สร้างบ้านให้ปลา ตอนที่ 3 (สร้างอย่างไรให้แข็งแรง?)

    หลังจากที่เราได้รายละเอียด,สถานที่ตั้งและรูปร่างของบ้านแสนสุข (ของปลา) แล้ว ก็มาถึงคราวที่ว่าจะสร้างอย่างไรให้บ้านแสนสุขของปลาหลังนี้ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่แตกร้าว ทรุดตัว หรือรั่วซึม เมื่อใช้งานไปเป็นเวลานานๆ โครงสร้างที่ดี จะเป็นหลักประกันให้คนรักปลาได้ ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างบ่อเลี้ยงปลาที่ดีนั้นมีโจทย์ที่ยากกว่างานโครงสร้างทั่วๆ ไปอยู่ตรงที่ว่าจะทำอย่างไรให้มีความแข็งแรงและกันน้ำได้ ที่สำคัญก็คือต้องกันน้ำได้ตลอดอายุการใช้งานเสียด้วย ซึ่งงานก่อสร้างอื่นๆ หากจะทำการซ่อมแซมในระหว่างการใช้งานก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด แต่สำหรับบ่อเลี้ยงปลา...แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

การตอกเสาเข็ม จำเป็นหรือไม่?
   คำถามเริ่มต้นที่ผมมักจะถูกถามทางโทรศัพท์จากผู้เข้าชมเวบ มักจะเป็นคำถามที่ว่าบ่อนั้นๆ มีความจำเป็นต้องตอกเสาเข็มหรือเปล่า? จริงๆ แล้วคำตอบที่ผมนึกไว้ก็คือ "ผมไม่รู้ครับ" เพราะสภาพชั้นดินในแต่ละสภานที่ที่ทำการก่อสร้างนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ ทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นดิน
(Soil Bearing Capacity) แตกต่างกันออกไป เรื่องอย่างนี้ถ้าจะให้อธิบายโดยละเอียดแล้วก็คงต้องเล่ากันตั้งแต่ โลกเริ่มเย็นตัวเลยทีเดียว แต่ผมมีวิธีที่จะทำให้ผู้ที่จะต้องการสร้างบ่อเลี้ยงปลาในแต่ละสถานที่สามารถ "คิดได้เอง" ว่าจำเป็นต้องตอกเสาเข็มหรือไม่ แล้วถ้าจำเป็นต้องตอกจะตอกอย่างไร เข็มที่ใช้มีขนาดไหนถึงจะพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป
   เริ่มต้นต้องถามผู้ที่ต้องการสร้างบ่อปลาก่อนว่า ต้องการสร้างบ่อเลี้ยงที่มีความลึกเท่าไหร่? เช่นถ้าคำตอบคือ 2 เมตร จากการคำนวนง่ายๆ ก็จะทราบว่าน้ำหนักเฉพาะของน้ำที่กดลงบนพื้นบ่อเลี้ยงจะเป็น 2 ตัน/ตารางเมตร (น้ำ 1000 ลิตรหนัก 1000 กิโลกรัมหรือ 1 ตัน) จากนั้นก็ลองบวกน้ำหนักโดยคร่าวๆ ของโครงสร้างอื่นๆ ที่จะมีในบ่อเลี้ยง เช่น คอนกรีต 1 ลบ.เมตร หนัก 2400 กิโลกรัม ผนังก่ออิฐเต็มแผ่นฉาบเรียบสองด้านมีน้ำหนัก 360 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีการวางหินพรางขอบบ่อเพื่อความสวยงามหรือไม่ มากน้อยเพียงใด เมื่อรวมๆ เข้าโดยคร่าวแล้ว ประมาณว่าน้ำหนักไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอีกไปกว่า 2 ตัน/ตารางเมตร เมื่อนำมารวมกับน้ำหนักของน้ำที่กระทำแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 4 ตัน/ตารางเมตร กรณีนี้น่าจะเป็นการคิดในเชิงที่ปลอดภัยต่อระบบโครงสร้างที่สุดแล้ว
"Better be safe than sorry" นะครับ




