หลังจากที่ผมได้เขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างบ้านให้ปลารับใช้ท่านผู้อ่านมาแล้วสี่ตอน ผมจำได้ว่า สร้างบ้านให้ปลาตอนที่สี่นั้นเป็นการแสดงขั้นตอนการก่อสร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง ซึ่งในตอนท้ายผมได้บอกแก่ผู้อ่านว่าจะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว ใช่ครับ! ผมจำได้ดีว่าได้บอกกับคนรักปลาทั้งหลายไปอย่างนั้นจริงๆ แต่พอมาถึงคราวนี้ทำอย่างไรดีล่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ผมยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "บ้านแสนสุขของปลา" ค้างอยู่อีก เอาเป็นว่าผมไม่ได้ลืมนะครับ แต่ผมยอมรับว่า "ผมยังไม่หมดสนุกกับเรื่องในหัวข้อนี้ต่างหากล่ะ"
    ผมจั่วหัวเรื่องว่า ตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับอะไรที่อยู่ในบ่อเลี้ยง แหม! ใครก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า "ก็ปลาน่ะสิ" คราวนี้ถ้าผมถามกลับไปว่า "แล้วอะไรที่อยู่ในบ่อเลี้ยงที่นอกเหนือจากปลาล่ะ?" ใช่แล้วครับ เรากำลังจะพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอันเป็นหัวใจของบ้านแสนสุขของปลาจริงๆ ที่เราอุตส่าห์อ่านและเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านให้ปลาดีๆ สักหลัง ก็เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือสิ่งนี้เป็นบทสรุปแก่ปลา สิ่งที่ผมจะพูดถึงคือ "คุณภาพน้ำ" ไงล่ะ สิ่งที่จะทำให้บ้านแสนสุขของปลาเป็นบ้านแสนสุขอย่างแท้จริง
 
   เรามักจะได้ยินเรื่องตัวแปรต่างๆ อะไรมากมาย ไม่ว่าในหน้ากระทู้หรือจากคำบอกเล่ามาบ้างแล้วว่าต้องตรวจวัดค่าตัวแปรอันนั้นบ้าง อันนี้บ้าง แต่ผมว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราจะมาทำความเข้าใจความหมายและความสำคัญของค่าเหล่านี้
    เรามาเริ่มต้นจากตัวแปรที่ทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุดและสามารถทำการตรวจวัดกันได้ง่ายที่สุดก่อนดีกว่า ตัวแปรนั้นก็คือ "ค่าพีเอช" ไงครับ ก่อนอื่นเรามาฟังนิยามของ "ค่าพีเอช" กันอย่างเป็นทางการก่อนดีกว่าประมาณว่าบทความของผมจะได้เพิ่มความขลังขึ้นได้อีกสักดีกรี
    ค่าพีเอช เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้ทราบถึงความเข้มข้นของสภาพความเป็นกรดหรือสภาพความเป็นด่างของสารละลาย โดยวัดออกมาในรูปของ Activity ของ Hydrogen Ion ซึ่งค่าที่เราอ่านออกมาได้เป็นค่าเลขตัวเดียวหรือตัวเลขมีจุดทศนิยมนั้น มาจากการคำนวณดังสมการนี้

ph = -log[H+]    โดยที่ [H+] นั้นคือความเข้มข้นของ Hydrogen Ion มีหน่วยเป็นโมล/ลิตร

