
บ่อดินและซุ้มที่เราเห็นทั้งหมด ใช้เงินไปเกือบ 500,000 บาท

บ่อดินครับ ด้านหลังคือ ซุ้มศาลา 2หลัง

บ่อดินอีกมุมหนึ่ง ใช้ระบบพ่นเหนือน้ำครับ ไม่ต้องมี สะดือบ่อหรือบ่อกรอง แต่ใช้ระบบธรรมชาติเหมือนบ่อเลี้ยงกุ้งปลาทั่วไป

อีกมุมหนึ่งของบ่อและซุ้มศาลา
|
|
7 มกราคม 2544
วันนี้พวกเราชาว Koi Lover Group ได้มีโอกาสไปแวะเวียนหาเซียนปลาท่านหนึ่ง
แม้ว่าคนๆ นี้จะเลี้ยงปลามาเป็นระยะเวลาไม่นานนักคือ ประมาณ 5 ปี แต่ประสบการณ์ที่เซียนท่านนี้มี ผมเชื่อว่า สมควรเรียกว่าเป็นระดับ "เซียน" ปลาโดยแท้จริง
เซียนท่านนี้ได้ขอให้ทีมงานไม่เปิดเผยชื่อ ตัวตน ด้วยเหตุผลบางประการ ทางทีมงานก็มิได้ขัดข้องแต่ประการใด แต่ก็ขอให้สรรพนามเรียกเซียนท่านนี้ว่า "เฮีย" ก็แล้วกัน
เฮียเล่าให้ฟังในวิธีการเลี้ยงว่า บ่อที่เลี้ยงมีขนาดประมาณกว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตรและลึก 4 เมตร รวมปริมาตรน้ำก็ตกราว 3,600 ตัน และจะเน้นปลานำเข้าเป็นส่วนใหญ่
โดยซื้อปลามาจาก บางกอกฟาร์ม, ฟาร์มเจ๊ณีย์, ฟาร์มคุณวิชิต (รามคำแหง 13) และฟาร์มคุณสุชาติ ปริมาณปลาในบ่อที่เลี้ยงที่เคยมีมากที่สุด ก็ประมาณ 4,000 ตัว พอได้ฟังก็เลยแอบกระซิบถามว่า ปีๆ หนึ่ง
เฮียใช้เงินซื้อปลาไปเกือบๆ ขึ้นเลข 7 หลักเลยทีเดียว สายพันธุ์ที่เลือกก็ไม่จำกัด แต่จากการสังเกตของทีมงานเห็นว่า ส่วนใหญ่ก็จะเป็น โคฮากุ ชิโร่อุจึริ ซันเก้ โชวะซันเก้ ตันโจ โงวชิกิ และอื่นๆ อีกประปราย
โดยบ่อที่เลี้ยงในพื้นที่ๆ เราเห็นมีทั้งบ่อดิน และบ่อปูน นอกจากนั้นศาลากลางน้ำ ก็เป็นที่เก็บวัสดุ อุปกรณ ์ต่างๆ รวมเป็นที่ๆ ทำการอนุบาล และรักษาปลาป่วย ปลาที่ผ่านการตกแต่งแล้ว
ปลาส่วนใหญ่ที่เฮียซื้อมักเป็นราคาค่อนข้างถูก เฮียมักจะดูว่า จะนำมา แต่งได้หรือไม่ หากแต่งได้เฮียก็จะซื้อมา ทีมงานได้เห็น ตันโจ ที่ผ่านการแต่งกลมแดงบนหัวแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่า
ฝีมือเฮียดีมาก โดยเฮียจะใช้ยาสลบวางก่อน จากนั้น ใช้มืดทำครัวนี่แหละค่อยๆ แต่งให้พื้นแดงบนหัวให้กลม หรือบางครั้งก็ยังแต่งปลาพันธุ์อื่นๆ เช่น โคฮากุ ชิโร่อุจึริ
โดยอาจแต่งบริเวณปากที่คาดแดงออก เฮียเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาก็มีปัญหาปลาตายภายหลังการตกแต่งแล้วเหมือนกัน บางตัวไม่ฟื้น บางตัวก็ติดเชื้อเป็นแผลเน่า แต่ยังไงพอแต่งแล้ว
ปลาที่ไม่มีค่าในสายตา ของใครหลายคนกลับเป็นปลาที่มีค่ามีราคาขึ้นมา (อย่างไรก็ตาม สำหรับทีมงานรู้สึกสงสารปลาเช่นกัน เพราะปลาก็มีความรู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกับคนเรา
จึงไม่ขอแนะนำให้ KOI LOVER ทั้งหลายลองทำดู เพราะอาจต้องสูญเสียปลาอันเป็นที่รักของคุณไปได้)
เฮียได้ให้ความเห็น ถึงข้อดีของการเลี้ยงปลาในบ่อดินว่า นอกจากจะทำให้ปลาโตเร็วกว่าแล้ว ปลาที่เลี้ยงในบ่อดินจะมีปัญหาน้อยกว่า เพราะเป็นการรักษาด้วยธรรมชาติ