เสาเข็มหกเหลี่ยมกลวง เสาเข็มยอดนิยมสำหรับบ่อปลาในภาคกลาง
 
     มาถึงตรงนี้แล้วให้ลองสังเกตุดูว่า บ้านชั้นเดียวแถวๆ นั้นฐานรากที่เล็กที่สุดของบ้าน มีการตอกเสาเข็มหรือไม่ ถ้ามีเป็นขนาดเท่าไหร่ และกี่ต้นต่อตารางเมตร แล้วนั่นแหละ...คือคำตอบที่คุณต้องการ ความคิดแบบนี้มักจะได้โครงสร้างที่ปลอดภัยกว่าความเป็นจริงอยู่พอสมควร ดังนั้นเราอาจพิจารณาลดขนาด หรือจำนวนเสาเข็มลงได้บ้าง (ลดลงประมาณ 1/3 ของที่สังเกตุได้) แล้วแต่กรณีไปครับ ยิ่งหากบ่อที่จะสร้างมีความลึกไม่ถึง 2 เมตร เช่นอาจจะแค่ 1.2 เมตร (แต่อย่าให้ตื้นไปกว่านี้เลยนะครับ ขอร้อง) บางทีเราอาจจะลดเสาเข็มลงได้เป็นครึ่งก็ได้ แต่หากบ่อของคุณต้องการความลึกที่มากกว่า 2 เมตร เช่นอาจจะเป็น 2.5 หรือ 3 เมตร กรณีนี้ให้ใช้ขนาดของเสาเข็มที่สังเกตได้ไปเลยจะดีกว่าครับ


ภาพซ้าย หากจะตอกเข็มไม้เพียงความยาวเท่านี้ ก็อย่าทำเลยดีกว่าเพราะว่าไม่มีประโยชน์อันใดเลย
 
ผนังบ่อควรจะเป็นแบบก่อหรือเท?
   อีกประเด็นหนึ่งที่ถามกันเข้ามามากพอสมควร ว่าจะใช้ผนังแบบไหนดี ผนังก่อและผนังเทต่างมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้

ข้อดีของผนังแบบก่อมีดังนี้
  1. ราคาถูกกว่าผนังแบบเท
  2. การก่อสร้างกระทำได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบ่อรูปทรงฟรีฟอร์มก่ออิฐจะสามารถกระทำให้เข้ารูปทรงได้ง่ายกว่า การเข้าแบบเพื่อเทคอนกรีต
  3. ไม่จำเป็นต้องก่ออิฐให้เสร็จจนจบงานภายในวันเดียวก็ได้
  4. การฝากท่อต่างๆเช่นท่อน้ำล้น หรือกระทั่งสะดือข้างบ่อ จะกระทำได้ง่ายกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องแบบจะรั่วหรือจะต้องเจาะไม้แบบ
  5. งานก่อสร้างสามารถกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เจ้าของงานสามารถแก้ไขแบบได้ในขณะก่อสร้างด้วย
  6. เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รับเหมารายเล็กๆ ที่มีกำลังคนและกำลังทรัพย์น้อย


เครื่องจี้คอนกรีต เครื่องมือสำคัญที่มักถูกมองข้าม
 
ส่วนข้อเสียของผนังแบบก่อมีดังนี้
  1. หากงานก่อกระทำโดยช่างที่ขาดความชำนาญไม่ถูกต้องตามลักษณะและวิธีการก่ออิฐเพื่อกันน้ำ บ่อที่ได้จะมีโอกาสที่รั่วซึมได้
  2. หากเลือกใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้องในการก่อเช่นใช้อิฐมอญชนิดกลวงหรือใช้อิฐบล๊อคแล้ว มีโอกาสจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้
  3. บ่อเลี้ยงที่ได้จะซึมน้ำหรือไม่ ต้องฝากฝีมือไว้กับงานฉาบปูนเป็นสำคัญ
  4. ผนังบ่อมีโอกาสที่จะแตกร้าวจากการทรุดตัวไม่เท่ากันของพื้นบ่อ เนื่องจากการทรุดตัวในระยะยาวของชั้นดิน (Consolidation) อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยการตอกเสาเข็ม
  5. จำเป็นต้องมีโครงสร้างรับแรงดึงทั้งในแนวตั้งและแนวนอนของผนังบ่อ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของคานรัดบน-ล่างและเสาคอนกรีตตามตำแหน่งที่สำคัญ

