
![]() หากไม่อยากให้ผิวของปลาตัวโปรดมีอาการเช่นนี้ อ่านเรื่องนี้โดยด่วนครับ |
การเตรียมบ่อใหม่ให้พร้อมเลี้ยงปลา เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม นักเลี้ยงปลาส่วนใหญ่เมื่อสร้างบ่อเลี้ยงปลาเสร็จใหม่ๆ (โดยเฉพาะบ่อแรกของการเลี้ยงปลาคาร์พ) มักจะอยากปล่อยปลาลงบ่อเร็วๆ ทั้งนี้เพราะได้รอวันที่จะสานฝันให้เป็นจริงมานานแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าความรู้สึกอยากเร่งรีบดังกล่าวไม่ส่งผลดีกับการเลี้ยงปลาเอาเสียเลย เจ้าของบ่อใหม่บางท่าน ทันทีที่สร้างบ่อเสร็จโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากเดินปั๊มน้ำได้สักครู่ (หรือสัก 2-3 วันก็ตามเถอะ) ก็จะนำปลาตัวโปรด ปลาตัวเก่งปล่อยลงในบ่อเลี้ยงใหม่ ร้อยทั้งร้อยได้ไปจองปลาตัวเก่งตัวสวยไว้เรียบร้อยตั้งแต่บ่อยังไม่เสร็จเสียด้วยซ้ำไป เชื่อหรือไม่ว่า เจ้าของบ่อคนใหม่บางท่านอาจลืมขั้นตอนสำคัญไปบางขั้นตอน คือการสะเทินผิวปูนและการ Matured ระบบการกรองให้พร้อม ซึ่งขั้นตอนนี้ หากมีการละเลยแล้ว อาจทำให้นักเลี้ยงปลามือใหม่ไฟแรง กลายเป็นนักเลี้ยงปลามือใหม่ไฟมอดไปได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน เสมือนหนึ่งนักชกไฟแรงที่กระหายจะได้รับชัยชนะอย่างงดงามในการชกไฟต์แรก แต่กับถูกยำใหญ่แพ้น๊อคคาเวทีอย่างนี้เรียกว่า "เสียมวย" ไปเลย ใช่ครับ เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ปลาตัวโปรดของคุณก็สามารถกลายเป็นปลาช้ำเลือดไปได้ และไม่แปลกหากบางตัวจะมีอาการถึงชีวิต หากคุณละเลยขั้นตอนการสะเทินผิวปูนก่อนปล่อยน้ำลงบ่อ การสะเทินผิวปูนคืออะไรหรือ? อธิบายง่ายๆ ตามศัพท์ชาวบ้านนั้นก็คือ "การทำให้เป็นกลาง" หรือหากจะใช้ศัพท์แสงให้ดูเคร่งวิชาการก็เรียกได้ว่า "Nuetralized" ทั้งนี้เนื่องจากผิวปูนที่ยังใหม่อยู่นั้น จะมีฤทธิ์เป็นด่างอย่างรุนแรง เมื่อละลายออกมากับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลาแล้ว จะสร้างความระคายเคืองให้แก่เนื้อเยื่อของปลาอย่าง |
| ยิ่งยวด ตลอดจนผิวปูนที่มีความเป็นด่างสูงนั้น ยังไม่เหมาะต่อการเกาะติดของตะไคร่น้ำ อันเป็นสิ่งของต้องประสงค์สำหรับเหล่านักเลี้ยงปลาอีกด้วย สำหรับท่านที่รู้แล้วอย่าหาว่านาย Kevin คนนี้เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยครับ เรื่องอย่างนี้ มือใหม่บางคนอาจเพิ่งเคยได้ยิน เอาอย่างนี้อย่ามัวสาธยายให้เกิดความอยากรู้ไปมากกว่านี้เลย เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า...คราวนี้ก็มาถึง คำถามที่ว่า เราจะสะเทินผิวปูนได้อย่างไร? แน่นอน มีหยินก็ต้องมีหยาง มีขาวก็ต้องมีดำ เอาชนะไฟได้ด้วยน้ำฉันใด การแก้ความเป็นด่าง ย่อมต้องแก้ได้ด้วยกรดฉันนั้น โดยมีขั้นตอนดังนี้ |
![]() |
ซ้าย หัวน้ำส้มสายชูพร้อมฟองน้ำนี่แหละ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการสะเทินผิวปูน ขวา เทหัวน้ำส้มสายชูหนึ่งขวดผสมกับน้ำสะอาด 5 ลิตร |
![]() |
|
1. ทิ้งให้ทุกพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำในบ่อ (ทั้งบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง)
