สร้างบ้านให้ปลาตอนที่ 7
ตอน : เมื่อผมถูกบังคับให้ออกแบบร้านขายปลา


    ก่อนอื่นใดผมของออกตัวก่อนว่า เรื่องที่นาย Kevin จะเขียนนี้อาจดูหลุดประเด็นไปจากเรื่องราวของการสร้างบ้านให้ปลา (คาร์พ) อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามผมอยากแนะนำว่าอ่านเรื่องนี้จนจบเสียก่อน แล้วลองจับประเด็นที่ผมนำเสนอทั้งหมดในเรื่องนี้ เพื่อประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของปลาคาร์พ ก่อนจะทึกทักเอาว่า นาย Kevin คนนี้แอบไปปันใจจากปลาคาร์พไปให้ปลาท๊อปวิวตัวอื่น ดั่งชายปันใจให้ภรรยาน้อยไปเสียแล้ว
     มีผู้อ่านหลายๆ ท่านรู้อยู่แล้วว่า นาย Kevin นอกจากจะเป็นวิศวกรแล้วยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับรถยนต์มือสองอยู่ด้วย มาถึงตอนนี้เรื่องมันมีอยู่ว่า เพื่อนของผมที่เป็นคู่ค้าและส่งรถให้กันเป็นประจำ (ชื่อว่า "คุณเอ") เกิดพิสมัยปลารันชูและปลาทองสายพันธุ์อื่นๆ ขึ้นมา และอยากเลี้ยงมากถึงขั้นที่อยากจะเปิดร้านขายรันชูรวมทั้งปลาทองเกรดดี (รันชูเป็นปลาที่ผมเลี้ยงไว้ลองทุกอย่างที่อยากรู้เกี่ยวกับปลาคาร์พ) โดยแกยึดหลักว่ากำไรมากน้อยไม่ว่า ขอได้ทำในสิ่งที่รักไว้ก่อน หรือบางทีแล้วอาจมีเล่ห์กลอื่นแฝงอยู่ก็เป็นได้ เพราะเห็นว่ามีการได้จัดเตรียม PG ชื่อที่ชื่อว่า "น้องเมย์" เอาไว้ประจำร้านขายปลาด้วย โดย Concept ของร้านมีอยู่ว่า "The most luxurious aquarium in town" สิ่งที่เพื่อนผมคนนี้อยากให้ผมช่วย (นอกจากหารถยนต์มือสองให้) ก็คือ ออกแบบร้านขายปลารันชูและปลาทองดีๆ ให้เค้าสักร้านนึง โดยอาศัยพื้นที่ในเต๊นท์รถของเขานั่นแหละ ประมาณว่าพี่แกอยากขายรถพร้อมขายปลาไปในเวลาเดียวกัน พอมาถึงตอนนี้ ยอดสั่งซื้อรถเดือนละ XX คันจึงเปลี่ยนคำขอร้องเป็นการบังคับไปโดยปริยาย
 


ปลาทองเป็นปลาที่มีเสน่ห์หลากหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Top View และ Side View
 
    เรียนตามตรงว่า พอได้รับการขอร้องแกมบังคับอย่างนี้ สิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับรันชูนั้นมีน้อยนิด แต่อย่างน้อยรันชูก็เหมือนปลาคาร์พ (ภรรยาหลวง) ก็อีตรงที่ มีต้นกำเนิดจากประเทศเดียวกัน (ปลาทองเป็นปลาที่ถือกำเนิดในประเทศจีน แต่ชาวญี่ปุ่นนำปลาทองจากจีนมาพัฒนาต่อจนเป็นรันชู) และเป็นปลาท๊อปวิวเหมือนกันเท่านั้น ผมเลยต้องทำการบ้านเป็นการใหญ่เพื่อตอบโจทย์ยากๆ ที่เกิดขึ้น นอกเหนือไปจากการวาง plan lay out ที่ต้องลงตัว ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อวิศวกรหมด ซึ่งเรียนรับใช้คนรักปลาคาร์พว่า หากใครสักคนอยากจะเปิดร้านขายปลาคาร์พใน Concept นี้ แนวความคิดของผมก็น่าลองเอาไปใช้ หรือกระทั่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรงเรือนเลี้ยงปลาคาร์พที่บ้านของคุณก็ได้


