สร้างบ้านให้ปลา (ตอนที่ 2)

         
จากตอนแรก เราได้ดำเนินมาถึงที่ว่าบ้านของปลาที่ดีนั้นควรมีขนาดของทั้งบ่อกรอง,บ่อเลี้ยง,ความลึกตลอดจนจะเลือกทำเลที่ตั้งอย่างไร รวมทั้งการเลือกขนาดของไดโว่ที่เหมาะสม ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการออกแบบ ลงลึกถึงรายละเอียดว่าในบ่อเลี้ยงและบ่อกรองที่ดีนั้นควรประกอบด้วยอะไร

     บ่อเลี้ยงปลาที่ดีนั้น ควรประกอบด้วย   
1. สะดือบ่อ   2. หลังคา   3. ท่อน้ำล้นทิ้ง   4. หัวพ่นน้ำ   5. ที่ยืนหรือที่นั่งชมปลา   6. บ่อกรองที่ออกแบบอย่างถูกหลักวิชาการ โดยจะอธิบายรายละเอียดของแต่ละหัวข้อดังนี้


สะดือบ่อสำเร็จรูปที่นิยมใช้ในต่างประเทศ (ภาพจากหนังสือ Koi Kichi)

ทำเองก็ได้ง่ายจัง ลองลอกแบบจากต่างประเทศมาทำใช้ดูมั่ง ปรากฎว่าใช้ได้ดีครับ

  1.สะดือบ่อ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของบ่อเลี้ยง สะดือบ่อจะทำหน้าที่ส่งผ่านน้ำในบ่อเลี้ยงพร้อมกับสิ่งสกปรก ตะกอนทั้งหลาย (เช่น ขี้ปลา เศษอาหาร หรือกระทั่ง ใบไม้) ไปสู่บ่อกรองเพื่อทำการบำบัด ก่อนที่ถูกจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง รูปแบบของสะดือบ่อที่นิยมใช้กันในบ้านเรา มักจะเป็นแบบที่เป็นหลุมลงไป หล่อเองกับที่ผสานเป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้างหลักของคอนกรีตพื้นบ่อเลี้ยง แล้วจะมีท่อ PVC นำตะกอนที่หล่นลงไปในหลุมนั้น ไปยังช่องแรกของบ่อกรอง โดยการพัดพาของน้ำ ขนาดของท่อ PVC ที่จะใช้ในการนำตะกอนไปนั้น ต้องมีการเลือกให้พอเหมาะ เนื่องจากหากเราเลือกท่อที่มีขนาดเล็กเกินไป น้ำจะไหลไปสู่บ่อกรองไม่ทัน ทำให้การกรองมีปัญหาได้ ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากเลือกท่อที่มีขนาดใหญ่เกินไป ความเร็วของน้ำที่เคลื่อนที่ไปยังบ่อกรองจะน้อยเกินไป ทำให้น้ำไม่มีความแรงพอที่จะพัดพาตะกอนไปยังบ่อกรองได้ ดังนั้น การเลือกขนาดท่อที่ "เหมาะสม" จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม สะดือบ่ออีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้มากในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศทางแถบยุโรปและอเมริกา คือ "สะดือบ่อสำเร็จรูป" เพราะใช้ง่ายและสะดวกกว่าสะดือแบบหล่อเองกับที่ อีกทั้งยังตัดปัญหาเรื่องการรั่วซึมไปได้ในตัวอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามจากราคาค่าตัวที่ค่อนข้างสูงของสะดือบ่อแบบดังกล่าว ทำให้วงการแฟนซีคาร์พในบ้านเราจึงยังไม่มีผู้ใดนำเข้าในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง การวางตำแหน่งสะดือบ่อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ควรเลือกตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางการหมุนวนของน้ำในบ่อเลี้ยง ตะกอนจึงจะถูกกวาดสู่สะดือบ่อได้ดีที่สุด สะดือบ่ออาจมีมากกว่าหนึ่งหรือสองก็ได้ถ้าจำเป็นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปทรงของบ่อเป็นสำคัญ สะดือบ่ออีกรูปแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับกรณีบ่อเลี้ยงที่ มีความลึกตั้งแต่ 2 สองเมตรขึ้นไป นั่นคือสะดือข้างบ่อจะถูกติดตั้งไว้ที่ผนังบ่อเลี้ยง   ที่ระดับกึ่งกลางความลึกของบ่อเลี้ยง เพื่อส่งผ่านตะกอนที่อยู่ในภาวะกึ่งจมกึ่งลอยไปสู่ช่องแรกของการบำบัดเช่นเดียวกับสะดือที่พื้นบ่อเลี้ยง.