ภาพซ้าย อิฐมอญชนิดตัน วัสดุที่เหมาะสำหรับใช้ในบ่อแบบก่อ
 
 
ผนังของบ่อเลี้ยงและบ่อกรองชุดนี้ เป็นการรวมเอาทั้งผนังแบบก่ออิฐและแบบเทเข้าไว้ด้วยกัน
 
ข้อดีของผนังแบบเทมีดังนี้
  1. หากทำงานเทคอนกรีตได้ดี คือต่อเนื่องและขจัดฟองอากาศหรือช่องว่างขณะเทคอนกรีตได้ทั้งหมดแล้ว ผนังบ่อจะสามารถกันการรั่วซึมได้ในตัวของมันเอง การฉาบปูนเป็นเพียงการเสริมความปลอดภัยจากการรั่วซึมหรืองานตกแต่งเพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัยของปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อเท่านั้น
  2. จากเหตุผลในข้อแรก จะพบว่าบ่อที่ใช้ผนังคอนกรีตเทจะประสบปัญหาเรื่องการรั่วซึมน้อยกว่าบ่อแบบก่ออิฐ หากว่าไม่โชคร้ายเจอกับช่างที่ด้อยฝีมือเข้าจริงๆ
  3. ผนังบ่อซึ่งเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก สามารถรับแรงอัดและแรงดึงได้ด้วยตัวเองและทำได้ดีเสียด้วย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมีโครงสร้างรับแรงดึงใดๆ เพิ่มเติม
  4. สืบเนื่องจากเหตุผลข้อ3. โอกาสที่ผนังบ่อจะแตกร้าวเนื่องจากการทรุดตัวไม่เท่ากันของชั้นดินใต้พื้นบ่อเลี้ยงในระยะยาวนั้น มีน้อยกว่าผนังแบบก่อ (หากว่าการทรุดตัวในระยะยาวไม่มากจนเกินไปนัก) อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถชิงป้องกันไว้ก่อนโดยการตอกเสาเข็ม ตามขนาดและความถี่ที่แนะนำให้ "คิดได้เอง" ในตอนต้นๆ ของเรื่องนี้
  5. หากมีการจัดเตรียมแรงงานและวัสดุที่ดีแล้ว การเทผนังบ่อให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นสิ่งที่พึงกระทำเสียด้วย ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการตัดปัญหาเรื่องรอยต่อระหว่างการเทคอนกรีตแล้วยังได้ผนังบ่อที่แล้วเสร็จภายในวันเดียวให้ชื่นใจเป็นของแถมอีกด้วย
ส่วนข้อเสียของผนังแบบเทมีดังนี้
  1. การเทคอนกรีตให้ได้เนื้อคอนกรีตแน่นปราศจากช่องว่าง (อันเป็นสาเหตุของการรั่วซึม) ถือได้ว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานเทคอนกรีตลงในที่แคบๆ อย่างผนังบ่อเลี้ยง
  2. ด้วยเหตุผลข้างต้นแล้ว งานเทคอนกรีตดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องจี้คอนกรีตในขณะเทเพื่อไล่ฟองอากาศและขจัดช่องที่จะเกิดในเนื้องาน ซึ่งเครื่องจี้คอนกรีตนี้ผู้รับเหมารายเล็กๆ ทั่วไปมักจะไม่มีไว้ใช้ และมักจะปฎิเสทเจ้าของงานเมื่อได้รับการร้องของให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ (ซึ่งความจริงแล้วเค้าไม่มีเครื่องมือชิ้นนี้และที่สำคัญเค้ากำลังโกหกคุณครับ)
  3. ผนังเทจำเป็นที่จะต้องมีไม้แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น
  4. สำหรับบ่อรูปทรงฟรีฟอร์มบางแบบแล้ว การเข้าแบบเทอาจทำได้ยากยิ่ง บางทีอาจทำให้ได้รูปทรงบ่อที่ไม่ตรงตามต้องการ สรุปได้ว่าผนังแบบเทไม่เหมาะกับบ่อรูปทรงฟรีฟอร์มที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งมากๆ
  5. ควรเทผนังให้จบงานภายในวันเดียว หากไม่สามารถเทต่อเนื่องให้จบงานในวันเดียวได้แล้ว จะต้องมีการเตรียมรอยต่อระหว่างเทให้ดี
  6. จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า บ่อแบบผนังคอนกรีตเทนั้นไม่เหมาะกับผู้รับเหมารายเล็กๆ เอาเสียเลย ซึ่งผู้รับเหมาสร้างบ่อส่วนใหญ่มักเป็นผู้รับเหมารายเล็กเสียด้วย
จะเป็นได้ว่าข้อดีข้อเสียของผนังบ่อแบบก่ออิฐและแบบเทนั้น ก็มีแตกต่างกันไป ซึ่งหากจะให้สรุปอย่างฟันธงไปเลยว่าอย่างใดดีกว่ากันนั้น ผมคงตอบให้ได้อย่างน่าผิดหวังว่า "สรุปไม่ได้ครับ" แต่หากเจ้าของบ่อผู้ต้องการทำการก่อสร้างต่างหากล่ะ ที่จะเป็นผู้ทำการสรุปว่าจะเลือกใช้ผนังแบบใด โดยอาศัยข้อมูลที่ได้ให้ไว้แล้วข้างต้นในการพิจารณา อย่าลืมยึดหลักสัจธรรมที่ว่า"สิ่งใดจะดีเสมอพร้อมนั้นเป็นไม่มี" ผมได้แต่หวังว่าข้อมูลต่างๆ ที่ให้ไว้จะเป็นแนวทางแก่ผู้อ่านในการรับมือกับข้อเสียของผนังแต่ละแบบได้ เมื่อถึงคราวนั้น คุณก็จะภูมิใจได้ว่าคุณเป็นผู้เลือก เป็นผู้ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้แก่ตัวคุณเองได้ มิใช่เชื่อหรือทำทุกอย่างไปอย่างขาดความเข้าใจหรือท่องจำ



