อ้อมกอดแห่งขุนเขา สายธาร ป่าไม้และสายหมอก
|
28 ธ.ค. 2546 กทม. - เชียงใหม่ มันเป็นเวลาตีสองครึ่งกลางดึกของคืนวันเสาร์ที่ 27 ย่างวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2546 เวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังหลับใหลอย่างมีความสุขกับอากาศเย็นสบายที่นานๆ จะมีสักครั้งในกรุงเทพมหานคร.. เวลาเดียวกันนั้น 5 ชีวิตพร้อมรถโฟร์วีลคู่ใจได้เคลื่อนตัวออกจากกรุงเทพมหานคร ตั้งเข็มทิศการเดินทางไปยังทิศเหนือของประเทศไทย 'หนุ่มพเนจร' กำลังนำท่านไปสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นในภาคเหนือส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันครับ .. มันเป็นปกติที่เมื่อถึงสิ้นเดือนธันวาคมทีไร ผมจำต้องหาทางดั้นด้นไปนอนหนาวนับถอยหลังที่จังหวัดทางเหนือๆ ตลอดมานับสิบปีได้ จนกระทั่งปีที่แล้วนี่เองที่ผมไม่ได้พเนจรไปไหนในช่วงปีใหม่ เพียงเพราะอยากอยู่ดูบรรยากาศฉลองปีใหม่ในกทม.บ้าง แล้วก็พบกับความผิดหวังอย่างร้ายแรง อากาศที่ไม่เย็น รถติดเป็นตังเม ผู้คนเบียดเสียด ทำให้ในคราวนี้ผมจึงไม่รอช้าที่จะหอบหิ้วสัมภาระหลบไปเหนือเหมือนเมื่อปีก่อนๆ หน้า เส้นทางของพวกเราเริ่มจากขับตรงดิ่งขึ้นเหนือไปตามถนนสายเอเชีย คุณสันต์ผู้นิยมชีวิตกลางคืนรับอาสาขับจนกว่าจะสว่าง ผมจึงถือโอกาสงีบยาวจนมารู้สึกตัวอีกทีมองออกไปข้างนอกฝ่าสายหมอกจางๆ เห็นป้ายบอกว่าเข้าเขตจังหวัดตาก พร้อมกับแสงอาทิตย์รำไร.. "แวะเข้าไปดูเขื่อนภูมิพลกันเถอะ" ใครคนหนึ่งในรถร้องขอขึ้นมา และเมื่อไม่มีเสียงทัดทานจากผู้ใด ดังนั้นเมื่อถึงอำเภอสามเงาเราจึงเลี้ยวรถไปตามทางซ้ายมือ เพียง 17 กม. ก็ถึงเขื่อนภูมิพล เราจอดรถลงไปล้างหน้าล้างขี้ตา เสร็จแล้วแทนที่จะไปชมเขื่อน ทุกคนกลับพร้อมใจกันเดินเข้าร้านอาหารสวัสดิการ สั่งอาหารเช้ามารองท้องเป็นมื้อแรกของการเดินทาง หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว พวกเราจึงไปชมเขื่อนกัน เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย เป็นเขื่อนคอนกรีตที่ใหญ่และสูงที่สุดในเอเซียอาคเนย์และสูงเป็นอันดับ 8 ของโลกด้วย สร้างขึ้นเพื่อกั้นลำน้ำปิงเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการสร้างกระแสไฟฟ้าและการชลประทานครับ เมื่อผมยืนอยู่บนสันเขื่อนมองลงไปเบื้องล่าง ความสูงจากผิวน้ำ 154 เมตรนั้น ผมไม่ได้เห็นเพียงเรือล่องแม่ปิงลำใหญ่ที่กลายเป็นดูเล็กไปถนัดตา แต่ผมมองเห็นถึงความเพียรพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วย.. เราใช้เวลากันไม่มากที่เขื่อน เพราะอยากไปถึงเชียงใหม่ให้ทันอาหารเที่ยง เมื่อออกจากเขื่อนภูมิพล เราตรงขึ้นเหนือต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดลำปาง ต่อไปถึงเชียงใหม่เวลาเที่ยงตรงพอดี ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าควรไปที่ร้านอาหารกันเลย ร้านอาหารพื้นเมือง 'เฮือนเพ็ญ' คือที่หมายของเรา เมื่อไปถึง ร้านที่กว้างขวางดูแคบไปถนัดตาด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและฝรั่งตาน้ำข้าวที่เข้ามาอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่น เราคอยอยู่ 10 นาทีก็ได้โต๊ะว่าง เมื่อนั่งลงปุ๊บ อาหารถูกสั่งกันอย่างมากมายและทยอยกันขึ้นโต๊ะมาอย่างรวดเร็วราวกับรู้ใจเรา ฝีมือของทางร้านยังคงมาตรฐานความอร่อยไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง คณะเราสวาปามไส้อั่ว ไก่ทอด ซี่โครงหมูทอด ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว ลาบ ข้าวเหนียว ฯลฯ กันแบบลืมอ้วน จากนั้น เมื่อจ่ายเงินค่าอาหารเรียบร้อยแล้วเราก็เข้าสู่ที่พัก บ่ายนั้นบางคนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง หนุ่มพเนจรก็ตั้งใจว่าจะงีบสักหน่อย ถ้าไม่ถูกคุณวัฒน์ชวนออกไปเป็นเพื่อนหาหมอหัตถเวชคลายปวดเมื่อย เราลองแวะเข้าไปดู 2-3 แห่งแถวไนท์บาซาร์ ร้านแรกและร้านที่สองบอกราคา 500-600 บาท หนุ่มพเนจรได้ยินแล้วก็ส่ายหน้าอย่างเดียวครับ ยิ่งเอาเงินติดตัวมาน้อยๆอยู่ด้วย เราไปสรุปกันลงตัวที่ร้านที่สามที่ราคา 200 บาทต่อสองชั่วโมง หลังจากคลายเมื่อยกันสมใจแล้วก็ย่ำค่ำพอดี เรากลับไปสมทบกับพลพรรคกันที่โรงแรม แล้วขับรถออกตระเวนหาร้านอาหารน่ากินน่านั่ง ผ่านร้านอาหารสวยๆ ริมแม่น้ำปิงซึ่งมีที่เพิ่งเปิดใหม่กันได้ไม่นานอยู่หลายร้าน แต่วนไปเวียนมาก็ยังไม่เจอถูกใจ จนมาสรุปได้เมื่อไปถึงร้าน 'เฮือนสุนทรี' ร้านริมน้ำปิงขายอาหารกึ่งผับเพราะมีเพลงฟังและไม่ใช่ธรรมดาเพราะร้องสดๆ โดยเจ้าของร้านคือคุณสุนทรี เวชานนท์ เจ้าของเสียงเพลงสาวเจียงใหม่และเพลงคำเมืองอมตะอีกหลายๆ เพลง ผมสั่งหนอนรถด่วนของโปรดมาแกล้มเหล้า กินไปฟังเพลงของคุณสุนทรีไปสุนทรีย์สมชื่อจริงๆ ครับ.. ใครบางคนเคยกล่าวว่า ทุกแห่งหนย่อมมีเรื่องเล่า มีตำนาน .. ในความคิดของผม บทเพลงและเสียงร้องของคุณสุนทรีนั้นย่อมถือเป็นตำนานบทหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน.. อิ่มหนำสำราญกระเพาะและใจจากเฮือนสุนทรีแล้ว ราตรียังอีกยาวไกล พวกเราจึงเคลื่อนที่ไปยังอีกฝั่งแม่น้ำ 'กู๊ดวิว' สถานบันเทิงที่ดังที่สุดของเมืองเชียงใหม่ตั้งอยู่ที่นั่น ไปถึงเมื่อหาโต๊ะนั่งได้แล้ว ผมก็สั่งปีกไก่รมควันมากิน กินๆๆ และกินเพลินจนเมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่า ในขณะที่ผมตั้งหน้าตั้งตาแทะปีกไก่อยู่นั้น เพื่อนอีกคนกำลังนั่งหลับ อีกคนไม่สนใครสนแต่โทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดแมนยูฯ อีกคนก็ปลีกตัวไปนั่งทอดอารมณ์ที่ริมน้ำ แล้วมาทำไมกันเนี่ย ว่าแล้วเมื่อปีกไก่หมดจาน ผมก็สั่งเช็คบิลแล้วพวกเราก็กลับที่พักกัน เป็นอันหมดไป 1 คืน |