    ในความเป็นจริงแล้ว ค่าพีเอชจะอยู่ในช่วง 0-14 โดยค่าพีเอชที่เป็นกลางนั้นจะเป็นค่าอยู่ที่เท่ากับ 7 แต่สำหรับการเลี้ยงปลาคาร์พให้ได้ชั้นสีคุณภาพนั้น บรรดาเกจิต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าค่าพีเอชที่เหมาะสมกับปลาคาร์พระดับอัญมณีนั้น อยู่ที่ค่าพีเอช 7.2 แต่จะอนุโลมให้ได้อยู่ในช่วง 6.5-7.5 จากสมการแสดงค่าพีเอชที่ผมเขียนไว้ให้นั้น หาก Koilover ท่านใดที่เป็นนักคณิตศาสตร์หรือแม้แต่นักเคมีก็จะทราบว่า สารละลายที่มีค่าพีเอชเท่ากับ 7 กับพีเอชเท่ากับ 8 มีความเข้มข้นของ Hydrogen Ion ต่างกันถึง 10 เท่าตัว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สารละลายที่มีค่าพีเอช 7 กับพีเอช 9 จะมีความเข้มข้นของ Hydrogen Ion ต่างกันถึง 100 เท่าตัวเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะว่าค่าของตัวเลขที่แสดงนั้นอยู่ในรูปของ Log Scale
    แล้วก็ด้วยสาเหตุนี้เองที่ปลาคาร์พจึงมักจะเกิดอาการที่เรียกว่า "pH Shock" กันได้หากมีการเปลี่ยนแปลง ค่าพีเอช อย่างกะทันหัน (แม้เพียง 2 ค่า ที่เรามองดูว่าไม่มากเท่าไหร่เลย) ซึ่งตามจริงแล้วปลาคาร์พมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีเอามากๆ หากว่าการเปลี่ยนแปลงพีเอชนั้นเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ปลาคาร์พอาจแสดงอาการไม่ดีนัก หรือกระทั่งถึงชีวิตได้หากมีการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอชไปอย่างกระทันหัน และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งปลาที่คนรักปลาได้อุตส่าห์เลือกมาจากฟาร์ม กลับดูแสดงอาการไม่สู้ดีนัก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้โดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อนำมาปล่อยลงในบ่อที่บ้าน


ปัจจุบันนี้อุปกรณ์วัดค่าตัวแปรต่างๆ ของน้ำ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นมาก แม้แต่เด็กๆ ก็สามารถใช้ได้
 


เปลือกหอยนางรม วัสดุกรองอีกชนิดหนึ่งที่มีส่วนทำให้ค่าพีเอชและความกระด้างของน้ำสูงขึ้น
   การที่ค่าพีเอชของน้ำ (ในบ่อที่มีระบบเข้าสู่สมดุลย์แล้ว) จะสูงหรือต่ำนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งนี้ก็เกิดจากหนึ่งในหัวข้อเหล่านี้ล่ะครับ ให้ลองพิจารณากันดู

สิ่งเหล่านี้แหละคือสภาวะที่ส่งผลให้ค่าพีเอชสูงขึ้น
- การที่บ่อเลี้ยงโดนแดดโดยตรงเป็นระยะเวลาหลายๆชั่วโมงต่อวัน
- การที่น้ำในบ่อหรือน้ำดิบที่ใช้ในบ่อเลี้ยงเป็นน้ำกระด้าง
- บ่อที่มีการเติมอากาศอย่างหนักหน่วงแต่มีรอบการกรองต่อวันที่น้อยเกินไป

แล้วก็สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นสภาวะส่งผลให้ค่าพีเอชต่ำลง
- บ่อเลี้ยงไม่ได้รับแสงแดดเอาเสียเลย
- บ่อเลี้ยงที่มีการเติมอากาศน้อยเกินไป แต่มีรอบการกรองต่อวันที่สูง

    สำหรับวิธีการป้องกันการลดลงของค่าพีเอชในบ่อเลี้ยงนั้น สามารถกระทำได้โดยการใส่วัสดุกรองที่เป็นสารประกอบของ Calcium Carbonate เช่น ปะการังและเปลือกหอยนางรม นอกจากนี้ยังกระทำได้โดยการเติมอากาศในบ่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบของหัวพ่นน้ำหรือหัวเติมอากาศก็ตาม

    ส่วนการเติมสารบางอย่างเพื่อปรับสภาพน้ำให้มีพีเอชสูงขึ้นนั้น ส่งผลให้น้ำกระด้าง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิวพรรณของปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อ ปลาจะผิวหยาบ นอกจากนี้ปลาที่เลี้ยงไว้ในน้ำที่ค่อนข้างกระด้างเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรค Hikkui ได้มากกว่าปลาที่ถูกเลี้ยงดูในน้ำที่มีสภาวะปกติ
 