การเสริมเหล็กตะแกรงพื้นเสา ตลอดจนเอ็นรับแรงดึงในแนวตั้งของทั้งบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง ในภาพจะเห็นการวางสะดือบ่อสำเร็จรูป ตลอดจนจะเห็นว่าตะแกรงเหล็กพื้นจะถูกยึดให้ลอยอยู่เหนือพื้นคอนกรีตหยาบด้วยเหล็กตีนกา
 
หากไม่มั่นใจในงานเทรอยต่อระหว่างพื้นกับคานรัดด้านล่าง Waterstop ก็เป็นวัสดุช่วยเสริมความมั่นใจได้ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายขนาด
 
   หากว่าที่เจ้าของบ้านหลังใหม่ของปลาตัดสินใจเลือกผนังแบบเทแล้ว ขอแนะนำว่าความหนาของผนังเทไม่ควรจะน้อยกว่า 10 ซม. (เนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องเทปูนลงในแบบ) สำหรับเหล็กเสริมนั้นใช้เหล็กเส้นกลมขนาด 9 มม. ถักเป็นตะแกรงระยะห่าง 15 ซม. (ต้องใช้ลูกปูนหนุนตะแกรงเหล็กให้อยู่กลางเนื้อปูนด้วย)

   ในกรณีที่คนรักปลาตัดสินใจเลือกใช้โครงสร้างผนังแบบก่ออิฐแล้ว บางท่านอาจสงสัยและสะดุดอยู่กับความหมายของคำว่า "โครงสร้างรับแรงดึง" ที่จำเป็นต้องมีในผนังแบบก่ออิฐ ทั้งนี้เนื่องจากผนังอิฐก่อฉาบปูนเรียบเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีคานเอ็นหรือเสาเอ็นนั้นจะทำให้โครงสร้างขาดความแข็งแรง และไม่สามารถทำการถ่ายแรงที่เกิดขึ้นสู่โครงสร้างอื่นๆ ได้ ซึ่งอาจทำให้บ่อแตกได้เมื่อเติมน้ำลงไปเต็มสภาพการใช้งาน

   โครงสร้างรับแรงในแนวตั้งนั้นหมายถึง เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งต้องถูกสร้างไว้ในผนังตามตำแหน่งที่สำคัญ โดยฐานของเสาคอนกรีตจะถูกวางอยู่บนเหล็กตระแกรงพื้นบ่อและถูกทำให้เป็นเนื้อเดียวกับพื้นบ่อตั้งแต่การเทคอนกรีตพื้นบ่อ ขนาดเสาคอนกรีตสามารถระบุได้เลยคือ เสาคอนกรีตขนาด 15X15 ซม. โดยมีเหล็กยืนขนาด 12 มม (เหล็ก 4 หุน) จำนวน 4 เส้น เหล็กปลอกขนาด 6 มม. ที่ทุกระยะ 20 ซม. เสาขนาดนี้เพียงพอไปจนถึงบ่อที่มีความลึก 2 เมตรได้สบายๆ