แห้งสนิทเป็นเวลาอย่างน้อย 1 วันให้สังเกตุดูว่าผิวปูนที่แห้งดีแล้วนั้นจะมีฝ้าขาวจับอยู่คล้ายแป้ง 2. จากนั้น ใช้หัวน้ำส้มสายชูเข้มข้น หนึ่งขวดขนาด 750 CC. ผสมกับน้ำสะอาด 5 ลิตร ได้สารละลายน้ำส้มสายชูเข้มข้น 3. ใช้ฟองน้ำชุบสารละลายน้ำส้มสายชูที่ได้จากข้อสอง เช็ดให้ทั่วทุกพื้นผิวที่สัมผัสน้ำในบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง 4. ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นเช็ดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง 5. ปล่อยน้ำลงในบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง อย่าเพิ่งดีใจครับ ยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย 6. ต้องกักน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน ระหว่างช่วงเวลานี้ หาต้นกล้วยมาหั่นเป็นวงๆ (แบบที่ทำกระทง) นำไปลอยในบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง ระยะเวลาสองวันนี้ ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้ตรวจดูว่าบ่อที่สร้างเพิ่งจะเสร็จมีการซึมน้ำหรือไม่ คอยเช็คระดับน้ำดูด้วยนะครับว่าลดลงไปหรือไม่ และมาก-น้อยเพียงใด 7. หลังจากเวลาสองวันผ่านไป ปล่อยน้ำทิ้งไปหรือจะนำไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ได้ก็ยิ่งดี จะได้ไม่เสียของ จากนั้นทิ้งผิวปูนให้แห้งสนิทอีก1วัน 8. เช็ดผิวปูนที่แห้งสนิทดีแล้ว ด้วยสารละลายน้ำส้มสายชู อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เที่ยวเดียวก็พอ 9. หลังจากปล่อยให้ผิวปูนที่เช็ดแห้งดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่รอคอย ปล่อยน้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาลงในบ่อ พร้อมกับวัสดุกรองทั้งหมด พอได้ระดับน้ำที่ต้องการ ก็จัดการเดิน ปั๊มน้ำได้เลย ช่วงนี้เป็นโอกาสอันดี ที่จะสังเกตุว่าตามข้อต่อต่างๆ ตลอดจนการไหลเวียนของน้ำในบ่อเลี้ยงเป็นไปตามต้องการหรือไม่ หากคำตอบคือ "ไม่" คุณยังมีโอกาสที่จะแก้ไขได้ทัน ตราบใดที่ยังไม่ได้ปล่อยปลาลงไป |
![]() |
ผนังปูนที่แห้งแล้วจะมีลักษณะอย่างที่เห็น |
![]() |
![]() |
เช็ดผนังปูนที่แห้งสนิทดีแล้วด้วยสารละลายน้ำส้มสายชู |
![]() |
| จบขั้นตอนทั้งหมด ก็ดูๆ เหมือนว่า บ่อเลี้ยงจะพร้อมสำหรับปล่อยปลาแล้วนะครับ แต่จริงๆ แล้วยังหรอกครับคุณ เชื่อผมเถอะ อดเปรี้ยวไว้กินหวานจะดีกว่า ให้เดินปั้มน้ำกับน้ำในบ่อเลี้ยงเปล่าๆ อยู่อีกสักสองสามวัน ระหว่างนี้ให้ปล่อยน้ำดิบที่ต้องการจะใช้ในการเลี้ยงลงไปในบ่อเลี้ยงอย่างเอื่อยๆ ได้เลย ให้ตรวจสอบค่าพีเอชของน้ำในบ่อเลี้ยงทุกวัน ถ้าหากวัดดูในวันแรกกับวันที่สอง (หรือสาม) ได้ค่าไม่แตกต่างกันจากวันแรกมากนัก (ปกติค่าที่วัดได้ในวันที่สองมักจะสูงกว่าที่วัดได้ในวันแรกเล็กน้อย) และหากค่าที่ได้ไม่สูงจนเกินไปแล้ว (ไม่ควรเกิน 7.5) แสดงว่าบ่อเลี้ยงและระบบกรองของคุณพร้อมแล้วสำหรับการถูก Matured ให้พร้อมแก่การรับภาระการย่อยสลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต |
![]() สังเกตุดีๆ กับปฎิกริยาระหว่างกรดกับด่าง จะมีฟองให้เห็นเล็กน้อย |
![]() ต้นกล้วยผู้เคราะห์ร้าย |
![]() |
![]() |
![]() |
| ออกกำลังกันหน่อย ลอยต้นกล้วยที่หั่นแล้วลงในทั้งบ่อเลี้ยงและบ่อกรอง |
![]() ชุดทดสอบน้ำมีให้เลือกหลายแบบ |
การ Matured ระบบการกรองให้พร้อมกระทำได้ดังนี้คือ 1. หลังจากที่วัดพีเอชได้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักภายในสองสามวันแรกแล้ว ให้ใส่มาลาไคท์ กรีน ตามอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 20 ตัน ลงในบ่อเลี้ยง เพื่อเป็นการทำปลอดเชื้อ (ทั้งที่มีและไม่มีประโยชน์) ในขั้นตอนแรก เดินปั้มน้ำทิ้งไว้ 1 วัน 2. เติมแบคทีเรียสำเร็จรูปที่มีขายในท้องตลาด หรือเติมเมือกชีวภาพส่วนเกินที่ได้จากบ่อกรอง ที่เดินระบบมาเป็นระยะเวลานานๆ แล้ว ไม่ค่อยมีปัญหามากนัก โดยเติมที่ช่องแรกของบ่อกรอง ปล่อยให้กระแสน้ำที่เกิดจากการเดินระบบ พัดพาเอาแบคทีเรียเข้าสู่ชั้นกรอง กระจัดกระจายหาที่อยู่กันเองตามอัชฌาสัย ช่วงนี้ให้ทำการวัดค่าพีเอชทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง จะพบว่าระบบที่ดีค่าพีเอชจะค่อยๆ ลดลงมาอยู่ที่ค่าไม่เกิน 7.2 ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับค่าพีเอชของน้ำดิบที่ใช้ด้วย |
