขนาดของบ่อกรอง
มักจะกล่าวกันเป็นกฎตายตัวหรือกฎเกณฑ์พื้นฐานไว้ว่าบ่อกรองควรจะมีขนาดบ่อไม่ต่ำกว่า 1/3 ของบ่อเลี้ยง ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับกฎดังกล่าว นอกจากนี้บ่อกรองที่ดีควรจะมีรอบการกรองต่อวันที่เหมาะสมอีกด้วย

รอบการกรองต่อวัน (Turnover time/day) หมายถึงจำนวนเท่าของน้ำในบ่อเลี้ยงที่ได้รับการกรองภายใน 1 วัน รอบการกรองต่อวันที่เหมาะสมที่ผู้เขียนแนะนำคืออย่างน้อย 12 รอบ/วัน

โดยสรุปเป็นสูตรการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้

 

  อัตราการกรองต่อวัน = รอบการกรองต่อวัน x ปริมาตรน้ำในบ่อเลี้ยง  

 
โดยผลที่ได้จากการคำนวณคืออัตราการกรองต่อวันจะเป็นค่าที่ใช้กำหนดปั๊มน้ำที่จะใช้ในบ่อกรองนั้น ๆ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้รอบการกรองต่อวันที่สูงเกินไปนั้น นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุแล้ว ยังจะทำให้ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ (Hydraulics Retention Time) ในบ่อกรองต่ำเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยสลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในชั้นกรองซึ่งเป็นประเด็นหลักในการสร้างบ่อกรองเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร
 
รูปซ้ายมือ ปั๊มน้ำ(ไดโว่) ของ Calpeda จาก Italy รุ่น GM10 ที่ผู้เขียนเองยอมรับว่าชอบ และหลงไหลใน Design ของมัน

รูปขวามือ Performance Curve (ของ Calpeda GM10) โดยปกติแล้วผู้ใช้ไดโว่ไม่ว่ารุ่นใดยี่ห้อใดก็ตาม ควรศึกษา Curve ของแต่ละรุ่นให้ดี ทั้งนี้เพื่อการคำนวนค่าต่างๆที่ถูกต้องแม่นยำ

 
ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ ( Hydraulics Retention Time ) หมายถึง เวลาที่น้ำใช้ในการเดินทางนับตั้งแต่เข้าสู่บ่อกรองผ่านชั้นกรองต่าง ๆ จนกระทั่งถูกจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยงอีกครั้งโดยปั๊มน้ำในบ่อกรอง โดยค่าระยะเวลานี้ไม่ควรจะต่ำกว่า 15 นาที

โดยค่าระยะเวลาดังกล่าวสามารถเขียนเป็นสูตรเพื่อทำการคำนวณได้ดังนี้

 

  ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ (นาที) = ปริมาตรบ่อกรอง (ลบ.เมตร) / อัตราการกรอง (ลบ.เมตร/นาที)  

 
ตัวอย่าง : การคำนวณขนาดบ่อกรอง การเลือกปั๊มน้ำในบ่อกรองการคำนวณระยะเวลาการกักเก็บน้ำในบ่อกรองสำหรับบ่อเลี้ยงขนาด 15 ลบ.เมตร
1) ปริมาตรบ่อกรองที่เหมาะสม = ปริมาตรบ่อเลี้ยง / 3
= 15 / 3
= 5 ลบ. เมตร
2) อัตราการกรองต่อวัน = รอบการกรองต่อวัน x ปริมาตรบ่อเลี้ยง
(เลือก 12 รอบการกรองต่อวัน) = 12 x 15
= 180 ลบ.เมตร/วัน
= 7.50 ลบ.เมตร/ชั่วโมง
= 125 ลิตร/นาที
= 0.125 ลบ.เมตร/นาที
 