![]() หนุ่มพเนจรบนสันเขื่อนภูมิพล |
![]() คุณสุนทรี เวชานนท์ ณ เฮือนสุนทรี |
![]() พระบรมธาตุคู่เมืองเชียงใหม่ |
|
29 ธ.ค. 2546 เชียงใหม่ - ออบหลวง - อมก๋อย เช้าวันนี้ผมตื่นเร็วกว่าเช้าวันไหนๆ ก็มาเชียงใหม่ทั้งทีผมตั้งใจจะไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพครับ คุณวัฒน์กับคุณกัลย์ตกลงแหกขี้ตาไปกับผมด้วย เรา 3 คนขับรถขึ้นดอยไปถึงตอน 8 โมงเช้าพอดี เมื่อจอดรถในลานจอดเสร็จแค่เดินขึ้นเนินมาบนถนนหน้าทางขึ้นพระธาตุก็ทำเอาผมหอบแล้วล่ะครับ ยิ่งมองขึ้นไปบนบันได 185 ขั้นทำเอาหนุ่มพเนจรน้ำตาตกใน เปลี่ยนใจไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์เหมือนคุณกัลย์ดีกว่า คนละ 20 บาทเองครับ ส่วนคุณวัฒน์แกยอมเดินขึ้นครับ บอกว่าได้บุญเยอะกว่า ทำเอาผมเขินๆ เล็กน้อยเพราะคุณวัฒน์แกเป็นคาธอลิค !! พระบรมธาตุดอยสุเทพนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1972 โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น และต่อมาครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทยเป็นผู้ริเริ่มสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นสู่องค์พระธาตุโดยใช้แรงงานล้วนๆ ไม่มีเครื่องจักรใดๆ เลย ลืมบอกไปครับว่า พระบรมธาตุดอยสุเทพนี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของหนุ่มพเนจรตามตำราล้านนาโบราณด้วยครับ ผมจึงแวะเวียนมาสักการะอยู่เสมอๆเมื่อมาเชียงใหม่ ว่ากันว่าเมื่อไหว้พระธาตุทั้ง 4 ทิศแล้วจะทำให้สติปัญญาดี ก็ขอแนะนำให้สมาชิกแฟนซีคาร์พทุกท่านหาโอกาสไปไหว้ 4 ทิศกันให้ได้นะครับ หลังจากไหว้พระธาตุกันแล้ว เรา 3 คนก็กลับลงมาที่โรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าพร้อมๆ กับสหายอีก 2 ท่านที่ยอมได้บุญน้อยแลกกับการนอนอีก 2 ชั่วโมง อาหารมื้อเช้าของเราเป็นแซนวิชกับเค้กอร่อยในร้านกาแฟสวยย่านถนนนิมมานเหมินทร์ครับ เมื่ออิ่มท้องแถมตาสว่างด้วยฤทธิ์กาแฟแล้ว พวกเราก็พร้อมสำหรับการเดินทางไกลแล้วครับ เราขับรถบ่ายหน้าออกไปยังทิศตะวันตกของเชียงใหม่ บนทางหลวงหมายเลข 108 มุ่งหน้าสู่ อ.