ปลาคาร์พ อัญมณีที่มีชีวิตและรันชู ราชาแห่งปลาทองทั้งมวล
มีความเหมือนที่มุมมองและประเทศต้นกำเนิด
 
    โจทย์ยากๆ ของผมแต่ละข้อมีดังนี้ครับ

    โจทย์ข้อแรก เนื่องจากสถานที่ตั้งร้านขายปลา อยู่ในเต๊นท์รถ รอบข้างไม่มีต้นไม้ใหญ่ที่คอยให้ความร่มรื่นเลย อากาศจึงค่อนข้างร้อนอบอ้าว ซึ่งการที่ปลาจะมีพัฒนาการที่ดีได้ ไม่เพียงแต่มีน้ำที่คุณภาพดีเท่านั้น แต่คุณภาพอากาศที่พัดผ่านไปมาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ โจทย์ข้อนี้บางครั้งอาจเป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คนที่พยายามเลี้ยงปลาคาร์พหรือปลาทองให้ได้ดีแต่ก็ยังสู้คนอื่นไม่ได้สักทีทั้งๆ ที่ได้พยายามสุดความสามารถแล้ว คราวนี้ลองใส่ใจสิ่งแวดล้อมดูนะครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ หากให้คุณเลือกระหว่างการยืนการร่มอยู่กลางแดด กับยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กลางแดดเหมือนกัน คุณว่ายืนตำแหน่งไหน คุณจะรู้สึกสบายและสดชื่นกว่ากัน หากคำตอบคือยืนใต้ต้นไม้ใหญ่รู้สึกสบายกว่า ปลาทุกชนิดก็รู้สึกได้อย่างคุณนั่นแหละ

    แนวทางการแก้ปัญหา ผมเลือกที่จะยกระดับพื้นเต๊นท์รถ (เดิมเป็นคอนกรีตขัดหยาบ) โดยใช้ทรายหยาบปรับระดับพร้อมออกแบบเล่นระดับภายในร้าน ปูด้วยอิฐมอญปั้นมือ (ชนิดตัน) ทั้งหมด ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าอิฐมอญและทรายหยาบเป็นวัสดุที่จะเก็บและค่อยๆ คายความชื้นออกมาทีละน้อย พร้อมทั้งวางรูปแบบของร้านนี้เป็นแนวสวนล้านนากึ่งญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยต้นเฟิร์นเป็นหลัก จะได้ใช้น้ำจากการเปลี่ยนน้ำปลาไปรดน้ำได้เต็มที่ ซึ่งจะช่วยลดความอบอ้าวและเพิ่มความชุ่มชื้นภายในร้าน ตลอดจนแนวรั้วไม้ไผ่จะช่วยหน่วงความชุ่มชื้นไม่ให้กระจายไปที่อื่นเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันความสูงของรั้วก็ไม่สูงเกินไปจนทำให้รู้สึกอึดอัดและเปิดช่องให้อากาศมีการถ่ายเท และพัดลมภายในร้านก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดีอีกทางหนึ่ง ส่วนเรื่องของความร่มรื่นในระยะยาวนั้นผมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของต้นพญาสัตบรรณขนาด Tosai จำนวน 3 ต้น ที่ปลูกเตรียมไว้แล้วในทิศตะวันตก
 


เริ่มต้นออกแบบกันจาก
มุมหนึ่งในเต๊นท์รถแบบนี้เลย


อีกมุมหนึ่งก่อนดัดแปลงให้กลาย
เป็นทั้งร้านและบ้านของปลา


ต้นพญาสัตบรรณถูกนำมาปลูกไว้
ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือก่อสร้าง
 
    โจทย์ข้อสอง เป็นเรื่องของหลังคาที่ค่อนข้างต่ำแถมยังมุงด้วยสังกะสี ที่คอยแผ่รังสีความร้อนลงมาตลอดเวลา ข้อนี้เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ปลาคาร์พและปลาทองเป็นปลาน้ำเย็น" ดังนั้นไม่เป็นการดีแน่หากปลาเหล่านี้จะต้องมาทนอยู่ในสภาพดังกล่าว หากลองสังเกตกันดูดีๆ ฟาร์มปลาคาร์พชั้นนำ จะมีหลังคาที่สูงกัน ทั้งนั้น ซึ่งนอกจากเหตุผลเรื่องของความโปร่งตลอดจนการไหลเวียนอากาศที่ดีแล้ว การป้องกันการแผ่ความร้อนจากหลังคาก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งเช่นกัน

