ฝันที่เป็นจริง "ท่องแดนปลาคาร์พ"

     ในที่สุดความฝันของคนรักปลาคาร์พอย่างผมก็เป็นจริงจนได้ ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ผมว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนผมว่า น่าจะมีโอกาสเดินทางไปท่องแคว้นแหล่งกำเนิดปลาคาร์พสักครั้งหนึ่งในชีวิต ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นสักหน่อย ทั้งๆ ที่เริ่มเลี้ยงปลาได้แค่ปีกว่าๆ เอง ก็มีโอกาสได้เดินทางไปดูปลาคาร์พที่ญี่ปุ่น เป็นผมเปิดดูในอินเตอร์เน็ต จนอดรนทนไม่ได้ ก็พยายามหาทางที่จะเดินทางไปให้เห็นต้นกำเนิดให้ได้ ตอนแรกก็คิดจะเดินทางไปกับทางทีมงาน Fancycarp.com แต่ก็ล้มเลิกไปเพราะปัจจัยต่างๆ ที่เราก็พอจะทราบกัน ตอนนั้นก็รู้สึกผิดหวังมาก บังเอิญเมื่อวันปลาเข้าที่ Shipmate ผมก็ได้พบปะพูดคุยกับ Koi Lover ท่านหนึ่ง (ขอโทษด้วยครับผมจำชื่อไม่ได้) เขาก็ได้แนะนำว่าลองให้ไปติดต่อเพื่อนคนหนึ่งดู เพราะเขาเดินทางไปบ่อยๆ ผมก็เลยลองโทรไปดู ปรากฏว่าเขามีโปรแกรมไปดูงานประกวด ZNA Nishikigoi Show และพอดีกับมีคน cancle การเดินทางไป เลยมีที่ว่างเหลือ 1 ที่พอดี ผมก็เลยรีบตอบตกลงเดินทางทันที จะว่าฟลุ๊คก็ได้เพราะขอวีซ่าวันจันทร์ วีซ่าผ่านวันพุธ วันศุกร์ก็เดินทางกันเลย ว้าว…. โชคดีอะไรขนาดนั้น
    การเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีก 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการปลาคาร์ฟมานาน (ขออนุญาติไม่เอ่ยนามครับ) แต่ผมคิดว่าหลายๆ ท่านคงรู้จักกันอยู่แล้ว ไอ้กระผมมันมือใหม่อ่อนหัด ต้องศึกษาอีกมาก ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ผมรู้สึกประทับใจ และอบอุ่นมาก พี่ๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็เป็นกันเอง ให้คำแนะนำต่าง ๆ เพิ่มเติมในเลือก การเลี้ยงปลาคาร์พแก่ผมอย่างมาก ผมก็ขอขอบพระคุณไว้ด้วยครับ และหวังว่าคงจะมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีก แต่ตอนนี้ต้องขอเวลาเก็บสตางค์ก่อน เพราะเห็นแล้วว่าที่คุณภัทรบอกไว้นั้นเป็นความจริงทุกประการ "ใครได้ไปเป็นต้องกระเป๋าฉีกทุกราย" (มันเป็นสัจธรรมของคนรักปลาคาร์พ)
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า โม้มากเดี๋ยวไม่มีใครอ่าน ก็แย่เลย (แฮะ..แฮะ..อ่านต่อนะ) วันที่ผมเดินทางไปถึงที่สนามบิน นาริตะเป็นตอนเช้าวันที่ 9 พ.ย. อากาศค่อนข้างเย็น (ประมาณ 12 องศา) มีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมารับที่สนามบิน เพื่อเดินทางต่อไปยังนิกาตาเพื่อชมการประกวดปลา ซึ่งใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน เพราะรถมีปัญหา ระหว่างการเดินทางก็ได้ชมทิวทัศน์ของเมืองโตเกียว มองเห็นยอดเขาฟูจิได้อย่างชัดเจน สวยงามมาก เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่า "วันนี้คุณโชคดีมาก เพราะอากาศเปิด