   นอกจากโครงสร้างรับแรงในแนวตั้งตัวหลัก (ซึ่งหมายถึงเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก) ยังต้องมีเหล็กเสริมรับแรงดึงในแนวตั้งอีกด้วย โดยเหล็กเสริมนี้จะเชื่อมหรือผูกติดกับเหล็กตระแกรงพื้นบ่อ โดยเว้นระยะทุกๆ 30-40 ซม. สอดผ่านช่องว่างระหว่างอิฐก่อขึ้นไปงอขอเกาะกับโครงสร้างรับแรงดึงในแนวนอนด้านบน (คานรัดปากบ่อด้านบน) สำหรับขนาดเหล็กเสริมเพื่อรับแรงดึงในแนวตั้งที่เหมาะสมนั้นคือเหล็กเสริมขนาด 9 มม. ซึ่งมีขนาดไม่เล็กจนเกินไปนักสำหรับการรับแรงดึง และยังไม่ยากจนเกินไปนักที่จะสอดผ่านแนวก่ออิฐจากพื้นบ่อขึ้นไปสู่คานรัดบน

   สำหรับโครงสร้างรับแรงดึงในแนวนอนนั้นก็หมายถึงคานรัดขอบบ่อนั่นเอง ซึ่งที่ขนาดความลึกของบ่อไม่มากนัก (ช่วงความลึกตั้งแต่ 1.0-1.5 เมตร) นั้น ลำพังเพียงอาศัยคานรัดปากบ่อด้านบนและคานรัดฐานบ่อด้านล่างก็พอแล้ว แต่หากบ่อเลี้ยง/บ่อกรอง ที่มีความลึกมากกว่า 1.5 เมตรแล้ว การเพิ่มคานรัดที่ระดับกลางความลึกของบ่อด้วยอีกหนึ่งระดับดูจะปลอดภัยกว่าและสมควรจะทำอย่างยิ่ง สำหรับขนาดของคานรัดทั้งสามระดับนั้น (ฐานบ่อ,กลางความลึกของบ่อและปากบ่อ) ไม่ควรจะกว้างกว่าความกว้างของผนังก่ออิฐของบ่อ (ซึ่งเป็นแบบก่อสลับสองชั้น) เพราะจะทำให้งานฉาบปูนกระทำได้ยากกว่าปกติและสิ้นเปลืองเนื้อปูนโดยใช่เหตุ ความกว้างของคานทั้งสอง/สามระดับนี้ควรจะเท่ากับความกว้างของผนังอิฐก่อ (ที่ยังไม่ได้ฉาบ) เพื่อที่ว่าเมื่อเวลาฉาบปูนแล้วจะได้เนื้อปูนฉาบที่หนาเท่ากับตลอดแผงของผนัง (ประมาณความกว้างได้ว่า 15 ซม.) ส่วนในเรื่องความลึกของคานนั้น ความลึกขนาด 30 ซม. ก็น่าจะพอเพียงสำหรับการรับแรงดึงที่เกิดจากการกระทำของน้ำในบ่อได้อย่างปลอดภัย โดยขนาดเหล็กหลักที่เหมาะสมนั้นควรใช้เหล็กเส้นกลมขนาด 12 มม. จำนวน 4 เส้น รัดด้วยเหล็กปลอกขนาด 9 มม. ที่ทุกระยะ 20 ซม.

   สำหรับขนาดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของพื้นบ่อเลี้ยงนั้น เนื่องจากพื้นบ่อเลี้ยงจะต้องทำหน้าที่คล้ายฐานแผ่ (Spread Footing) ในการถ่ายทอดแรงกดที่กระทำลงสู่ชั้นดินหรือเสาเข็ม ดังนั้นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของพื้นบ่อเลี้ยงจึงไม่ควรจะมีความหนาน้อยกว่า 20 ซม. (ตัวผู้เขียนเองพอใจความหนาที่ 25 ซม.) สำหรับเหล็กเสริมนั้น ใช้เหล็กเส้นกลมขนาด 12 มม.ถักตะแกรงที่ระยะ 20 ซม. ก็จะเป็นหลักประกันความแข็งแรงในระยะยาวที่ดีของบ้านแสนสุขหลังนี้


หลังเทคานรัดด้านล่างแล้ว จะเห็นเอ็นรับแรงในแนวตั้งที่ต่อเนื่องกับเหล็กตะแกรงพื้นโผล่ขึ้นที่หลังคานพร้อมที่จะรับงานก่ออิฐผนัง
 
เอ็นในแนวตั้งสอดผ่านแนวอิฐก่อขึ้นสู่คานรัดด้านบน ในอีกภาพจะเห็นเสาด้วย นอกจากนี้จะเห็นว่าการก่ออิฐจะใช้เนื้อปูนก่ออัดเต็มช่องว่างระหว่างอิฐก่อเพื่องานกันซึมอีกระดับหนึ่งนอกเหนือจากงานฉาบขัดมัน
 


ขณะก่ออิฐผนัง
การป้องกันการรั่วซึมที่พื้นบ่อเลี้ยง

อีกเรื่องหนึ่งของ คนรักปลาที่ก่อสร้างบ่อด้วยตัวเองหรือให้ช่างทั่วๆ ไปทำการก่อสร้างบ่อให้ มักจะ "พลาด" และ "ตกม้าตาย" บ่อยๆ นั้นก็คือ เกิดการรั่วซึมที่พื้นบ่อ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นแล้วเจ้าของบ่อบางท่านก็อาจจะ/เคยโทษและโยนความผิดไปให้กับช่างที่ทำการก่อสร้างว่า "ประหยัดปูนจนเกินเหตุ" ซึ่งแท้จริงแล้วการประหยัดปูนจนเกินไปนั้น เป็นเพียงสาเหตุย่อยๆ ที่เพียง "อาจ" ทำให้เกิดการรั่วซึมได้เท่านั้นเอง เชื่อหรือไม่ ถึงแม้ว่าคุณจะใช้ปูนมากกว่าส่วนผสมที่กำหนดถึงสองสามเท่าตัว แต่หากขาดไปซึ่งวิธีการทำงานที่ถูกต้อง การรั่วซึมที่พื้นบ่อก็ยังจะสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดี สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการรั่วซึมที่พื้นบ่อนั้นเกิดจากสองสาเหตุด้วยกันคือ
  • สาเหตุแรก: ถือเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด การรั่วซึมที่พื้นบ่อเกิดขึ้นบ่อยมากจากสาเหตุนี้ นั่นก็คือการที่มีวัสดุอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์เจือปนในเนื้อคอนกรีตขณะทำการเทพื้นบ่อ บางท่านอาจบอกไม่เชื่อ ทั้งนี้ก็เพราะช่างได้ทำการเตรียมเนื้อคอนกรีตสดที่จะเทในกระบะที่จัดไว้ อีกทั้งวัสดุผสม (หิน,ทรายและน้ำ) ที่ใช้ก็น่าจะสะอาด แต่ๆๆ คุณทั้งหลายเทคอนกรีตโครงสร้างนั้นลงไปในดินที่อยู่ก้นหลุมเลยใช่ไหมครับ???? โดยไม่ได้เทคอนกรีตหยาบรองก้นหลุมไว้ก่อน แล้วในขณะเทก็มีการเกลี่ยคอนกรีตไปมาเพื่อให้ได้ระดับพื้นบ่อที่ต้องการโดยลืมนึกไปว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เนื้อคอนกรีตสด (ที่ถูกเตรียมมาอย่างพิถีพิถัน) กำลังถูกคลุกเคล้าหรือถูกเจือปนด้วยดินที่ก้นหลุม!!!! ถึงคราวนี้จะโทษใครไม่ได้นะครับ นอกจากตัวคุณเองที่สะเพร่ามองข้ามเรื่องสำคัญอย่างนี้ไป