ฮอด ก่อนที่จะปักหัวขึ้นทิศเหนือต่อไป .. .. "ออลโมสท์เฮเว่น .. เวสท์เวอร์จิเนีย .. บลูริดช์เมาท์เท่น .. เชแนนโดริเวอร์.." ใช่แล้ว จอห์น เดนเวอร์ กำลังขับกล่อมพวกเราด้วยเพลงที่นิยมเปิดในเวลาขับรถมากที่สุดในโลก แต่ภายนอกรถของเรานั้น มันไม่ใช่ภูเขาบลูริดช์หรือแม่น้ำเชแนนโด เรากำลังเลี้ยวเลาะไปบนเทือกเขาถนนธงชัย และเบื้องล่างของเรานั้นคือโค้งน้ำของลำน้ำแม่แจ่ม นี่คือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของเส้นทางสายภูผา .. เราขับกันเพลินไปอีกไม่ไกล เบื้องหน้าคือป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติออบหลวง เหลือบดูนาฬิกาบอกเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว เราจึงตัดสินใจหยุดพักกันที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ออบหลวงเป็นชื่อที่เรียกแลนด์มาร์กของอุทยาน "ออบ" เป็นภาษาเหนือแปลว่าแคบ ส่วน"หลวง" แปลว่าใหญ่ รวมกันจึงหมายถึงช่องเขาผาหินสูงชันและแคบอันเกิดจากการกัดเซาะเป็นเวลานานโดยธารน้ำแม่แจ่ม มีสะพานไม้พาดข้ามช่องแคบเป็นจุดยืนถ่ายรูปยอดนิยมจุดหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ ใต้ช่องแคบนั้นมีถ้ำลึกซึ่งว่ากันว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีพ่อค้าไม้ล่องซุงลงมาจากทางเหนือ เมื่อมาถึงออบหลวงกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดเอาท่อนซุงจำนวนร้อยๆ ท่อนหลุดหายเข้าไปในถ้ำลึกดังกล่าวจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถนำออกมาได้.. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาที่ออบหลวง ด้วยความทื่ผมชื่นชอบการขับขี่รถบนถนนสายวกวนเส้นนี้เป็นพิเศษ ออบหลวงมักจะเป็นจุดแวะพักของผมอยู่เสมอๆ แทบทุกครั้งที่ผมผ่านมา .. วันเวลาเปลี่ยนแปลงไป วันนี้ผมย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับมาเพื่อจะพบว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานสักเท่าไร ผู้คนผ่านมาแล้วก็จากไปมากมายเพียงใด.. ไม่ว่าจะนานเท่าใด ขุนเขาจะอยู่คงเดิม.. หลังจากจัดการกับมื้อกลางวันกันที่ร้านอาหารหน้าอุทยานฯ แล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยเมื่อเลยออบหลวงไปสักสิบกว่ากิโลเมตร จะเจอทางแยกซ้ายเป็นทางหลวงหมายเลข 1099 ถนนราดยางวิ่งสบายไป 50 กิโลเมตรก็นำเราไปถึง อ.อมก๋อย อำเภอชื่อแปลกที่น้อยคนนักจะเคยไปถึง เนื่องเพราะมันไม่ใช่ทางผ่านไปสู่จุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ใครจะมาอมก๋อยต้องตั้งใจมาจริงๆ ครับ เราเข้าไปสำรวจที่พักที่จองกันไว้ล่วงหน้ากันก่อน 'อมก๋อยรีสอร์ท' อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ไม่ผิดหวังครับ บ้านพักของเราเป็นบ้านปีกไม้ที่ผสมผสานกันระหว่างไม้สักกับไม้สน หลังบ้านพักเราเป็นลำห้วยแม่ตื่นที่นักล่องแก่งหลายคนอาจเคยได้ยิน คุณก้องเจ้าของรีสอร์ทบอกกับเราว่าแกเป็นคนลำพูน เปลี่ยนอาชีพมาหลายอย่างแล้วแต่ไม่ลงตัวสักที จน 3-4 ปีที่แล้วก็เลยตัดสินใจมาปักหลักสร้างรีสอร์ทที่นี่ ที่ซึ่งยังไม่มีใครมาทำ แกค่อยๆ ปลูกบ้านพักทีละหลังสองหลัง ค่อยๆ หาต้นไม้มาปลูก ส่วนลูกค้านั้นก็อาศัยพวกที่แวะมาพักก่อนจะไปเดินป่าดอยม่อนจองหรือไม่ก็พวกหมู่คณะที่จะไปบริจาคสิ่งของในหมู่บ้านห่างไกลออกไปครับ เย็นวันนั้น เราออกไปสำรวจตัวอำเภอกัน อ.