การเลี้ยงปลาในบ่ออย่างหนาแน่น
ไม่ส่งผลดีต่อคุณภาพน้ำไม่ว่าในทางใด
ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen)
    สำหรับคนรักปลาท่านที่ติดตามอ่านเรื่องของเรามาโดยตลอด ผมคงไม่ต้องสาธยายอันใดถึงความสำคัญของการเติมอากาศที่จำเป็นต้องเติมตลอดเวลาของการเลี้ยงปลาแล้วล่ะนะ แต่เผื่อไว้หน่อยก็ดีครับ เผื่อว่าบางท่านที่เป็นมือใหม่จริงๆ แล้วเผอิญได้เข้ามาดูในหัวข้อนี้เป็นครั้งแรก

    การเติมอากาศนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเลี้ยงปลาคาร์พ เนื่องจากออกซิเจนจะถูกใช้ในการหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบทั้งหมด ไม่ใช่แค่ปลาทุกตัวในบ่อเลี้ยงนะครับ แต่ผมหมายถึงแบคทีเรียทั่วทุกเซลล์ ตลอดจนตะไคร่น้ำทุกแผ่นที่อยู่ในบ่อ สำหรับตะไคร่น้ำจะใช้ออกซิเจนในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่บางท่านมักจะอยากปิดเครื่องเติมอากาศพอดี หากไม่มีการเติมอากาศเมื่อยามสิ้นแสงตะวัน ค่าออกซิเจนละลายน้ำจะลดลงต่ำเรื่อยๆ จนกระทั่งต่ำสุดเมื่อตอนเช้ามืด (ประมาณตีสี่ตีห้า) หลังจากนั้นจะค่อยเพิ่มขึ้นจากการสังเคราะห์แสงของตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลาที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำลดลงต่ำสุดนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้แบคทีเรียในบ่อกรองหยุดการทำงานหรือตายเท่านั้น แต่ปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อก็มีสิทธิ์ตายได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แบคทีเรียที่ตายมีสิทธิ์ฟื้นตัวขึ้นใหม่ได้ แต่ปลาที่เลี้ยงไว้ตายแล้วตายเลยเช่นเดียวกันสายน้ำที่ไม่มีวันย้อนกลับ

    ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเติมอากาศแก่น้ำในบ่อเลี้ยงให้มีค่าออกซิเจนละลายได้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับค่าออกซิเจนละลายอิ่มตัว (Saturated Dissolved Oxygen) มากที่สุด ซึ่งค่าออกซิเจนละลายอิ่มตัวนี้จะมีค่าแตกต่างกันไปตามอุณหภูมิของน้ำ และหากจะเติมอากาศน้อยๆ (เข้าทำนองอยากประหยัดไฟ)