แต่หากปลาที่เลี้ยงในบ่อปูนป่วย จะต้องใช้ยารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่ เฮียยังให้ความเห็นในแง่การเลี้ยงว่า เวลาปลาป่วย ก็ควรแยกออกมา ไม่ควรใช้มาลาไครท์กรีนใส่ลงในบ่อเลี้ยง
เพราะทำให้แบคทีเรียชนิดอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต้องตายไปด้วย ทำให้ระบบ การย่อยสลายเสียไป เป็นต้นเหตุทำให้น้ำเขียวและกว่าแบคทีเรียจะเริ่มทำงานใหม่ได้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน
ส่วนดีมิลีนนั้น สามารถใช้ได้ เพราะไม่ทำอันตรายต่อแบคทีเรีย สำหรับเรื่องคุณภาพน้ำ ปกติถ้าจะมีปัญหาก็มักจะเป็นเรื่องน้ำเป็นกรดมากเกินไป เฮียจะใช้ปูนขาวช่วยซึ่งก็เป็น
ตัวเดียวกับที่ใช้ใน การปรับปรุงแก้ไขเรื่องดินเปรี้ยวนั่นเอง สำหรับน้ำที่นี่จะใช้น้ำบาดาล เพราะประปายังเข้าไม่ถึง และมีความเหมาะสม ในการเลี้ยงปลาโคฮากุ
และพวกสีดำโดยเฉพาะชิโร่ มีสีดำดี ส่วนบ่อปูนของเฮียนั้น จะใช้ระบบ พ่นเหนือน้ำเท่านั้น ทีมงานได้ถามว่า ทำใมจึงไม่พ่นใต้น้ำ เฮียได้ให้เหตุผลว่า อาจทำให้ครีบอกบิดได้
หากว่าน้ำแรงเกินไป เดี๋ยวนี้ฟาร์มหลายแห่งก็เลิกใช้ระบบพ่นใต้น้ำแล้ว ทีมงานก็เลยถามต่อว่า แล้วกรณีที่ครีบหักมุมเกิดจากอะไร เฮียได้ตอบว่า น่าจะเป็นจากตอนที่ยังเล็กอยู่
ถูกคนจับหรือว่ายไปชนผนังหรืออะไรก็ตามอย่างไร ทำให้ครีบหักมุมขึ้นมา ทีมงานได้ถามถึงว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ปลาที่สายเลือด ญี่ปุ่น เมื่อนำมาเลี้ยงในไทยควรมี
อัตราการเติบโตเท่าใด เฮียได้ให้ข้อมูลว่าควรโตอย่างน้อย 2 นิ้วต่อปี สำหรับปลาอายุ 1 ปี หรือที่เรียกว่า Tosai แต่ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมด้วย
กรณีที่ คนเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงปลาเป็นจำนวนมากๆ ไว้ในบ่อ แล้วเกิดปัญหาว่า ปลาไม่โต แม้ว่าจะถ่ายน้ำ ให้อาหารอย่างพอเพียงแล้วก็ตาม วิธีแก้ไขมีทางเดียวก็คือต้องลดปริมาณปลาที่เลี้ยงลง
ทีมงานได้ถามถึงวิธีการป้องกันโรคปลาว่า ทำอย่างไร เฮียได้ให้คำตอบว่า วันที่หนึ่งนั้น แกจะแช่ปลาในภาชนะละลายดีมิลีนเข้มข้นหน่อย เพื่อกำจัดพยาธิภายนอก วันที่สองจะแช่ปลาในน้ำละลาย
มาลาไครท์กรีน ส่วนวันที่สามจะแช่ปลาโดยใช้ออกซี่เตตร้าไซคลีน หลังจากนั้นจะปล่อยปลาลงบ่อ ด้านการรักษาโรคนั้น หากปลาป่วยก็จะใช้ยาออกซี่เตตร้าไซคลีน
หากเป็นมากจำเป็นต้องฉีดยาโดยใช้ยากานาไมซิน โดยวางยาสลบก่อน แล้วค่อยฉีด โดยจุดที่ฉีด มักจะเลือกฉีดกัน 2 ตำแหน่งก็คือ โคนหางหรือโคนหู (ครีบอก)
ในลักษณะการฉีดย้อนเกล็ดและต้องระมัดระวังไม่ให้โดนอวัยวะภายใน การฉีดยาจะไม่ฉีดในปลาขนาดเล็กเพราะอาจแพ้ยาตายได้
เฮียได้นำทีมงานพาไปชมบ่อในสวนต่อซึ่งเป็นบ่อทำ size มีจำนวนประมาณหลายสิบตัว พอได้ขนาดประมาณ size 3 ก็จะย้ายไปลงบ่อดินต่อไป เราได้อยู่ดูปลาของเฮีย
จนกระทั่งเวลาผ่านไปพอสมควร จึงได้กล่าวขอบคุณที่ได้อนุญาตให้มาเยี่ยมเยือนและให้ความรู้แก่พวกเราชาว Koi Lover และคิดว่า ถ้ามีโอกาสหน้า
เราคงไม่พลาดที่จะมาดูความก้าวหน้า หรือเทคนิคการเลี้ยงแบบใหม่ๆ ต่อไป
Koi Lover Group รายงาน
|