    แนวทางการแก้ปัญหา หลายคนอาจนึกถึงพัดลมหมุนโดยอากาศร้อนอย่างที่โรงงานเค้าใช้กันนั้น แต่ความจริงก็คือ พัดลมแบบดังกล่าวจะใช้ได้ดีเฉพาะกับโรงเรือนที่มีหลังคาสูงเท่านั้น หากหลังคาต่ำความร้อนก็จะยังคงไม่แบ่งชั้นแต่จะตลบอบอวลอยู่อย่างนั้น ผมจึงเลือกใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์สะท้อนความร้อนปูใต้หลังคาแทบทั้งหมด เว้นไว้แต่ช่องที่ให้แสงสว่างลงมา ซึ่งก็น่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมไม่บังทั้งหมดเสียเลย ผมก็ขอตอบว่าแสงแดดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลสีสันของปลาหากปลาขาดซึ่งแสงแดดแล้ว สีสันจะไม่ดีเท่าที่ควร เรื่องนี้ไม่ว่าปลาทองหรือปลาคาร์พต่างล้วนต้องการในสิ่งเดียวกัน
 


โรงเรือนหลังคาสูงจะช่วยได้มากสำหรับ
ป้องกันความร้อนจากไอแดด (ขอขอบคุณ
Koi Mart Farm เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)


ใบพัดระบายอากาศลักษณะนี้จะมีประโยชน์
เต็มที่เมื่อติดตั้งกับหลังคาสูง


กลุ่ม Ranchu Master แวะเยี่ยมชมพร้อมให้คำ
แนะนำขณะก่อสร้างเมื่อครั้งมาเยือนเชียงใหม่
 
    โจทย์ข้อสาม ความนิ่งของอุณหภูมิในอ่างปลา เนื่องจากที่ร้านใช้อ่างไฟเบอร์วางลอยตัว ซึ่งแน่นอนว่าความนิ่งของอุณหภูมิของน้ำน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงเวลาสั้น ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับบ่อปลาคาร์พซึ่งเป็นบ่อปูนและเป็นแบบฝังดิน ที่จะทำให้อุณหภูมิของน้ำนิ่งและเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ การที่อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ เป็นผลดีต่อไปที่จะไม่ป่วยง่ายมีความต้านทานโรค สูงกว่าปลาที่เลี้ยงในที่ๆ มีอุณหภูมิแกว่งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

    แนวทางการแก้ปัญหา ผมยอมเสี่ยงพ่วงอ่างหลายๆ อ่างเข้าในระบบกรองเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้น้ำในระบบมีจำนวนมากขึ้นส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เป็นไปช้ากว่าระบบที่มีมวลน้ำน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคำถามในใจเรื่องความเสี่ยงที่ตามมากับการเกิดโรคติดต่อไปทั้งระบบนั้น ลองอ่านไปจนจบโจทย์ข้อสุดท้ายนะครับ ในข้อนั้นผมจะเรียนรับใช้ว่าผมเตรียมการณ์ไว้อย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้มาดูโจทย์ข้อที่สี่ของผมก่อนดีกว่า
 


เริ่มลงมือก่อสร้าง


อิฐมอญปั้นมือ ที่ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า
"ดินกี่" วัสดุนี้รักษาความชื้นได้ดีนัก


ปรับระดับด้วยทรายหยาบอัดแน่นแล้วเริ่มปูอิฐมอญ (ช่างชาวเหนือชุดนี้ใจเย็นมากกกกกก)
 