|
3. เดินปั้มน้ำทิ้งไว้ 1 วัน จากนั้นก็ถึงเวลาที่คุณรอคอยแล้วล่ะครับ นำปลาที่คิดว่าสวยน้อยที่สุดจำนวนหนึ่ง
ดูเอาว่าไม่ควรเกินหนึ่งในสี่ ของจำนวนปลาที่จะเลี้ยงทั้งหมด ใส่ไปเป็นหน่วยกล้าตายก่อน *อย่าลืมปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงกับน้ำในบ่อเลี้ยงให้เท่ากับก่อนปล่อยปลาลงบ่อ* 4. สองสัปดาห์ต่อมา หากไม่มีข่าวร้ายใดๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ ทยอยปล่อยปลาที่เหลือลงไป เพื่อให้ระบบค่อยๆ พัฒนาตัวในการรับภาระบำบัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป |
![]() |
![]() |
![]() |
| ตะกอนในบ่อกรองเก่าที่จมตัวได้ดี เหมาะแก่การนำมาทำ Mature ให้แก่ระบบกรองใหม่ เลือกเฉพาะตะกอนที่จมตัวได้ดี |
![]() รินน้ำใสทิ้งเก็บไว้เฉพาะตะกอนข้นๆ |
![]() ตะกอนข้นๆ ล้วนๆ อย่างนี้แหละ ระดับหัวกะทิเลย |
![]() การเคลื่อนย้ายตะกอนสดต้องกระทำเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายปลา คืออัดออกซิเจนด้วย |
![]() หากต้องการลดขั้นตอนยุ่งยาก แบคทีเรียสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาด (หลากหลายยี่ห้อ) ก็มีให้เลือกตามความพอใจ ซึ่ง EM ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง |
จะเห็นได้ว่ากว่าบ่อกรองใหม่จะพัฒนาตัวจากศูนย์
(คือจุดที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ) ไปถึงจุดเต็มร้อยนั้นจะกินเวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งเดือนเต็ม เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ เมินปลาสวยไปก่อน
หรืออาจซุ่มซ้อมฝีมือการเลือกไปก่อน หากอดไม่ได้จริงๆ แนะนำให้ฝากปลาไว้อย่าเพิ่งนำกลับบ้าน แนะนำให้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่คุณมี
ในการสังเกตุตลอดจนปรับปรุงคุณภาพน้ำหรือระบบต่างๆ ที่อาจยังไม่สมบูรณ์ ของอย่างนี้ให้ถือคติว่า "ไปช้าๆ ได้ปลาตัวงามๆ" เมื่อเครื่องเจียรนัยเพชรพร้อมแล้ว ก็เริ่มหาเพชรมาเจียรนัยได้เลย เมื่อคุณมั่นใจในบ่อเลี้ยงของคุณ และมีความตั้งใจจะเลี้ยงปลาให้มีความสุขถ้วนทุกตัว ผมขอแนะนำให้คุณสังเกตุว่า ปลาทุกตัว (ไม่ว่าจะเป็นปลาสวยหรือไม่สวยก็ตาม) ล้วนต้องการการเอาใจใส่ดูแล เท่าเทียมกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวปลาทุกตัวย่อมสิ้นเปลืองค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เท่าเทียมกัน ดังนั้น อย่าหลงประเด็นไปกับปลาราคาถูกแต่ด้อยคุณภาพ จงหากปลาคุณภาพดีที่สุดเท่าที่คุณจะมีกำลังสรรหามาเลี้ยงได้ ทั้งนี้หากคิดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว จะเห็นได้ว่าราคาค่าตัวของปลาเทียบได้เป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนน้อยเท่านั้น หากคิดจะเลี้ยงในระยะยาว ไม่ได้เห่อตามกระแส เลี้ยงทั้งที ซื้อทั้งที ซื้อของดี ซื้อเพชรแท้ไปเลยดีกว่าครับ เพราะเพชรแท้เท่านั้นที่จะเพิ่มคุณค่าและทรงคุณค่า แม้ว่าจะผ่านกาลเวลาไปนานแสนนาน มีสุภาษิตกระเหรี่ยงบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "Life is too short to keep a bad koi" จับเอามาถอดความเป็นไทยได้อย่างกระท่อนกระแท่น ว่า "ชีวิตคนเรานั้น สั้นหนักหนา ดังนั้นจงอย่าเลี้ยงปลาไม่สวยกันเลย" Good Koikeeping Kevin Koilover Group |