อมก๋อยเป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าสมบูรณ์และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี .. ตัวอำเภอเท่าที่เห็นนั้นครอบคลุมพื้นที่ไม่น่าจะเกิน 1 ตารางกิโลเมตรครับ มีร้านอาหารเล็กๆ ไม่กี่ร้าน เราเดินเล่นอยู่ในตัวอำเภอ พบรถเข็นขายโรตีสมุนไพรเลยเข้าไปอุดหนุน ที่แท้เขาใส่ตะไคร้ซอยลงไปด้วย ให้กลิ่นและรสชาติที่แปลกดีครับ คนขายเป็นครูประชาบาล ขายโรตีเป็นอาชีพเสริมสัปดาห์ละ 2 วันครับ แกบอกว่าขายหมดทุกครั้งและส่งลูกเรียนหนังสือได้ครับ นี่แหละครับ เศรษฐกิจพอเพียง .. ถัดจากรถขายโรตี เราแทบไม่เชื่อสายตา.. ไกลถึงเพียงนี้ เราเจอร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ครับ เป็นร้านเดียวในตัวอำเภอ แต่ด้วยความหิว ผมจึงไม่ได้เข้าไปใช้ลองบริการ .. อาหารมื้อเย็นวันนั้นมีขึ้นที่ร้าน 'ป่าแก้ว' เป็นร้านอาหารกึ่งโฮมเมดซึ่งดูเจ้าของร้านจะพอมีฐานะคนหนึ่งในตัวอำเภอเพราะทำกิจการรับเหมาก่อสร้างด้วย อาหารอร่อยพอสมควรโดยที่พวกเราเน้นสั่งแกงจืดมากเป็นพิเศษเพื่อมาซดแก้หนาวครับ เพียงแค่ 2 ทุ่มกว่าอากาศก็เย็นลงมากจนแทบทนไม่ไหว พวกเราจึงกลับมาที่รีสอร์ทกัน คืนนั้น เดิมทีคิดว่าจะดื่มกันต่อที่โต๊ะไม้หน้าบ้านพัก แต่ด้วยอากาศหนาวเหลือทนจึงย้ายเข้าไปดื่มกันในห้อง ทนดื่มกันได้แค่แก้วสองแก้วก็ยอมแพ้ครับ ธรรมชาตินั้นช่างโหดร้ายเมื่ออากาศมันหนาวจับใจลงเหลือ 7 องศาจนไม่มีอะไรจะดีกว่าการนอนขดตัวอยู่ในผ้านวมครับ .. |
![]() แลนด์มาร์กของอุทยานฯ ออบหลวง |
![]() ทางเข้าอมก๋อยรีสอร์ท |
![]() ลำห้วยแม่ตื่นหลังอมก๋อยรีสอร์ท |
![]() โรตีสมุนไพร (ตะไคร้) |
![]() บ้านทรงปีกไม้ในอมก๋อยรีสอร์ท |
![]() 3หนุ่ม 3มุมกับป่าเปลี่ยนสีบนเส้นทาง 1099 |
|
30 ธ.ค. 2546 อมก๋อย - แม่สะเรียง - ดอยกองมู - ปางมะผ้า - ปาย - ร้านค็อกเทล หลังจากผ่านคืนอันหนาวเหน็บ เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส หลังจากอาบน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วผมก็เดินออกไปหากาแฟดื่ม คุณก้องใจดีต้มกาแฟสดให้ผมถูกใจมาก พร้อมกับเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ของพื้นที่ป่าใน อ.