อุตส่าห์สร้างบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง
ที่ได้มาตราฐานกันจนเสร็จแล้ว
อย่าลืมใส่ใจคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกันด้วย
   ก็ไม่ควรเติมอากาศให้น้อยไปจนกระทั่งค่าออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่า 3 มก./ลิตร ทางที่ดีให้ได้ค่าออกซิเจนละลายอยู่ในช่วง7-8มก./ลิตร ตลอดเวลาของการเลี้ยงปลาจะเป็นดีที่สุด
    แต่อย่างไรก็ตามเราต้องรับรู้ด้วยว่าการที่เราเติมอากาศให้กับน้ำในบ่อเลี้ยงนั้น ในขณะที่ออกซิเจนละลายน้ำ ก็มีโฮโดรเจนบางส่วนละลายลงในน้ำด้วย ซึ่งจะไฮโดรเจนในส่วนนี้จะไปทำปฏิกริยากับ Hydroxide Ion ส่งผลให้ค่าพีเอช สูงขึ้นไปด้วย แต่การที่มีค่าออกซิเจนละลาย ในบ่อเลี้ยงมากๆ นั้น จะส่งผลดีต่อปลา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ปลามีระบบการย่อยอาหารที่ดีขึ้น ปลาจะแลดูสดชื่น และอื่นๆ อีกสารพัด คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจัยอันใดบ้างที่จะส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายของน้ำในบ่อสูงขึ้นได้
- พยายามลดภาระให้แก่ระบบกรอง โดยการตักเอาสิ่งสกปรกต่างๆที่เรามองเห็นได้ออก ก่อนที่มันจะถูกส่งไปยังบ่อกรองโดยสะดือบ่อ
- ใช้วัสดุกรองที่เหมาะสม การใช้วัสดุกรองที่มีพื้นที่ผิวในการย่อยสลายมากเกินไป หรือใช้วัสดุกรองมากเกินไปโดยไม่ได้มีการเติมอากาศเพิ่มให้แก่บ่อกรอง ส่งผลให้เกิดการขาดออกซิเจนละลายขึ้นได้
- พยายามควบคุมไม่ให้ค่าไนไตรท์สูงเกินไป ทางที่ดีไม่ควรเกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร
- จำกัดจำนวนของปลาที่สามารถจะเลี้ยงได้ ทั้งในแนวทางที่พิจารณาจากขนาดของบ่อเลี้ยงที่ว่า น้ำหนักของน้ำในบ่อควรจะอยู่ในช่วงระหว่าง 100-500 เท่าของน้ำหนักปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อ และอีกแนวทางที่มักจะมองข้ามกันไปก็คือ จำนวนของปลาที่เลี้ยงไว้ควรสัมพันธ์กับขนาดของบ่อกรองด้วยในกรณีที่บ่อกรองไม่ได้สัดส่วนที่ถูกต้องกับบ่อเลี้ยง การควบคุมในหัวข้อนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีกับค่าออกซิเจนละลายในบ่อเท่านั้น แต่ยังทำให้ปลาที่เลี้ยงเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

    ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องของค่าออกซิเจนละลายน้ำแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่า การเติมอากาศที่เหมาะสมสำหรับบ่อเลี้ยงขนาดต่างๆ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
            บ่อเลี้ยงขนาด(ตัน)            อัตราการเติมอากาศ(ลิตร/นาที)
                       5  ตัน                                40 ลิตร/นาที
                      10 ตัน                                60 ลิตร/นาที
                      15 ตัน                                80 ลิตร/นาที
                      20 ตัน                              100 ลิตร/นาที
                      25 ตัน                              120 ลิตร/นาที
                      30 ตัน                              150 ลิตร/นาที
                      40 ตัน                              200 ลิตร/นาที
                      60 ตัน                              300 ลิตร/นาที
หรือหากว่าอยากจะได้ช่วงแบบหลวมๆ ผมก็ได้ไปคัดลอกมาจากบทความของนาย Joe Koikichi เค้าดังนี้
             ปริมาณน้ำรวมทั้งระบบ - ปริมาณอากาศที่ควรเติม
                 ระบบขนาด 10 ตัน    -      40 - 60   ลิตร/นาที
                 ระบบขนาด 20 ตัน    -      80 - 100 ลิตร/นาที
                 ระบบขนาด 30 ตัน    -    120 - 150 ลิตร/นาที
                 ระบบขนาด 40 ตัน    -    150 - 200 ลิตร/นาที


เครื่องเติมอากาศแบบนี้เสียงค่อนข้างเงียบประหยัดค่าไฟฟ้าและให้กำลังลมที่เป็นมาตราฐาน สามารถเลือกซื้อรุ่นและขนาดที่เหมาะสมกับบ่อเลี้ยงซึ่งมีขนาดแตกต่างกันได้ง่าย
    คราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องเกี่ยวกับการเติมอากาศลงในบ่อกรองที่มักจะตกม้าตายกันเป็นเสียส่วนมาก นั่นคือเรื่องของเครื่องเติมอากาศที่เลือกซื้อมาไว้ใช้ ซึ่งมักจะเกิดการผิดพลาดทั้งชนิดของเครื่องเติมอากาศ และในเรื่องขนาดหรือกำลังของเครื่องเติมอากาศ เรามาว่ากันทีละอย่างกันดีกว่า