 สะดือบ่อไม่จำเป็นต้องมีสะดือเดียวเสมอไป แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าต้องนำน้ำพร้อมของเสียไปสู่บ่อกรองได้ดีไม่มีจุดบอด (ภาพจากหนังสือ
Koi Kichi)



Diagram แสดงตำแหน่งและการไหลของน้ำจากสะดือทั้งสองแบบไปสู่บ่อกรอง ( ภาพจากหนังสือ Tetra Encycopedia of Koi )



2.หลังคา เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าจำเป็น เนื่องจากว่านอกจากจะใช้ป้องกันน้ำฝนแล้ว ยังใช้ป้องกันแสงแดดที่แรงเกินไป สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงเป็นสีเขียว เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของตะไคร่น้ำ.

3.ท่อน้ำล้นทิ้ง นอกจากจะใช้ป้องกันน้ำท่วมบ่อเลี้ยงเนื่องจากน้ำฝน (ในกรณีที่ไม่มีหลังคา) หรือกรณีที่เติมน้ำลงในบ่อเลี้ยงแล้วลืมปิด ท่อน้ำล้นทิ้งที่ต่อไปยังท่อระบายน้ำยังใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการขจัดเมือกปลาและสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอีกด้วย ซึ่งสิ่งสกปรกเหล่านี้จะถูกขจัดโดยการไหลล้นทิ้งสู่ท่อระบายน้ำโดยการเปิดน้ำใหม่ลงไปแทนที่ทำให้น้ำไหลล้นออกไป (Skimming) ระยะเวลาการเปิดน้ำใหม่ลงไปไล่น้ำเก่านั้นจะเปิดตลอดเวลา หรือเปิดเป็นครั้งคราวก็ได้นอกจากนี้ผลพลอยได้ที่เกิดจากการกระทำดังกล่าวจะทำให้มีการเจือจาง "ฟีโรโมน" ที่ปลาในบ่อปล่อยออกมาให้เจือจางลง ส่งผลให้ปลาในบ่อเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ในอีกรูปแบบหนึ่งของท่อน้ำล้นก็คือน้ำจะล้นจากท่อในบ่อเลี้ยงไปสู่ช่องแรกของบ่อกรอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพียงท่อน้ำล้นแต่ไม่ใช่ท่อน้ำล้นทิ้ง วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กำจัดเมือกปลาหรือสิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ตรงผิวน้ำได้ดีอีกวิธีหนึ่ง โดยไม่ต้องปล่อยน้ำให้ไหลทิ้งแบบวิธีแรก (ซึ่งผู้เลี้ยงบางท่านอาจถือเป็นการสิ้นเปลือง) แต่วิธีการของแบบที่สองนี้จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ไม่สามารถเจือจางฟีโรโมนของปลาที่ละลายอยู่ในน้ำให้ลดลงได้ การเลือกตำแหน่งของท่อน้ำล้น หรือท่อน้ำล้นทิ้งก็ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ตำแหน่งท่อน้ำทิ้งที่ถูกต้องจะทำให้กำจัดสิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ได้ดี ควรเลือกตำแหน่งที่น้ำไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด ซึ่งตำแหน่งที่เหมาะสมของท่อน้ำทิ้งในแต่ละบ่อย่อมแตกต่างกันไป แล้วแต่กรณีของรูปร่างของบ่อเลี้ยงตลอดจนตำแหน่งของหัวพ่นน้ำ.

  
รูปขวามือ   ท่อน้ำล้นทิ้งแบบนี้อาจดูเกะกะไม่เรียบร้อย แต่ทำงานตามจุดประสงค์หลักคือกำจัดตะกอนลอยได้ดี


 

ช่องสำหรับน้ำล้นทิ้งแบบนี้ ดูเรียบร้อยกว่าแต่ทำงานได้ไม่ดีเท่าแบบแรก



4.หัวพ่นน้ำ ใช้พ่นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วคืนสู่บ่อเลี้ยง หัวพ่นน้ำที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2544) โดยเฉพาะในฟาร์มปลาทั้งในประเทศญี่ปุ่นและบ้านเรา ก็คือหัวพ่นน้ำแบบพ่นเหนือน้ำโดยปล่อยออกไปตรงๆ ไม่มีการบีบหรือลดขนาดท่อลงแต่อย่างใด ว่ากันว่าหัวพ่นน้ำแบบนี้สามารถลดอุณหภูมิน้ำในบ่อเลี้ยงลงได้ 1-2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังไม่ทำให้ครีบอกของปลาเล็กเกิดการลู่อีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นอัตราการพ่นน้ำคืนสู่บ่อเลี้ยงจะต้องแรงและมากพอที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำในบ่อเลี้ยงด้วย

 

รูปขวาบน ภาพแสดงรายละเอียดพร้อมหลักการทำงานของหัวพ่นน้ำแบบ Venturi  (ภาพจากหนังสือ Tetra Encycopedia of Koi)

รูปซ้ายมือ หัวพ่นน้ำแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน (พ.ศ. 2544)

