สร้างบ้านให้ปลา (ตอนที่ 2 ...ต่อ)![]() ภาพแสดงการเติมอากาศในชั้นกรองชีวภาพเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบคทีเรียในชั้นกรองชุดกรองในภาพใช้ปะการังเบอร์ 3 เป็นตัวกลาง (Media) |
องค์ประกอบภายในที่สำคัญของระบบการกรองชีวภาพแบบไหลขึ้นนี้มีดังนี้ 1.ส่วนของการบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) ส่วนนี้จะเป็นการดักเอาตะกอนชิ้นใหญ่ๆ ไว้ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบกรองชีวภาพ ทั้งนี้เพื่อลดภาระให้แก่ระบบกรองทางชีวภาพ ส่วนของการบำบัดทางกายภาพนี้ไม่ว่าจะใช้เป็นแบบใดก็ตาม ควรจะออกแบบให้ง่ายต่อการทำความสะอาด สามารถนำเศษตะกอน หรือวัสดุต่างๆ ที่ติดอยู่ในส่วนนี้ออกได้ง่ายๆ กระทำได้บ่อยๆ การบำบัดทางกายภาพที่แนะนำให้เลือกใช้ก็คือ การแขวนพู่ไนล่อนชิดๆ กันสัก 2-3 แถวขวางการไหลของน้ำที่มาจากสะดือบ่อก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่ระบบกรองชีวภาพ โดยพู่ไนล่อนเหล่านี้ควรถูกนำขึ้นมาฉีดน้ำทำความสะอาดเอาเศษสิ่งที่ติดอยู่ทุกๆ เดือนหรืออาจจะมากน้อยกว่านี้ ตามสภาพใช้งานของแต่ละบ่อไป2.ส่วนของการบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) ส่วนจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการย่อยสลายสารอินทรีย์อันเกิดจากการกินและเจริญเติบโตของปลาที่เลี้ยงไว้ โดยปฎิกริยาสำคัญที่เกิดขึ้นในส่วนการบำบัดนี้มี 2 ปฎิกริยาด้วยกันคือ ปฎิกริยาคาร์บอนออกซิเดชั่น (Carbon Oxidation) โดยปฎิกริยานี้จะเป็นการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่อยู่ในรูปของสารประกอบคาร์บอนเป็นปฎิกริยาการย่อยสลายที่มีผลต่อการลดค่าบีโอดี (BOD) ในบ่อเลี้ยงปฎิกริยาไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) ปฎิกริยานี้จะเป็นการย่อยสลายสารประกอบไนโตรเจน โดยเริ่มตั้งแต่ แอมโมเนียไปเป็นไนไตรท์ และจากไนไตรท์ไปเป็นไนเตรท ได้ไนเตรทเป็นสารประกอบสุดท้ายของปฎิกริยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่พืช (ซึ่งในกรณีนี้เป็นตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยง) สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ |
![]() รูปซ้าย การเติมอากาศในช่องว่างก่อนที่น้ำจะไหลลอดปะการังก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นิยมกระทำกัน รูปขวา หัวเติมอากาศควรติดตั้งอย่างแข็งแรงป้องกันอากาศรั่ว ในภาพจะเห็นว่ามีการใช้ซิลิโคนเพื่อป้องกันรอยรั่วด้วย |
![]()
|
![]() ปั๊มอากาศแบบ Diapham ที่นิยมใช้กันทั้งในบ่อกรองและบ่อเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากความทนทานและกำลังการส่งอากาศที่เหลือเฟือ
|
![]() นี่ก็เป็น Diapham Pump อีกยี่ห้อหนึ่งใช้งานได้ดีเช่นกัน |
![]() Bioball ก็เป็นวัสดุอีกชนิดหนึ่งแต่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในบ่อกรองของปลาคาร์พทั้งนี้เนื่องจาก พื้นที่ผิวจำเพาะที่ต่ำกว่าปะการัง อีกทั้งผิวยังลื่นซึ่งทำให้แบคทีเรียจากฟอร์มตัวเป็น Biofilm ได้ไม่ดี เท่าบนผิวของปะการัง นอกจากนี้การที่ความหนาแน่นต่ำ จึงทำให้ถูกพัดพาไปได้ง่ายไม่อยู่กับที่