เครื่องเติมอากาศแบบนี้ค่อนข้างจะเปลืองไฟและเสียงค่อนข้างดัง
 
   ชนิดของเครื่องเติมอากาศ นักเลี้ยงปลาทั่วไปมักคุ้นเคยกับเครื่องเติมอากาศขนาดเล็กที่ใช้ได้ดีในตู้ปลา ซึ่งเครื่องเติมอากาศแบบนี้เป็นเครื่องเติมอากาศแบบลูกยางทำงานได้ด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้าและการกระพือของลูกยาง ปั๊มเติมอากาศชนิดนี้ เหมาะสมกับการเติมอากาศให้กับน้ำที่มีความลึกไม่เกิน 60 ซม.มากกว่าที่จะเติมอากาศให้กับน้ำลึกๆ อย่างบ่อปลาคาร์พ เพราะเนื่องจากที่ตำแหน่งน้ำลึกๆ จะมีแรงดันน้ำมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวต้านการเป่าฟองอากาศของเครื่องเติมอากาศชนิดนี้ ทำให้การเติมอากาศกระทำได้ไม่ดี/ไม่ได้ตามปริมาณที่ผู้ผลิตได้ออกแบบเอาไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดอายุการใช้งานของลูกยางของปั๊มอากาศตัวนั้นๆ ลงด้วย อย่างไรก็ตามหากคนรักปลาท่านใดยังยืนยันจะใช้ปั๊มเติมอากาศดังกล่าว สำหรับการเติมอากาศในบ่อเลี้ยงปลาคาร์พ การสามารถกระทำได้โดยการจุ่มหัวเติมอากาศไว้ที่ระดับความลึกไม่เกิน 60 ซม. (หัวเติมอากาศจะลอยอยู่กลางระดับความลึกของบ่อ) ก็จะสามารถใช้งานได้ ดังนั้นปั๊มเติมอากาศชนิดนี้จึงไม่สามารถจะใช้ในการเติมอากาศแบบสอดใต้ชั้นกรองแบบไหลขึ้นได้เลย
    หากคนรักปลาท่านใดต้องการจะเติมอากาศในชั้นกรองโดยการสอดหัวเติมอากาศไว้ใต้ชั้นกรองแบบไหลขึ้น เห็นที่จะต้องเลือกปั๊มเติมอากาศอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ปั๊มเติมอากาศแบบไดอะแฟรม (Diaphram Air Pump) ปั๊มเติมอากาศชนิดนี้โดดเด่นด้วยกำลังลมที่แรงและปริมาณลมที่มาก ทำให้สามารถส่งลมผ่านความดันของน้ำที่ลึกๆ ลงไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้ นอกจากนี้ยังมีเสียงที่เงียบเอามากๆ เมื่อเทียบกับปั๊มลมชนิดอื่น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของปั๊มลมชนิดนี้
    บางครั้งเราอาจเห็นปั๊มลมอีกชนิดหนึ่งที่ผลิตในประเทศจีนที่ให้กำลังลมแรง แต่ในส่วนตัวของผู้เขียนเองเห็นว่า ปั๊มลมชนิดนี้มีเสียงที่ค่อนข้างดัง ประกอบกับความคงทนที่ค่อนข้างต่ำสำหรับการใช้งานที่ต่อเนื่องยาวนาน นอกจากนี้ยังไม่สู้จะมีอะไหล่ไว้เปลี่ยนในชิ้นส่วนที่เสีย นอกจากนี้หากลองสังเกตุดูอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า ที่จำนวนอากาศ (ลิตร/นาที) เท่ากัน ปั๊มเติมอากาศชนิดนี้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด จึงไม่สนับสนุนให้ใช้ปั๊มลมชนิดนี้สำหรับบ่อปลาคาร์พ