    โจทย์ข้อสี่ ทำอย่างไรให้ปลาให้ขึ้นน้ำง่ายๆ และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เร็ว เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีในวงการรันชูว่า รันชูเป็นปลาที่เสี่ยงต่อการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่อยู่พอควร หากมีสิ่งใดที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน รันชูก็มีสิทธิ์กลับบ้านเก่าได้ง่ายๆ เหมือนกัน ผมได้ข้อมูลจาก Breeder รันชูชาวไทยชื่อดังท่านหนึ่งว่า ระบบน้ำในการเลี้ยงรันชูของบ้านเราจะแบ่งเป็น 3 แบบคือ เลี้ยงกับระบบกรอง, เลี้ยงระบบจ๊อดน้ำและเลี้ยงระบบทำน้ำใหม่ทุกวัน (ซึ่งวิธีหลังสุดนี้นิยมใช้กันอย่างกว้างสำหรับผู้เลี้ยงรันชูระดับเอาจริงเอาจังจนถึงระดับ Breeder) ปัญหากลับอยู่ที่ว่าหากปลาที่เลี้ยงอยู่ชินกับระบบใดระบบหนึ่งแล้วนำไปเลี้ยงอีกแบบหนึ่งที่ปลาไม่คุ้นเคยปลาก็มีสิทธิ์ป่วยหรือกระทั่งอาจตายได้ เรื่องนี้ค่อนข้างจะนอกเรื่องไปจากปลาคาร์พเพราะว่าปลาคาร์พนั้นมีสูตรสำเร็จให้เลือกอยู่อย่างเดียวคือหากไม่มีระบบกรองที่ดีคงยากที่จะไปให้ถึงดวงดาว แต่สำหรับการเลี้ยงรันชูในประเทศไทยแล้วปัจจุบันยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนปลาคาร์พ

    แนวทางการแก้ปัญหา เนื่องจากตลาดรันชูที่เชียงใหม่เป็นตลาดที่เพิ่งเกิด เราจึงไม่มีทางเดาใจได้ว่าผู้เลี้ยงว่ายินดีกับการทำน้ำใหม่เช้าเย็น (ปวดหลังจังเลย) หรืออยากสบายกับระบบกรองกันแน่ ผมจึงออกแบบระบบในร้านให้ปลาชินกับสองระบบในเวลาเดียวกัน รายละเอียดของระบบนี้หากอธิบายยาว เกรงจะนอกเรื่องของปลาคาร์พไปไกลอีกทั้งคงจะประยุกต์ใช้กับปลาคาร์พได้ยาก เอาเป็นว่าผมทำให้รันชูปรับตัวกับทั้งสามระบบได้ก็แล้วกัน
 


ก่อสร้างตามขั้นตอนและแบบที่วางไว้


ติดแผ่นสะท้อนความร้อนแก้ปัญหาเรื่อง
ไอแดดและเพดานที่ค่อนข้างต่ำ


ระบบกรองและระบบ Dis-infection
ที่แข็งแกร่ง เตรียมรับมือกับโรคร้ายต่างๆ
ที่อาจมาเยือนได้ทุกขณะ
 
    โจทย์ข้อห้า เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดจากพ่วงแต่ละอ่างปลาเข้ากับระบบกรองเดียวกัน ซึ่งหากเกิดการติดโรคแล้วโอกาสที่รันชูจะกลับบ้านเก่าทั้งร้านก็เป็นไปได้สูง

    แนวทางการแก้ปัญหา พอมีคำถามขึ้นในใจอย่างนี้ แล้วขอถามกลับไปว่า แล้วที่เลี้ยงกันแบบระบบแยกแถมชักน้ำทิ้งเช้าเย็น ไม่เคยมีโรคระบาดจากอ่างหนึ่งไปสู่อ่างหนึ่งหรือไร (ผมมั่นใจว่าคำตอบคือ เคย) ดังนั้น แสดงว่าการแยกบ่อก็ไม่ใช่เป็นการปิดประตูลงกลอนการระบาดของโรคแต่ประการใด แต่เป็นแค่เพียงการลดความเสี่ยงที่โรคจะไม่ระบาดไปสู่บ่ออื่น ดังนั้นหากเรายังคงยืนยันจะรวมระบบโดยที่หาวิธีในการลดโอกาสที่ปลาจะติดโรคจากบ่อข้างเคียงให้น้อยลงอย่างมีหลักการล่ะ (ผมแอบฝันไว้ลึกๆ ว่า ใครจะไปรู้ว่า ผมอาจเป็นคนปฏิวัติระบบการเลี้ยงปลารันชูก็ได้) ขั้นตอนแรก ผมเลือกเติมโอโซนลงในช่องแรกที่น้ำจากทุกอ่างไหลมารวมกันซึ่ง Ozone ถือเป็น Oxidizing Agent ที่รุนแรงตลอดจนแตกตัวได้ออกซิเจนละลายน้ำได้อย่างมากมาย เพื่อเป็นสารตั้งต้นก่อนน้ำทั้งหมดจะเข้าสู่การกรองชีวภาพ นอกจากการทำ Disinfecting ก่อนที่น้ำจะเข้าระบบกรองแล้วผมยังเลือกใช้หลอด UV ที่มีประสิทธิภาพกำจัดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้ทุกอย่างที่มันมองเห็นไม่ว่าจะเป็น สาหร่ายเซลล์เดียว (ปกติเรามักใช้ประสิทธิภาพข้อนี้เพียงข้อเดียวในการแก้ไขปัญหาน้ำเขียวในบ่อปลาคาร์พ), แบคทีเรีย หรือกระทั่งไวรัส สำหรับตำแหน่งที่ติดตั้งหลอดนั้น ผมเลือกจุดที่น้ำออกจากถังบำบัดไนเตรท นำมาผ่านหลอด UV ก่อนที่จะแยกจ่ายคืนสู่บ่อเลี้ยงแต่ละบ่อ ซึ่งผมว่าวิธีการนี้น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ปลาจะติดโรคระหว่างอ่าง จากการใช้ระบบกรองร่วมกัน แต่โอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะติดโรคจากอ่างสู่อ่างภายใต้เงื่อนไขเดียวกับระบบแยกอ่างอิสระนั้นยังมีอยู่ครบ นั่นคือระบบนี้ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดเท่ากับฟาร์มหรือที่อื่นๆ เช่นกัน นอกจากเครื่องทำโอโซนและหลอด UV จะเกิดมาเสียพร้อมกันตอนที่เกิดโรคระบาดพอดีนั่นแหละ
 