เห็นภูเขาไฟได้ชัดมาก" สภาพบ้านเมืองดูดีมากมาก สะอาดตา แต่ว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงมาก เติมน้ำมันรถแต่ละครั้งตั้ง 2000-3000 บาท ค่าทางด่วน ในการเดินทางตั้งหลายพันแน่ะ ค่าอาหารก็ค่อนข้างแพง อีกอย่างคนญี่ปุ่นนี่ค่อนข้างจะชาตินิยม ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษกันเลย (ร้อยละ 99) นี่ถ้าไม่มีเพื่อนชาวญี่ปุ่นไปด้วยคงอดตายแน่เลย เพราะสั่งอาหารเองไม่ได้ ระหว่างทางจะมีอุโมงค์ ลอดช่องเขาเป็นช่วงๆ (แต่ถ้าเป็นเมืองไทยละก็วนรอบเขาไปหลายตลบเลย) อุโมงค์ที่ยาวที่สุดรู้สึกจะยาวตั้ง 12 กิโลเมตรครับ พอลอดผ่านเจ้าอุโมงค์ยาวนี้ก็เจอดีเลยครับ ตอนแรกก็ฝนตก พอเลยไปอีกหน่อยก็เจอหิมะ โอ้ ! ช่างสวยงานอะไรเช่นนี้ วิวสองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด
    ที่ญี่ปุ่นนี่มาตรการรักษาความปลอดภัยเขาดีมากเลยครับ จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจรถที่ผ่านเข้าเขตหิมะว่า ใช้ยางพิเศษสำหรับวิ่งบนหิมะ หรือเปล่า ถ้าใช้ถึงจะยอมให้ผ่านไป ถ้าไม่ใช้ก็ต้องใส่โซ่กับล้อรถก่อนถึงจะยอมให้ผ่านได้ ดีจริงๆ ครับ กว่าเราจะเดินทางมาถึงเมือง โอจิยะ ซึ่งเป็นสถานที่ประกวดปลาก็เกือบสามโมงเย็นแล้ว พอไปถึงก็คว้ากล้องรีบลงไปสำรวจบ่อยางที่ตั้งไว้กลางแจ้งเกือบร้อยบ่อ โฮ้โฮ ! ทั้งทึ่ง ทั้งอึ้งไปเลยครับ ปลาคาร์พสวยๆ ทั้งนั้น มีตั้งแต่ไซส์เล็กๆ ไปจนกระทั่งไซส์ Jumbo เลย แต่มีอยู่บ่อหนึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ต้องไปดูหน่อยแล้ว ปรากฎว่าเป็นบ่อของเจ้าของตำแหน่ง Grand Champion เป็น KOHAKU ขนาดใหญ่ลวดลายเร้าใจมาก ความขาวก็ขาวๆ ลวดลายสีแดงคมชัด (อูยส์… น้ำลายหยดลงบ่อไปเลย) จากนั้นก็เดินดูบ่อโน้นบ่อนี้ไปสักพัก ก็เริ่มรู้สึกถึงอาการหนาวเข้ากระดูกขึ้นมาเลย (มัวแต่เพลิน ลืมไปว่าฝนตกลงมา ลมก็พัดแรง) เท้าเริ่มชา หูเริ่มจะแข็ง มือเริ่มแข็งกดชัตเตอร์ไม่ลงแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว ต้องวิ่งหนีฝนเข้าไปหลบในตัวอาคาร แย่จริงมีบุญได้มาดูกะเขาครั้งหนึ่ง แต่ก็มีกรรมมาบัง พี่ๆ ในคณะเดินทางเห็นพ้องกันว่าดูต่อไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยนัดแนะกันเดินทางต่อไปฟาร์ม
ฮาเซกาวา (Hasagawa) ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง KOHAKU พอขึ้นก็ปรากฎว่ามีลูกเห็บตกอีก (โอ้ย อะไรจะเลวร้ายปานนั้น) เขาบอกว่าปีนี้อากาศหนาวเร็วผิดปกติครับ การเดินทางใช้เวลาแค่ 10 นาทีเอง พวกเราได้พบกับ เจ้าของฟาร์ม และภรรยา ซึ่งอัธยาศัยดีมากให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พาพวกเราเข้าไปชมปลาคาร์พ ซึ่งมีทั้งปลาสองปี สามปี และพ่อพันธุ์ แม่พันธ์ ตะลึงอีกแล้วครับท่าน KOHAKU แดงเต็มบ่อ ตาลายไปหมด มองยังไงก็สวยทุกตัวเลย พี่ๆ เขาเลือกกันไปได้หลายตัวเลย ไอ้กระผมมือใหม่ก็ได้กลับมาประดับบ่อกะเขา 1 ตัว ก่อนกลับ ก็ชำเลืองไปเห็นประตูเลื่อนบานหนึ่ง ก็ลองแง้มดูกัน ปรากฎว่าเป็นบ่อปลา 1 ปี ซึ่งยังมีขนาดเล็กอยู่ แต่ขอโทษเถอะครับ ปลาเยอะมากๆ อย่างที่เขาว่าเป็นธารลาวานั้นนะจริงๆ เลยขอบอก.. พอถึงเวลาอันควรก็ขอตัวลากลับที่พักกัน เจอเรื่องแปลกอีกแล้ว ที่นี่พอห้าโมงเย็น ฟ้าก็จะมืดสนิทเหมือนกับเวลาสองทุ่มที่บ้านเราเลย