    ขนาดหรือกำลังของเครื่องเติมอากาศ คราวนี้เรื่องก็จะมาถึงตรงที่ว่า ท่านผู้อ่านที่หลงคารมนาย Kevin คนนี้ ก็จะเลือกปั๊มลมที่มีระบบการปั๊มแบบ Diapham Pump กัน จากนั้นก็คงได้ไปเลือกกันที่ร้าน ซึ่งผู้ซื้อก็จะต้องพานพบกับความสับสนกันอีกหนึ่งระลอก นั่นก็คือผู้ขาย(บางร้าน) จะใช้การเรียกชื่อรุ่นตามที่ตัวเองเข้าใจ โดยเรียกเป็นแบบว่ารุ่นสำหรับเติมอากาศ 40 หัว, 80 หัว,100 หัว,120 หัว ซึ่งโดยที่แท้จริงแล้ว ปั๊มเติมอากาศเหล่านี้ไม่ได้มีความสามารถในการกระจายลมให้กับหัวเติมอากาศตามจำนวนที่ตนเองได้บอกลูกค้าไปซักกะหน่อย ปั๊มลมที่ถูกเรียกว่า แบบ 40 หัวนั้น อาจสามารถกระจายลมได้มากกว่า 40 จุด/หัว หากว่าเป็นการเติมอากาศให้กับจุดที่น้ำตื้นๆ แต่สำหรับการเติมอากาศในบ่อกรอง หรือกระทั่งในรูปแบบของการเติมอากาศในบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่มีความลึกระดับ 1 เมตรขึ้นไปนั้น ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ปั๊มลมรุ่นที่คนขายบางร้าน (หรืออาจจะหลายร้าน) เรียกว่าแบบ 40 หัวนั้น ไม่มีทางที่จะกระจายลมได้อย่างสม่ำเสมอให้ครบ 40 หัวหรอกนะครับ แท้จริงแล้วไอ้ตัวเลขจำนวนหัวที่คนขายบางร้านบอกว่า 40,80,100 หรือกระทั้ง 120 หัวนั้น (ผมย้ำจริงๆ ครับ ว่าบางร้านเท่านั้น เพราะว่าผมกลัวโดนกล่าวหาว่าพาดพิงผู้อื่น) เค้าไปเอามากจากชื่อรุ่นซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เป็นการบอกอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานต่างหากล่ะ เช่น รุ่น XXX-40 ที่ถูกเหมาว่าเป็นรุ่นเติมอากาศได้ 40 หัวนั้น แท้จริงแล้วชื่อรุ่นเป็นตัวเลขเพื่อบอกว่า "ปั๊มลมตัวนี้เติมอากาศได้ 40 ลิตร/นาที" ต่างหากล่ะ ดังนั้นจากตารางการเติมอากาศที่เหมาะที่ผมได้ให้ไว้ในข้างต้น จึงดูจะสะดวกในการเลือกซื้อหาปั๊มเติมอากาศประเภทนี้ไว้ใช้คู่กับการเลี้ยงปลาอันเป็นที่รักเป็นอย่างมาก

    อุณหภูมิของน้ำ (Temperature) เรื่องอุณหภูมิของน้ำนี้เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนเลี้ยงปลาแทบทุกท่านคงจะเห็นความสำคัญกันมากแล้ว การเลี้ยงปลาไม่ควรจะให้ปลาต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกินกว่า 3 องศาเซลเซียสภายใน 1 วัน ในปัจจุบันความรู้เรื่องอุณหภูมิค่อนข้างจะได้รับการแพร่หลายไปมากพอสมควร ดังที่เราจะเห็นได้ว่าในวันปลาเข้าวันแรก แทบทุกฟาร์มจะมีการนำน้ำแข็งมาเพื่อปรับอุณหภูมิน้ำให้ใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่นที่สุด จากนั้นจะค่อยๆ ปล่อยให้อุณหภูมิค่อยๆ ลดลงมาที่อุณหภูมิปกติภายใน 2-3 วัน ถึงกระนั้นก็ยังมีปลาบางส่วนที่อ่อนแอถึงกับถอดสีได้อยู่เหมือนกัน
    นอกจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกระทันหันที่ไม่ส่งผลดีต่อปลาแล้ว อุณหภูมิของน้ำที่ใช้เลี้ยงก็มีผลต่อการเปล่งประกายความงามของปลาได้เช่นเดียวกัน นักเลี้ยงปลาหลายท่านจะสังเกตุได้ว่า ปลาที่เลี้ยงไว้จะแลดูสวยที่สุดในเมื่อช่วงฤดูหนาว ซึ่งเรื่องอุณหภูมิที่ใช้ในการเลี้ยงปลานี้ดูจะเป็นเหมือนหนามยอกอกนักเลี้ยงปลาชาวไทยอยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน จึงมีส่วนทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้สวยสู้ปลาที่เลี้ยงในเขตที่มีอากาศเย็นไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรื่องของระบบทุนนิยมที่ไร้ข้อจำกัด ปัจจุบันจึงมีเครื่องทำความเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิสำหรับบ่อเลี้ยงปลาคาร์พจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว หากนักเลี้ยงปลาท่านใดสนใจก็สามารถติดตั้งได้เพื่อความสมบูรณ์แบบของบ้านแสนสุขสำหรับปลา ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาคาร์พให้ได้สีสันสวยงามดั่งใจนั้นอยู่ค่าประมาณช่วง 20-23 องศาเซสเซียส
 