Filter Mat สีเขียวของญี่ปุ่น วัสดุกรองที่หากไม่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณ และการรับน้ำฝนของบ่อเลี้ยงแล้ว ผู้เขียนเองชอบและอยากแนะนำให้ใช้เป็นที่สุด |
การออกแบบส่วนสำคัญส่วนนี้ของบ่อกรองจะต้องออกแบบโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทางวิชาการอยู่บ้างดังนี้ - ต้องออกแบบให้เอื้อต่อการที่จะมีวัสดุกรอง (Media) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการที่มีวัสดุกรองเป็นจำนวนมากย่อมหมายถึงที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย- การเลือกวัสดุกรอง ต้องพยายามเลือกวัสดุกรองที่มีพื้นที่ผิวจำเพาะ (Specific Surface Area) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะนั่นหมายถึงพื้นผิวสัมผัสของน้ำที่จะไหลผ่านวัสดุกรอง ตลอดจนพื้นที่เหล่านี้นี่เองที่ตัวแบคทีเรียใช้เป็นที่อยู่อาศัย วัสดุกรองที่ดีนอกจากจะมีพื้นที่ผิวมากกว่าวัสดุกรองอื่นในปริมาตรที่เท่ากันแล้ว พื้นผิวของวัสดุกรองเองก็ควรจะไม่เรียบหรือลื่นจนเกินไป เพราะจะไม่เอื้อประโยชน์ต่อการจับตัวเป็นเมือกชีวภาพ (Biofilm) ของเหล่าแบคทีเรียในชั้นกรอง- เลือกวัสดุกรองที่เหมาะสมกับสภาพของบ่อเลี้ยงแต่ละบ่อ เนื่องจากวัสดุกรองแบบหนึ่ง หรือกระทั่งระบบกรองแบบหนึ่งอาจจะเหมาะสมกับบ่อเลี้ยงบ่อหนึ่ง โดยไม่เหมาะสมกับบ่อเลี้ยงอีกบ่อเลยก็เป็นได้ เช่นบ่อเลี้ยงที่รับน้ำฝนจำเป็นจะต้องมีชั้นกรองที่วัสดุกรอง เป็นปะการังหรือเปลือกหอยอย่างน้อยหนึ่งชั้นกรอง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมค่าพีเอชในบ่อเลี้ยงให้คงที่ (pH Buffer) หรือควบคุมไม่ให้ค่าพีเอชต่ำลงจนเกินไปเนื่องจากการรับน้ำฝนเป็นจำนวนมาก ในขณะที่บ่อที่อยู่ในร่มและใช้น้ำบาดาลเป็นน้ำดิบในการเลี้ยงนั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ชั้นกรองปะการังเลย อย่างไรก็ตามหากคำนึงถึงเหตุผลทางด้านราคาประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ว่า ปะการัง ก็ยังคงเป็นวัสดุกรองที่ยอดนิยมที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวัสดุกรองที่ดีที่สุด และไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป หากเราตัดปัจจัยเรื่องราคาออกไปด้วยแล้วจะพบว่ายังมีตัวเลือกอื่นให้เลือกอีกมาก- หากเป็นไปได้ ควรออกแบบให้มีชุดกรองชีวภาพในบ่อกรองมากกว่า 1 ชุดกรอง เพราะนอกจากชุดกรองชุดที่สองจะทำหน้ากักเก็บเมือกชีวภาพส่วนเกิน (Excess Biomass) ที่หลุดออกจากชุดกรองชุดแรกแล้ว ยังช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เหลือจากการย่อยสลายในชุดการกรองชุดแรกได้อีกด้วย ซึ่งทั้งสองเหตุผลนี้ส่งผลต่อคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงไปในทางบวกทั้งสิ้น นอกจากนี้การที่มี 2 ชุดกรองชีวภาพยังจะทำให้สามารถปรับปรุงยกระดับ (Up-Grade) ชุดกรองชุดแรกให้เป็นชุดกรองแบบเติมอากาศผ่านวัสดุกรองได้อีกด้วย (ดูรายละเอียดจาก "ทีเด็ดคนรักปลา" หัวข้อ "คิดบ่อใหม่ ทำบ่อใหม่ คนรักปลา" ประกอบเพิ่มความเข้าใจ)- เนื่องจากการระบายเมือกชีวภาพส่วนเกินออกจากชั้นกรอง (เรียกง่ายๆ ว่า การล้างบ่อกรอง) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พึงกระทำ แล้วก็เป็นที่รู้กันดีว่า งานนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการอยู่พอสมควร (บางฟาร์มถึงกับมีบริการล้างบ่อกรองเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความหนักหนาของงานนี้ได้เป็นอย่างดี) การออกแบบบ่อกรองให้มีท่อชักน้ำทิ้งสำหรับชุดกรองแต่ละชุด หรือออกแบบให้บ่อกรองมีความง่ายต่อการระบายตะกอนทิ้งนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเพื่อที่จะสามารกระทำได้เองตามระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างแท้จริงจากข้อแนะนำที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า การออกแบบบ่อกรองให้ได้บ่อกรองที่ดีนั้น ถือได้ว่าเป็นการรวมเอาทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้ในงานเดียวกัน การตระเวณเยี่ยมชมบ่อปลาและบ่อกรองของผู้อื่นจึงถือเป็นวิธีรวบรวมข้อมูลที่ดี โดยจะทำให้ได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของแต่ละบ่อ เพื่อนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับบ่อกรองของตนเอง ดังนั้นใครก็ตามหากคิดจะออกแบบ / สร้างบ่อกรองด้วยตนเองแล้วละก็ ..ขอแนะนำว่าขั้นตอนสำคัญนี้มองข้ามไปไม่ได้เลย "The more you know,the more you don't know" ครับ |
![]()
รูปซ้าย ใยละเอียดแบบนี้นอกจากจะอุดตันง่ายแล้วยังไม่มีความคงทน
จึงเหมาะกับงานกรองเบาๆ ในตู้ปลาหรือบ่อกรองแบบชั่วคราวเท่านั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ในบ่อแบบถาวร
|
![]()
|
| 3.ส่วนของการบำบัดทางเคมี (Chemical Treatment)
หลังจากที่น้ำได้รับการบำบัดทางชีวภาพแล้ว ควรจะได้รับการบำบัดทางเคมีเพื่อปรับแต่งคุณภาพน้ำเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้หากผู้เลี้ยงที่ไม่คิดจริงอะไรกับการเลี้ยงปลาไปจนถึงระดับ
Hi-End แล้ว ก็อาจตัดขั้นตอนการบำบัดทางเคมีนี้ออกไปได้
วัสดุที่ใช้นิยมใช้ในการช่วยปรุงแต่งคุณสมบัติทางเคมีของน้ำ ก็คือ ซีโอไลท์ (Zeolite), ถ่านกัมมันต์
(Activated Carbon), ดินสกัดที่ประกอบด้วยแร่ Bentonite
หรือก้อนแร่ที่จำหน่ายกันตามฟาร์มปลาในประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกกันว่า "Refresh"
โดย Zeolite นั้น ทำหน้าที่ดูดซับทั้งแอมโมเนียและไนไตรท์ (ส่วนที่เหลือรอดจากการบำบัดทางชีวภาพขั้นตอนสุดท้าย)
เอาไว้ในตัวของมันก่อนที่สารพิษ (ต่อปลา) ทั้งสองตัวนี้จะถูกส่งคืนสู่บ่อเลี้ยง อย่างไรก็ตามยังมีบางตำรากล่าวไปอีกแนวความคิดหนึ่งเกี่ยวกับประโยชน์ของ
Zeolite ก็คือ Zeolite จะเป็นตัวปรับสภาพอิออนของน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วที่เต็มไปด้วยประจุบวก ไปเป็นน้ำที่เต็มไปด้วยประจุลบซึ่งถือเป็นการบำบัดน้ำในระดับ
Ion Exchange แต่ไม่ว่า Zeolite จะทำหน้าที่ที่แท้จริงอย่างไรก็ตาม
ล้วนส่งผลในทางบวกต่อคุณภาพน้ำในบ่อทั้งสิ้น คุณสมบัติอีกอย่างที่ถือเป็นข้อดีในข้อเสียของ Zeolite ก็คือเมื่อใช้ไปสักพัก (ประมาณ 3-6 เดือน)
Zeolite ก็จะหมดสภาพการทำงาน โชคดีที่เราสามารถทำการ re-generate
ได้โดยการนำ Zeolite ที่หมดสภาพการทำงานแล้วนั้น ขึ้นจากบ่อกรองแล้วนำมาแช่ด้วยน้ำเกลือเข้มข้นสัก 24 ชั่วโมง Zeolite จะคายแอมโมเนีย,
ไนไตรท์ ตลอดจนประจุบวกที่ดูดเก็บไว้ออกมาจนหมด หลังจากนั้นเราก็จะได้ Zeolite ที่พร้อมใช้งานไปอีก 3-6 เดือนโดยไม่ต้องซื้อใหม่
และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมจึงไม่ควรใส่เกลือลงในบ่อเลี้ยง/บ่อกรอง ที่มี Zeolite อยู่ในชั้นกรอง สำหรับถ่านกัมมันต์
(Granular Activated Carbon) นั้น ถึงแม้จะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในการกำจัด สีและกลิ่น
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่นคาวปลา) โดยขบวนการดูดติดผิว (Carbon Adsorbtion)
แต่ถ่านกัมมันต์ที่เสื่อมสภาพแล้ว จะไม่สามารถนำมาทำการ re-generate
ได้ ต้องซื้อมาเปลี่ยนใหม่เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองอยู่ไม่น้อย โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้วจึงไม่นิยมชมชอบ
GAC เท่าใดนัก
|
![]()
Zeolite วัสดุกรองยอดนิยมที่นำมาให้ปรุงแต่งคุณภาพน้ำทางเคมี
หากจะใช้งาน
|
![]() Granular Activated Carbon วัสดุกรองทางเคมีที่ดีมีประสิทธิภาพแต่ติดปัญหาที่ไม่สามารถทำ re-generate ได้จึงดูจะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหากจะใช้
Refresh สำหรับปรับแต่งคุณภาพน้ำทางเคมี ที่มีขายในประเทศญี่ปุ่น |
| 4.ส่วนของการบำบัดโดยใช้พืช (Plant Filtration)
ส่วนใหญ่มักจะจัดเตรียมโดยการสร้างช่องหรือทางของน้ำที่ผ่านการบำบัดขั้นท้ายสุดแล้ว (บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้) ให้ไหลผ่านพืชน้ำ
ซึ่งนอกจากพืชน้ำจะช่วยดูดซับและใช้ไนเตรทที่ได้จากการย่อยสลายทางชีวภาพแล้ว พืชน้ำบางอย่าง เช่น ผักบุ้ง, ผักตบชวา
ยังสามารถดูดซึมอิออนของโลหะหนักบางตัว โดยจะเก็บไว้ที่รากของมันอีกด้วย หลังจากน้ำไหลผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะปล่อยไหลคืนสู่บ่อเลี้ยงต่อไป
อย่างไรก็ตามขั้นตอนนี้ก็สามารถตัดทิ้งได้ หากผู้เลี้ยงไม่คิดจะจริงจังอะไรมากนักกับการเลี้ยงปลา น้ำที่ผ่านขั้นตอนการบำบัดทางหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น
จะถูกจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยงด้วยอัตราการกรองที่คำนวนไว้ตั้งแต่แรกจาก "สร้างบ้านให้ปลา ตอนที่ 1"
เมื่ออ่านและทำความเข้าใจมาถึง "สร้างบ้านให้ปลา ตอนที่ 2"
Koilover ทั้งหลายก็คงจะพอเข้าใจและสามารถออกแบบบ่อกรอง ,บ่อเลี้ยงที่ดีได้ตามต้องการด้วยตนเองแล้ว
แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรละเลยนั่นก็คือ จะออกแบบโครงสร้างบ่ออย่างไรให้ได้โครงสร้างที่แข็งแรง สามารถใช้งานได้ในระยะยาวซึ่งจะนำเสนอต่อไปใน
"สร้างบ้านให้ปลา ตอนที่ 3" ติดตามต่อไปนะครับ
Good Koikeeping
|
![]() ฝาบิดบ่อกรอง ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในภาพจะเห็นว่ามีการนำตระแกรงพลาสติกละเอียดมาวางบนฝาบ่ออีกชั้นหนึ่งด้วย เพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ชิ้นเล็กๆ ที่อาจตกลงไป |
![]() |