วันต่อมาพวกเราก็ได้เดินทางไปชมฟาร์ม มารูโช (Maruyso) ที่นี่เขามีชื่อเรื่อง Sanke Chagoi และ Ochiba เขาแบ่งโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงปลา โรงแรกเลี้ยงปลา 1 ปี โรงที่สอง เลี้ยงปลา 2 ปี และโรงที่สามเลี้ยงสามปี และปลาใหญ่ สุดยอดอีกแล้วครับ Chagoi สีออกน้ำตาลแดงสวยมากเลย หุ่นอย่างนี้เห็นแล้วใจจะขาด อยากได้กลับบ้านจัง เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ครึ่งวัน ได้ปลากันไปอีกชุดหนึ่ง ส่วนตัวผมได้ทีเด็ดเล็ก ที่ผมพอใจมากๆ จากนั้นเราก็ไปแวะหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในการเลี้ยงปลาที่ร้านขายอุปกรณ์ใกล้ๆ ละแวกนั้น ช่วงบ่ายเราได้เดินทางต่อมาที่ฟาร์ม โฮโซไก (Hosokai) ฟาร์มแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่ มีปลาให้เลือกมากมาย หลากหลายสายพันธุ์ บ่อโน้นก็สวย บ่อนี้ก็สวย โดยเฉพาะบ่อปลาไซส์ใหญ่โดดเด่นมาก ไม่ว่าจะเป็น Sanke, Kohaku, Showa, Koromo, Ogon (ถ้าใครรู้จักแม่นวลจันทร์ละก็ หล่อนมาจากที่ฟาร์มนี้แหละครับ) นอกจากนี้ยังมีปลาแปลกๆ อีกเพียบเลย ทีเด็ดที่ผมชอบมากที่สุดคือ Ochiba Douitsu ซึ่งมีมีลายขึ้นมาจากท้องด้านล่าง ซึ่งน่าจะมีอายุประมาณ 3 ปี เห็นเขาบอกว่าขายแล้วครับ แล้วก็เหมือนเดิมพวกเราได้ปลากันไปอีกชุดใหญ่ กว่าเลือกปลากันเสร็จก็มืดตามฟอร์ม พวกเราโชคดีได้รับเกียรติไปรับประทานอาหารค่ำกับลูกชายเข้าของฟาร์ม มีโอกาสได้สนทนาเทคนิค และปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงพอควร
มีอีกเรื่องที่ผมก็เพิ่มจะทราบ ที่ญี่ปุ่นไม่เหมือนที่บ้านเราหรอกครับ เวลาไปดูปลา เราจะต้องดูปลาในบ่ออย่างพิจารณาจนพอใจ ถ้าเกิดสนใจจริงๆ ก็สามารถถามราคา และให้ทางฟาร์มตักขึ้นมาให้ดูได้ การที่ตักขึ้นมาดูนั้นหมายความว่าเราตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อถึง 90 % ทีเดียว ถ้าเราไม่ซื้อก็ต้องบอกเหตุผลด้วยว่าปลามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราตักขึ้นมา จับพลิกแล้วพลิกอีก ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไป (คนไทยนิสัยกันเองแบบสบายๆ) ญี่ปุ่นเขาค่อนข้างจะมีระเบียบและเกรงใจกันพอสมควร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละฟาร์มจะกฎระเบียบที่แตกต่างกันออกไป อ้อ อีกอย่างฟาร์มที่นี่เขาจะต้อนรับแขกทีละคณะ นั่นก็คือต้องโทรนัดล่วงหน้าก่อนเสมอ
         วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินทางกลับไปที่ฟาร์ม มารูโซ อีกครั้ง ไปเลือกปลา 1 ปีกัน เหนื่อยไม่ใช่เล่น ใช้เวลาพอควรเพราะปลาเยอะตาลายเลือกไม่ถูก โชคดีที่วันนี้อากาศปลอดโปร่งหน่อยครับ ช่วงบ่ายก็เดินทางไปที่ฟาร์มคาเนโกะ ที่นี่ก็ปลาเยอะมากๆ สายพันธุ์ค่อนข้างหลากหลาย ที่เด่นก็เห็นจะเป็นปลาตระกูล Douitsu Sanke, Douitsu Ochiba, Douitsu Kumonryo, และ Shiro นอกจากนี้ยังมีปลาที่กำลังได้รับความนิยมในบ้านเราคือ Beni Kikukoryo เยอะมากเลยครับ เราใช้เวลาที่นี่นานมากๆ กว่าจะออกจากฟาร์มก็เกือบสามทุ่ม ไปรับประทานอาหารค่ำทางทางฟาร์ม ได้สนทนาถึงเทคนิคในการเลี้ยง ปัญหา และการรักษาโรค ซึ่งได้รับคำแนะนำรวมๆ ว่า ปลาที่เขาเลี้ยงมักไม่ค่อยเกิดปัญหาอะไร ยาก็แทบไม่ค่อยได้ใช้เพราะอากาศที่ญี่ปุ่นค่อนข้างดี (เย็น) น้ำก็ใช้น้ำจากหิมะที่ละลายมาเลี้ยงปลา อาหารที่ใช้เลี้ยงมีความสำคัญมากถ้าให้อาหารดี ในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้ปลาโตไวได้สัดส่วนสีสวย ทั้งนี้สายพันธุ์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เท่าที่ผมได้สังเกตุดูพ่อพันธุ์-แม่พันธ์ของแต่ละฟาร์ม ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่ และขาวมาก ส่วนแพทเทินมักไม่ค่อยมีสีบนตัวจะมีนิดหน่อย แต่ความคม ความชัดเจนของสีมีมากทีเดียว ถ้าเป็นบ้านเราปลาแบบนี้ขายไม่ออกแหงๆ เลย
   วันสุดท้ายพวกเราได้เดินทางไปอีกหลายฟาร์ม แต่ผมจำชื่อไม่ได้ (รู้สึกชักเบลอๆ) จนมาสรุปที่ฟาร์มสุดท้ายที่สุดยอด ตรึงตาตรึงใจพวกเราทุกคน ฟาร์มแห่งนี้มีนามว่า โทราโซ (Torazo) ซึ่งมี Kohaku และTancho ที่สวยมาก สีแดงสดใส เห็นเขาบอกว่าปลาเพิ่งขึ้นจากบ่อดินไม่นานนัก น้ำลายหยดไปอีกหลาย พวกเราเสียดุลย์ให้ฟาร์มนี้ไปอีกหลายสตางค์ เพราะฟาร์มนี้เขาค่อนข้างจะควบคุมคุณภาพมาก แต่ละปีเขาจะผสมปลาไม่มาก คัดปลาไว้ไม่มากนัก ทำให้คุณภาพปลาสูงมาก ผมยอมรับในการทุ่มเท ของฟาร์มต่างๆ ที่จะพัฒนา และควบคุมคุณภาพปลาเป็นอย่างมาก อยากให้ทุกคนได้มาเห็นมาชื่นชมความพยายามของเขาดู พูดอย่างนี้ฟาร์มในเมืองไทยอย่าน้อยใจละครับ ฟาร์มของบ้านเราเดี๋ยวนี้ก็ใช่ย่อย พัฒนาฝีมือถึงขั้นส่งออกก็มีเยอะแยะไป จริงไหมครับ

พวกเราทุกคนเดินทางกลับบ้านกันตัวเบาหวิว แต่อิ่มเอมไปด้วยความประทับใจ ในส่วนตัวผมแล้ว ก็คงจะไม่มีวันลืมประการณ์อันแสนวิเศษนี้ และแอบหวังไว้ในเสี้ยวเล็กๆ ว่าสักวันต้องกลับไปเยี่ยมแดนปลาคาร์ฟอีกครั้งให้จงได้ มีใครอยากไปแบบผมไหมครับ หยอดกระปุกไว้ แล้วเราค่อยไปพร้อมกัน …แฮะ …แฮะ…


เด็กวัด ….. รายงาน
ปล. รูปถ่ายไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องขอโทษด้วยครับ มือมันแข็ง หนาวจริงๆ














รูปซ้าย และนี่ก็คือปลาที่ดีที่สุดในงาน โคฮากุจาก Breeder ชื่อกระฉ่อนโลก ปีนี้ Dainichi กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์