    ความกระด้างของน้ำ(Water Hardness) ค่าความกระด้างของน้ำที่วัดได้เป็นผลโดยตรงมาจากการที่มีอิออนของโลหะที่ประจุ 2+ (Divalent Metallic Cations) ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งได้แก่ Ca 2+ ,Mg2+ ,Sr2+ ,Fe2+ ,Mn2+ และอื่นๆ
    น้ำกระด้างโดยธรรมชาติทั่วไปเกิดจาก อิออนของแคลเซียมและแมกนีเซียมเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในบ่อเลี้ยงปลาคาร์พแล้ว ค่าความกระด้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าเดิมของน้ำดิบ มักจะมาจากปะการังหรือวัสดุกรองอื่นที่เป็นสารประกอบของแคลเซี่ยม ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการเจือจางลงโดยถ่ายน้ำออกอย่างสม่ำเสมอ
ค่าความกระด้างที่วัดได้แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ
1. ความกระด้างทั่วไปหรือค่าความกระด้างรวม (General Hardness,GH) ซึ่งค่านี้เกี่ยวข้องกับปริมาณอิออนของแคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำ
2. ความกระด้างคาร์บอเนต (Carbonated Hardness,KH) ค่านี้จะเป็นการวัดเฉพาะอิออน
ของคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนตที่ละลายในน้ำเท่านั้น
    ค่าความกระด้างที่วัดได้นั้นมีหน่วยให้ชวนงงงวยอยู่มากมาย แต่ที่ใช้กันอยู่มากและพบเห็นได้ตามชุดทดสอบน้ำเห็นจะเป็นค่าที่มีหน่วย dH (ตามหน่วยของเยอรมัน) และค่าที่แสดงเป็น mg/L CaCO3 ซึ่งหน่วยอย่างหลังนี้จะเทียบเท่ากันหน่วยที่เป็น ppm (1ในล้านส่วน)
    เอาล่ะผมคงสาธยายวิชาการเรื่องน้ำกระด้างมาจนชวนปวดหัวกันแล้ว มาสรุปกันเลยดีกว่าว่าค่าความกระด้างที่วัดได้จากชุดทดสอบน้ำนั้น มันหมายความกันว่าอย่างไรบ้าง
   ค่าความกระด้างที่วัดได้ (ซึ่งมีหน่วยแตกต่างกันไป)

dH mg/L CaCO3 แสดงว่าน้ำในบ่อเลี้ยง
0 - 3 0 - 50 เป็นน้ำอ่อน
3 - 6 50 - 100 เป็นน้ำค่อนข้างอ่อน
6 - 12 100 - 200 เป็นน้ำกระด้างเล็กน้อย
12 - 18 200 - 300 เป็นน้ำค่อนข้างกระด้าง
18 - 25 300 - 400 เป็นน้ำกระด้าง
มากกว่า25 มากกว่า450 เป็นน้ำกระด้างมาก