ยอมเสี่ยงพ่วงอ่างหลายๆ ใบเข้าด้วยกัน
เพื่อหวังผลในด้านความนิ่งของอุณหภูมิ


น้องเมย์ แรงบันดาลใจในการออกแบบร้าน
ของปลาของผม และแรงบันดาลในการสร้างร้านขายปลาของคุณเอเค้าล่ะ อิอิอิ


มุมมองจากทางเข้าด้านหน้าร้าน
 
    มาถึงตอนนี้หลายคนอาจกังขาว่าโดยระบบที่อนามัยจ๋าขนาดนี้ จะไม่ทำให้ปลาสูญเสียระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติไปหรือ ผมตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่า "ไม่ครับ" โดยสาเหตุว่า ระบบที่เลี้ยงปลาอยู่นี้ไม่ได้เป็นระบบปิดในระดับ 100% เพราะในขณะที่เรากำลังเลี้ยงปลาด้วยอาหารสดจากสารพัดแหล่งและหลากชนิด หรือฝุ่นละอองที่ถูกพัดพาลงในอ่างเลี้ยงปลา กระทั่งรันชูจากฟาร์มต่างๆ ที่มีการย้ายเข้าอยู่เนืองๆ รวมไปถึงตัวลูกค้าเองที่อาจเป็นพาหะนำโรคจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันทั้งสิ้น ซึ่งโอกาสที่ปลาในร้านจะสัมผัสเชื้อต่างๆ เพื่อสร้างภูมินั้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่าปลาจากที่อื่นแต่ประการใด ดังนั้นปลาที่ลูกค้าซื้อออกไปจึงไม่ได้เป็นปลาไร้ภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด และแน่นอนกว่าสิ่งใดก็คือปลาที่นำออกไปนั้นน่าจะมั่นใจได้ว่า "ปลอดโรค" นอกจากนี้ปลาที่เลี้ยงในระบบทั่วไปก็มีป่วยเป็นโรคตายให้เห็นอยู่เนืองๆ นั้นก็แสดงว่าทุกวันนี้แม้ว่าเราจะเลี้ยงรันชูแบบกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่แต่ระบบภูมิคุ้มกันของรันชูก็ยังน้อยกว่าปลาชนิดอื่นและยังไม่พอต่อการดำรงชีวิตในสภาพการเลี้ยงอย่างทุกวันนี้ ก็เมื่อรู้อย่างนี้แล้วทำไมไม่หาทางช่วยเค้าบ้างล่ะ แทนที่เราจะรอให้เค้าปรับเข้ามาหาเรา แต่เราควรปรับลงไปหาเค้าบ้าง นอกจากนี้ผมยังคิดว่าการที่ฟาร์ม Breeder ดังๆ ในประเทศต้นตำหรับไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ระบบอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ทำให้การเจริญเติบโตของแบคทีเรียตลอดจนเชื้อโรคอื่นๆ เป็นไปได้ช้ากว่าในประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อน
    หลายคนอาจมองว่าในกรณีนี้นาย Kevin กำลัง Over Equipment แต่มุมมองของผมกลับเห็นว่า ในเมื่อรันชูไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่งในธรรมชาติ เราก็ควรหาวิถีทางที่จะช่วยให้เค้าดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย และจากการที่รันชูแสนรักของเราได้จากไปตัวแล้วตัวเล่าด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่มาเยือนก็ล้วนเป็นทั้งคำตอบ และสิ่งยืนยันแล้วไม่ใช่หรือว่า "รันชูควรได้รับการทนุถนอมเป็นพิเศษกว่าปลาชนิดอื่น" มากไปกว่านั้นผมเองยังคาดการณ์ว่าด้วยระบบกรองบวกกับ Disinfection ที่ดีเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าปลาในร้านของคุณเอจะไม่ป่วย เพียงแต่เป็นการลดโอกาสที่ปลาจะป่วยเท่านั้นเอง
 