ส่วนหัวเติมอากาศแบบเดิมที่นิยมใช้กันในอดีต (หัว Jet พ่นน้ำแบบ Venturi) ดูเหมือนจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี (หากคิดจะเลี้ยงปลาให้ได้ปลาสวยเป็นประเด็นหลัก) เพราะนอกจากจะถูกกล่าวหาว่า  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ครีบอกของปลาขนาดเล็กที่เลี้ยงไว้เกิดการลู่แล้ว ยังอาจจะมีปลาบางตัวที่ว่ายน้ำไปชนเข้าทำให้เกิดบาดแผลทำให้เสียความสวยงามไปได้ ส่วนข้อดีของหัวพ่นน้ำแบบ Venturi นั้น ก็ยังมีอยู่บ้างในด้านความสวยงาม แลดูเรียบร้อยกว่า นอกจากนี้หัวพ่นน้ำที่อยู่ใต้น้ำยังทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำในบ่อเลี้ยงที่ดีกว่า ส่งผลให้มีการกวาดตะกอนลงสู่สะดือบ่อที่ดีกว่าอีกด้วย หัวพ่นน้ำอีกอย่างหนึ่งที่บางครั้งจะพบได้ คือหัวพ่นน้ำที่อยู่ใต้น้ำทำหน้าที่พ่นน้ำอย่างเดียว ข้อดีของหัวพ่นน้ำแบบนี้ก็คือความเงียบและไม่ทำให้ผิวน้ำกระเพื่อม ทำให้มองเห็นปลาได้ชัดเจน หัวพ่นน้ำแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้เป็นหัวพ่นน้ำเสริมติดตั้งตามจุดอับของบ่อที่มีรูปทรงไม่เอื้อต่อการใช้หัวพ่นน้ำหลักเพียงหัวเดียว อย่างไรก็ตามหัวพ่นแบบนี้มีข้อเสียอยู่บ้างคือไม่ให้ประโยชน์ในด้านการเติมอากาศแก่บ่อเลี้ยง และไม่สามารถช่วยลดอุณหภูมิของน้ำในบ่อเลี้ยงลงแต่อย่างใด หากผู้เลี้ยงท่านใดต้องการใช้หัวพ่นน้ำแบบนี้เป็นหัวพ่นน้ำหลักในบ่อเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ด้านความสะดวกในการชมปลาแล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเติมอากาศในบ่อไดโว่ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำก่อนที่จะจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยง.

5.ที่ยืนหรือที่นั่งชมปลา เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนถือว่าสำคัญมาก เพราะจะทำให้ผู้เลี้ยงมีโอกาสสังเกตุปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ได้โดยละเอียด ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วใน "สร้างบ้านให้ปลาตอนที่ 1"

6.บ่อกรองที่ออกแบบอย่างถูกหลักวิชาการ โดยส่วนตัวผู้เขียนถือว่าในส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของบ่อเลี้ยงที่ดีเลยก็ว่าได้ ซึ่งไม่เพียงแต่มีขนาดที่ถูกต้อง (สามารถคำนวนหาขนาดบ่อกรองที่ถูกต้องได้จากสร้างบ้านให้ปลา ตอนที่ 1) แต่ยังต้องมีองค์ประกอบภายในที่ถูกต้องอีกด้วย จริงๆ แล้วระบบการบำบัดทางชีวภาพที่มีอยู่และใช้ได้ดีไม่ได้มีอยู่เพียงระบบกรองแบบไหลขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีระบบกรองชีวภาพระบบอื่นๆ อีก เช่น การกรองชีวภาพแบบแนวราบ (Horizontal Biological Filtration) ซึ่งเหมาะสมกับบ่อเลี้ยงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และระบบการกรองแบบน้ำวน (Vortex) ซึ่งระบบหลังนี้ถือได้ว่าทรงประสิทธิภาพที่สุด เป็นที่นิยมมากในประเทศทางแถบยุโรป (ที่เศรษฐกิจดี) ถึงกับมีการทำชุดกรองระบบนี้ ออกมาจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูปอยู่ให้เลือกมากมาย  

ระบบบำบัดสำเร็จรูปอีกแบบหนึ่งที่โฆษณาขายในประเทศอังกฤษ


สำหรับในบ้านเราระบบที่ถือว่ายอดนิยมที่สุดถูก ใช้ในบ่อเลี้ยงปลาแทบทุกบ่อในบ้านเรา คือระบบการกรองชีวภาพแบบไหลขึ้น (Upflow Biological Filtration) ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

ระบบ Vertexระบบกรองสำเร็จรูปอีกแบบหนึ่งที่มีขายในต่างประเทศ ว่ากันว่าทรงประสิทธิภาพที่สุด

 

อีกรูปแบบหนึ่งของระบบกรองสำเร็จรูป แบบนี้ดูจะประหยัดพื้นที่ได้ดี


ระบบกรองชีวภาพชนิดใช้อากาศแบบไหลขึ้น ระบบยอดนิยมในบ้านเรา ในภาพจะแสดงให้เห็นส่วนของการบำบัดทางกายภาพด้วย
(ภาพจากหนังสือ
Tetra Encycopedia of Koi)

  สร้างบ้านให้ปลา (ตอนที่ 2 ต่อ)