จากค่าอัตราการกรองต่อวันที่คำนวณได้แล้ว แปลงหน่วยให้อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ สามารถนำค่าเหล่านี้ไปเลือกซื้อปั๊มน้ำที่จะใช้ภายในบ่อกรองได้ โดยยึดหลัก " Over filtration is better than underfiltration" คือ เลือกให้มากกว่าไว้ก่อนย่อมดีกว่า จากปั๊มน้ำที่เราเลือกได้ที่ใกล้เคียงที่สุด คือปั๊มน้ำยี่ห้อ Calpeda รุ่น GM 10 มีอัตราการกรอง 10 ลบ.เมตร/ชั่วโมง (ที่ Head = 2.00 เมตร)
แปลงหน่วย
10 ลบ.เมตร/ชั่วโมง = 240 ลบ.เมตร/ วัน = 0.167 ลบ.เมตร/นาที
ดังนั้นรอบการกรองต่อวันที่เกิดขึ้นจริง =
240 = 16 รอบ/วัน

จากนั้นจะต้องตรวจสอบว่า ปั๊มน้ำที่เราเลือกใช้ตลอดจนรอบการกรองที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ระยะเวลาการกักเก็บน้ำในบ่อกรองน้อยเกินกว่าเวลาที่ต้องการหรือไม่

 

ระยะเวลาการกักเก็บน้ำ (นาที)

= ปริมาตรบ่อกรอง (ลบ.เมตร) / อัตราการกรอง (ลบ.เมตร/นาที)
= 5 / 0.167

HRT

= 30 นาที
 
ค่าที่คำนวณได้เท่ากับ 30 นาที ซึ่งไม่เกินค่าต่ำสุดที่ยอมรับได้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากภายในบ่อกรองไม่ได้เป็นพื้นที่โล่งๆ เพียงอย่างเดียวแต่กลับถูกบรรจุด้วยวัสดุกรอง ตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งวัสดุ/อุปกรณ์เหล่านี้ ล้วนมีผลทำให้พื้นที่ว่างในบ่อกรองลดลง ซึ่งมีผลโดยตรงกับค่าระยะเวลาการกักเก็บน้ำ ซึ่งจะทำให้ลดลงกว่าค่าที่คำนวนได้ในตอนแรก ดังนั้นเราจึงต้องคำนวนหาระยะเวลาการกักเก็บน้ำที่แท้จริงเสียก่อน เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าในการใช้งานจริงนั้น ค่าระยะเวลาการกักเก็บน้ำ เป็นเท่าไหร่ น้อยกว่าที่กำหนดหรือไม่

โดยการคูณด้วยค่าสัมประสิทธ์ความโล่งของบ่อกรอง (โดยมากจะอยู่ในช่วง 0.6-0.8)
ระยะเวลาการกักเก็บน้ำที่แท้จริง =
0.6 x 30
(เลือก
0.6)                                  = 18 นาที

ระยะเวลาการกักเก็บน้ำที่แท้จริง ได้ 18 นาที ไม่ต่ำกว่าค่าที่กำหนดคือ 15 นาที ดังนั้นการก่อสร้างบ่อเลี้ยงขนาด 15 ลบ.เมตร ที่มีบ่อกรองขนาด 5 ลบ.เมตร และมีอัตราการกรอง 10 ลบ.เมตร/ชั่วโมงโดยใช้ปั๊ม Calpeda รุ่น GM 10 จะสามารถใช้งานได้จริงและถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเมื่อเราได้ค่าต่างๆ โดยคร่าวๆ แล้วก็จะนำมาก่อสร้างจริง โดยมีการลงรายละเอียดถึงการเลือกวัสดุกรอง ขนาดของช่องกรองต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการออกแบบที่เหมาะสมสอดคล้องกับทั้งทฤษฎีการกรอง และหลักชลศาสตร์ต่อไป โดยจะอธิบาย ใน “ สร้างบ้านให้ปลาตอนที่ 2 และตอนที่ 3 “ ติดตามตอนต่อไปกันนะครับ

 
รูปซ้ายมือ ไดโว่ที่ถูกเลือกประกอบในตัวอย่างการคำนวนครั้งนี้(Calpeda GM10)

รูปขวามือ ปั๊มน้ำที่ดี การใช้งานทนทานไม่ได้มีแค่ที่ใช้ในตัวอย่างการคำนวนเสมอไป ยังมีปั๊มน้ำคุณภาพดีในท้องตลาดให้ผู้บริโภคเลือกมากมาย

Good Koikeeping
Kevin Koilover Group