ซึ่งค่าความกระด้างที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาคาร์พให้มีผิวพรรณดี สีสวยสดใสในทุกสีนั้น ควรจะเป็นค่าที่อยู่ระหว่าง 60-140 mg/L
 
รูปนี้ยืมของนาย Joe Koikichi เค้ามา เป็นเครื่อง Hardness Treatment      
ใช้ลดความกระด้างของน้ำในบ่อเลี้ยงได้โดยใช้หลักการของเรซินประจุลบ (Anion) ซึ่งจะจับอิอนประจุบวก (Cation) เอาไว้      
 


เชื่อไหมว่าปลาคุจากุตัวซ้ายกับตัวขวาเป็นปลาตัวเดียวกัน
แต่การที่มีสีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำอย่างกระทันหัน
ดังนั้น คนรักปลาทั้งหลายจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของเรื่องอุณหภูมิ


Good Koikeeping
Kevin Koilover Group
   สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนเสียส่วนใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของน้ำดิบที่ใช้ทำน้ำประปา อีกทั้งยังผนวกเข้ากับการใช้วัสดุกรองที่เป็นสารประกอบคาร์บอเนต (เช่นเปลือกหอยนางรมและปะการัง) จึงทำให้น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาคาร์พในเมืองไทยโดยส่วนใหญ่มีความกระด้างสูงกว่าระดับที่ปลาคาร์พต้องการ ซึ่งต่างจากสภาพภูมิประเทศของญี่ปุ่นซึ่งประกอบด้วยภูเขาหินแกรนิต
    อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มที่เลี้ยงปลาทองรันชูอย่างจริงจังกลับเอาชนะอุปสรรคเรื่องภูมิประเทศที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำด้วยเครื่อง Hardness Treatment ซึ่งทำงานด้วยหลักการของการใช้เรซินประจุลบ โดยเครื่องนี้จะต้องทำการ Regenerate เรซินที่ใช้เต็มแล้วด้วยน้ำเกลือเข้มข้น จากผลการทดลองที่ใช้กับการเลี้ยงปลารันชูพบว่า ปลาทองที่เลี้ยงไว้มีผิวพรรณที่ดี ไม่ต่างจากปลาในประเทศญี่ปุ่นเท่าใดนัก สำหรับการทดลองใช้เครื่อง Hardness Treatment กับการเลี้ยงปลาคาร์พนั้น ยังอยู่ในขั้นทดลองอยู่ ซึ่งผู้ที่ทำการทดลองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือนาย Joe Koikichi ของเรานี่เอง ซึ่งหากได้ผลเป็นที่คืบหน้าอย่างไรคงนำข้อมูลมาแสดงในคนรักปลากันในโอกาสต่อไป
    สำหรับเรื่องน้ำที่ค่อนข้างอ่อนจนเกินระดับที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาคาร์พนั้น เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก จึงไม่ขอกล่าวถึงแนวทางแก้ไขในที่นี่
    ผมสาธยายเรื่องตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อคุณภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นบ้านแสนสุขสำหรับปลามาแล้วในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามสำหรับค่าตัวแปรที่สำคัญเอามากๆ (มากกว่าค่าต่างๆ ที่อธิบายมาก่อนหน้านี้) คือค่าความเข้มข้นของ แอมโมเนีย ไนไตรท์และไนเตรท ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่คิดว่าจะติดไว้ก่อนและจะเขียนเรื่องราวของเจ้าตัวแปรสามตัวนี้ (ซึ่งว่ากันว่าเป็น "Big Three" ของกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ) ในเรื่องของความสัมพันธ์กันเป็นรูปแบบของ "วัฎจักรไนโตรเจน" ดีกว่า ซึ่งจะสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและถ่องแท้กันมากขึ้น สรุปว่าก็คงต้องติดตามเรื่องของผมในตอนต่อไปอยู่ดี ขอให้สนุกกับการดูแลรักษาคุณภาพน้ำในบ้านแสนสุขของปลานะครับ เพราะว่า "สุขภาพปลาที่ดีเริ่มต้นจากบ่อและระบบการกรองที่ถูกต้อง" ไงล่ะ