นอกจากน้ำพุและเครื่องทำหมอก (บริเวณหลังป้ายกระจก) จะให้บรรยากาศที่ดีแล้ว ยังส่งด้านความชื้นและความร่มรื่นภายในร้านได้อีกด้วย


อีกมุมมองหนึ่ง จะเห็นได้ว่าตำแหน่งติดตั้งพัดลมจะวางให้ได้ผลประโยชน์ทั้งคนและปลา


มองจากป้ายหน้าร้านจะมองเห็นมุมหนังสือและที่นั่งให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงปลา
 
    ตอบโจทย์ทุกข้อเพียงเพื่อจุดประสงค์เดียว
    หลังจากที่อ่านการตอบโจทย์แต่ละข้อของนาย Kevin มาถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจเห็นว่า "มันจะอะไรกันนักกันหนา?" เนื่องจากร้านขายปลาที่ไม่ต้องวางระบบขนาดนี้ก็สามารถดำเนินกิจการได้แล้ว แต่หากพิจารณาดีๆ จะเห็นได้ว่าการตอบโจทย์ทุกข้อของผม มุ่งประเด็นไปที่ความอยู่ดีมีสุขและลดอัตราการสูญเสียของปลาในร้านเป็นสำคัญ นั่นคือเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าความเสี่ยงอันจะเกิดขึ้นจากการสูญเสียปลา และค่าความเสี่ยงในการสูญเสียปลานี่แหละที่ส่งผลให้ราคาปลาในร้านจะต้องบวกราคาเข้าไปอีกเป็นค่าความเสี่ยง ซึ่งหากมีระบบป้องกันที่ดีจะส่งผลให้ความเสี่ยงต่ำ ทางร้านจึงสามารถลด Margin ในการตั้งราคาปลาลงได้ พอมาถึงตรงนี้ผลประโยชน์จึงเป็นของผู้บริโภคแบบเต็มๆ ประมาณว่าชาวเชียงใหม่ก็น่าจะได้รันชู หรือปลาทองเกรดดีๆในราคาที่ย่อมเยามากกว่าเดิม
 


ถ้วยรางวัลที่ตั้งใจจะสะสมให้ได้มากที่สุด


ด้านหน้าร้านอาณาจักรรันชู
(Ranchu Emporium)


หลายๆ มุมภายในร้าน
 
      มาถึงตอนนี้ ผมได้ตอบโจทย์ที่คิดว่าเป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างร้านขายปลาที่ดีไปทั้งหมดแล้ว ตามที่ผมจะคาดการณ์ได้ในระยะแรก โดยอาศัยความรู้ที่ได้จากปลาคาร์พมาดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งหากใครอยากเห็นสถานที่จริงตลอดจนรายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สำหรับชาวเหนือคงไม่ไกลจนเกินไปนัก เพราะ "ร้านอาณาจักรรันชู" ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ใกล้ตลาดคำเที่ยง แต่สำหรับคนรักปลาจากภาคอื่นแล้ว หากได้มาแอ่วเมืองเหนือก็ลองแวะชมกันได้ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด หากไปไม่ถูกคงต้องโทรสอบถามทางกับคุณเอ ที่หมายเลข 01-2878400, 053-413248

    แล้ว Koilover ทั้งหลายล่ะครับ หลังจากอ่านเรื่องนี้จบได้ข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับปลาคาร์พแสนรักของตัวเองบ้างหรือเปล่าเอ่ย?

Good Koikeeping
Kevin Koilover Group