    • วิธีแก้ไข: ก่อนเทการคอนกรีตโครงสร้าง ที่พื้นบ่อต้องเตรียมคอนกรีตหยาบรองก้นหลุมไว้ให้เรียบร้อย การเทคอนกรีตหยาบรองก้นหลุมไว้ก่อนนั้น ไม่เพียงแต่จะให้ประโยชน์ในการป้องกันคอนกรีตถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งไม่พึงประสงค์แล้วยังทำให้การทำงานผูก,การหนุนเหล็กตะแกรงพื้นบ่อ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตของบ่อที่จะก่อสร้างทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ก่อนการเทคอนกรีตหยาบควรปรับพื้นดินที่ก้นหลุมให้เรียบด้วยทรายหยาบก็จะเป็นการดีที่สุด
 
ผนังก่ออิฐที่พร้อมแล้วสำหรับงานฉาบ ในภาพจะเห็นแนวของคานรัดกลางและรัดบนขอบบ่อ ตลอดจนเสาหลักอย่างชัดเจน
 
  • สาเหตุที่สอง: เป็นสาเหตุรองลงไป (ซึ่งก็ไม่ใช่การประหยัดปูนจนเกินไปอยู่ดี) สาเหตุนี้เกิดจากการละเลยไม่เอาใจใส่กับรอยต่อระหว่างเทคอนกรีต ซึ่งโดยปกติแล้วโครงสร้างกันน้ำไม่ควรมีรอยต่อระหว่างเท (ถ้าไม่จำเป็น) จริงๆ แล้วงานเทคอนกรีตที่พื้นบ่อนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร สามารถกระทำต่อเนื่องให้เสร็จภายในวันเดียวได้ *** ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้หยุดเทคอนกรีตพื้นบ่อก่อนจบชิ้นงานดูจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด สำหรับสาเหตุนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นการเทคอนกรีตสำหรับโครงสร้างกันน้ำที่ดีนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้และถือว่าจำเป็นมาก (ซึ่งมักถูกมองข้าม) ก็คือการใช้เครื่องจี้คอนกรีตนั้นเอง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเรื่องการรั่วซึมไปได้มาก นอกจากนี้ถึงแม้ว่าการประหยัดปูนจะไม่ใช้สาเหตุหลักของการรั่วซึมก็ตาม แต่การใช้ปูนซิเมนต์ให้ถูกต้องตามสัดส่วนการผสมนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะมีผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างที่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรประหยัดปูนจนเกินไป ถึงแม้ว่าประเด็นนี้จะไม่ใช้สาเหตุหลักของการรั่วซึมก็ตาม สำหรับการก่ออิฐผนังสำหรับโครงสร้างที่ต้องใช้กักเก็บน้ำเป็นระยะเวลานานๆ นั้น ย่อมมีรายละเอียดแตกต่างกับการก่ออิฐของโครงสร้างทั่วไปอยู่พอสมควร คือการก่อนั้นไม่เพียงแต่จะต้องการก่อให้เนื้อปูนก่อยึดเกาะกับตัวอิฐเท่านั้น แต่การก่อต้องใส่เนื้อปูนก่อให้เต็มหน้าอิฐในทุกๆ ช่องเพื่อเป็นการ "เผื่อเหนียว" ในกรณีที่พื้นผิวขัดมันเกิดการรั่วซึมขึ้นมาด้วย นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการบ่มปูนให้ได้อายุก่อนรับแรง หากละเลยขั้นตอนนี้ไป โครงสร้างที่ได้จะมีความแข็งแรงน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย


งานขัดมันพื้น
 


งานขัดมันผนัง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่ไหม? สำหรับการสร้างบ้านแสนสุขสักหลังให้กับปลาที่เรารัก ซึ่งจริงๆ แล้วประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่สิ่งต่างๆ ที่ยากเกินกว่าจะทำเลยนะครับ เพียงแต่ส่วนใหญ่เราไม่ทราบในรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรทำต่างหากล่ะ คราวนี้คุณคนรักปลาทั้งหลายจะกลัวอะไรอีกล่ะ..ก็ในคุณเมื่อมีเรา www.fancycarp.com,The mecca of Koilover เป็นผู้ถ่ายทอดให้แล้ว แล้วอย่าลืมติดตามสร้างบ้านให้ปลาตอนที่4 (ตอนสุดท้าย) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการก่อสร้างโดยละเอียดนะครับ

Good Koikeeping
Kevin Koilover Group