อมก๋อยซึ่งถูกรุกรานจากชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเอาไปใช้ปลูกมะเขือเทศจนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะเขือเทศคุณภาพดีแห่งหนึ่งของประเทศ แลกกับการลดลงของพื้นที่ป่าสมบูรณ์และสัตว์ป่า ฟังแล้วผมก็รู้สึกหดหู่ หากผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อีกหน่อยป่าแถบนี้ก็คงเหลือน้อยเช่นเดียวกับอีกหลายๆ พื้นที่ในประเทศไทย .. ประมาณ 9 โมงเช้า พวกเราก็บอกลาคุณก้องว่าต้องรีบไปเพราะต้องเดินทางอีกไกล เราขับรถกลับออกมา สองข้างทางเป็นป่าเปลี่ยนสีสวยงามมากจนอดใจไม่ไหวต้องจอดรถลงไปถ่ายภาพกัน.. ขับมาจนถึงปากทางก็บรรจบกับทางหลวงสาย 108 เส้นเดิมก็เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไป จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากเผชิญกับโค้งนับได้สักร้อยโค้งเราก็มาถึง อ.แม่สะเรียง พร้อมกับนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทานข้าวเช้ากันเลย แต่นี่มันเที่ยงวันแล้ว เราก็เลยขับรถเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อหาร้านอาหารสำหรับ'บรันช์' ของเรา แหล่งรวมร้านสวยในอำเภอแม่สะเรียงคือด้านหลังของตัวอำเภอ ซึ่งติดริมแม่น้ำสาละวิน ย่านนี้เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์ที่มีระเบียงด้านหลังจัดเป็นบริเวณโต๊ะอาหารริมน้ำสาละวิน ร้าน 'ริเวอร์เฮาส์' ซึ่งดูโอ่โถงทว่านุ่มนวลดูสะดุดตาเป็นร้านที่เราเลือก เจ้าของตกแต่งบริเวณได้อย่างลงตัว มีห้องพักทั้งชั้นล่างและบน มองเห็นโค้งน้ำสาละวินเต็มตา อ่านบันทึกของเกสท์เฮ้าส์ทราบว่ากษัตริย์กุสตาฟแห่งสวีเดนเคยเสด็จมาประทับแรมแล้วด้วย.. เราสั่งอาหารง่ายๆ มาทานเพราะต้องทำเวลาเผื่อการเดินทางที่ต้องไปอีกไกลครับ ออกจากแม่สะเรียงเราดิ่งขึ้นเหนือเป็นเส้นตรงผ่าน อ.แม่ลาน้อย อ.ขุนยวม จนมาถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน คุณหริออกความเห็นให้แวะขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู จะได้พักรถไปในตัว เมื่อขับมาถึงตัวเมือง เราจึงเลี้ยวรถขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยกองมูเป็นสิริมงคลกัน พระธาตุดอยกองมูเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนภูเขาสูง....... มองลงมาจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองแม่ฮ่องสอนได้กว้างไกล เจดีย์สร้างขึ้นตามแบบศิลปะมอญ มีสององค์ด้วยกัน องค์แรกองค์ใหญ่สร้างเมื่อปี พ.ศ.2403 องค์ที่สององค์เล็กสร้างในปี พ.ศ.2417 เมื่อลงมาจากพระธาตุ ไหนๆ ก็เข้าเมืองมาแล้ว แวะไปถ่ายภาพที่หนองจองคำเสียหน่อย เลือกเอามุมยอดนิยมคือด้านตรงข้ามวัดจองกลางและวัดจองคำ ซึ่งจะเห็นเงาของวัดทอดลงบนผิวน้ำของสระหนองจองคำสวยงามมาก เสียดายที่ไม่ได้มาตอนค่ำ เงาสะท้อนมีแสงไฟจะสวยกว่านี้อีก.. เวลาในหน้าหนาวผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราจึงอ้อยอิ่งอยู่นานมากไม่ได้ ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับต่อไป แดดสุดท้ายของวันหมดลงตอนที่เราออกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมาได้ไม่ไกล ขับต่อไปสักพักก็ขึ้นภูเขาไปเผชิญกับโค้งนับสิบนับร้อยกันต่อ การขับรถบนภูเขาสูงชันและโค้งในยามมืดค่ำเช่นนี้ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ขับง่ายขึ้นก็คือการขับตามรถคันหน้า เมื่อผมขับไปจนเจอรถกระบะ 1 คัน คะเนดูแล้วคนขับใช้ความเร็วพอเหมาะและการเร่งหรือชะลอรถดูค่อนข้างมีประสบการณ์ ผมจึงยึดแกเป็นรถนำและเราตามไปเรื่อยๆ ทิ้งระยะห่างให้พอเหมาะ เพียงเท่านี้ก็ทำให้การขับขี่ของผมไม่เครียดมาก .. จนเมื่อเข้าสู่เขต อ.ปางมะผ้าไปได้สักพักหนึ่ง เราก็ผ่านไปประสบพบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ 1 คันล้มแอ้งแม้งอยู่กลางถนน ชายคนหนึ่งนอนฟุบหน้ามีเลือดไหล มีชาวบ้านเข้ามาดูอยู่ประปราย น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คิดดูแล้วการจะจอดรถลงไปดูอาจจะช่วยอะไรได้ไม่มาก สิ่งที่พอจะทำได้คือรีบขับรถต่อไป ธุระไม่ใช่ .. อ๊ะ!ไม่ใช่ครับ ถ้าทำอย่างนั้นก็เสียชื่อหมด พวกเรารีบขับรถไปตัวอำเภอ เมื่อไปถึง เราก็ทำหน้าที่พลเมืองดีรี่เข้าไปแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปางมะผ้า จริงดังคาด เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบเรื่อง จึงรีบวิทยุไปยังจุดตรวจใกล้เคียงให้รีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไล่หลังกับเราไม่กี่นาที เราพบ อ.ส.กระหืดกระหอบรีบเข้ามาแจ้งเหตุเรื่องเดียวกัน เมื่อทำหน้าที่พลเมืองดีตามสมควรแล้ว เราก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยัง อ.ปาย จุดหมายปลายทางของเรา หลังจากฟาดฟันกับโค้งช่วงสุดท้ายอีกราวหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึง อ.ปายเมื่อเวลาราวสองทุ่ม เราวนรถอยู่สัก 10 นาทีก็เจอ 'กระท่อมริมปาย' ที่พักที่เราจองไว้ จึงจัดแจงเอาสัมภาระลงจากรถเข้าไปเก็บไว้ที่บ้านพัก ค่อนข้างโชคดีซึ่งเราได้ที่พักที่อยู่แถบใจกลางที่กินดื่มของปายเลยทีเดียว เราขับรถวนดูร้านรวงต่างๆ อยู่สักสองรอบก็ตัดสินใจเอารถกลับไปจอดหน้าที่พัก เหตุเพราะชาวบ้านชาวเมืองและนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เขาเดินกันหรือไม่ก็ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ รถยนต์กลายเป็นพาหนะที่เกะกะในกลางเมืองปายครับ.. บรรยากาศยามค่ำบนถนนเล็กๆ นี้คล้ายกับถนนข้าวสารไม่น้อย เนื่องเพราะเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้าและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างชาติ อาจจะต่างกันบ้างตรงที่ไม่มีร้านไหนเปิดเพลงดังลั่น สังคมของปายมีความเคารพกัน และรักษาระดับความสนุกสนานอย่างพอสมควร ไม่ล้ำเส้นกัน .. ผมเดินดูร้านอาหารที่มีมากมายหลายสัญชาติ ผมเห็นฝรั่งนั่งกินอาหารไทย คนญี่ปุ่นอยู่ในร้านขายพิซซ่า คนไทยกำลังหั่นสเต็กเข้าปาก สิ่งที่เห็นทำให้ผมรับรู้ถึงความกลมกลืนของวัฒนธรรม ไม่มีกำแพงมาขวางครับ.. ในที่สุด เราก็เลือกร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งสำหรับอาหารมื้อค่ำวันนั้น บรรยากาศในเมืองเล็กๆ อย่างนี้บวกกับอากาศเย็นๆ ทำให้อาหารมื้อนั้นรสชาติดีโดยอัตโนมัติ แสงตะเกียงที่ทางร้านเอามาตั้งบนโต๊ะอาหารไม่ได้ทำให้สว่างมากขึ้นแต่กลับสร้างความรู้สึกละเมียดละไมและไม่เร่งรีบ ไม่มีใครปฏิเสธว่านี่เป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์อย่างแท้จริง .. แต่ในขณะที่ผมยังคงละเลียดอยู่กับอาหารบนโต๊ะ คุณวัฒน์สหายคนหนึ่งของเราก็อันตรธานไปเมื่อใดก็ไม่ทราบ เราช่วยกันมองออกไปนอกร้านก็พบคุณวัฒน์กำลังเดินวนเวียนอยู่ที่ร้านเยื้องๆ กัน ร้านนั้นเป็นร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และค็อกเทลต่างๆ ครับ เจ้าของร้านเป็นสาวโสดน่ารัก กลางวันขายตั๋วเครื่องบินอยู่ฝั่งหนึ่ง กลางคืนข้ามถนนมา 5 เมตรทำร้านเล็กๆ ขายเฉพาะเครื่องดื่ม ห้อยโคมไฟระยิบระยับบนต้นไม้ใหญ่หน้าร้านดูโรแมนติกครับ แต่คุณวัฒน์สิครับ แกทะลึ่งไปถามเธอว่าต้นอะไรน่ะน้องทำไมออกลูกมาดูแปลกๆ มีแสงด้วย ? แกก็เลยต้องเสียเวลาง้อเธออีกหลายสิบนาที .. อากาศที่เมื่อตอนหัวค่ำดูเหมือนเย็นสบาย ตอนนี้ชักดึกชักไม่ไหวแล้ว ผมกระชับเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ที่สวมอยู่ให้แนบตัวยิ่งขึ้นแต่ดูจะไร้ผล ผมรู้สึกได้ถึงความจริงในพลันนั้นว่า ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน กระทั่งความหนาว มนุษย์อย่างผมยังไม่สามารถเอาชนะได้ .. |
![]() วัดพระธาตูดอยกองมู |
![]() วัดจองกลางกับเงาสะท้อนในหนองจองคำ |
![]() ร้านค็อกเทล |
![]() บรรยากาศร่มรื่นในริมปายคอทเทจ |
![]() สายน้ำปายกับหมอกเช้า |
![]() ฝรั่งกับสปาที่โป่งน้ำร้อนท่าปาย |
|
31 ธ.ค. 2546 ปาย - โป่งน้ำร้อน - วัดพระธาตุแม่เย็น - วัดน้ำฮู - น้ำตกหมอแปง - อนุสาวรีย์พระนเรศวร เช้าวันสิ้นปีนี้คุณสันต์ตื่นขึ้นมาก่อนใครแล้วโผล่หน้าออกไปนอกหน้าต่างพลันร้องอุทาน "โอ้โฮ" ทำเอาพวกเราที่เหลือต้องขึ้นมาเหลือกตาดูบ้าง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าของเราทำให้หายง่วงไปในทันทีเพราะมันเป็นภาพของสายน้ำปายที่มีหมอกจางๆ ลอยระเรี่ยอยู่ทั่ว มองข้ามลำน้ำไปก็เห็นรีสอร์ทฝั่งตรงข้ามปลูกเป็นกระต๊อบเล็กๆ กระจายไปตามริมฝั่งแม่น้ำ ดูคลาสสิกแบบชนบทดีครับ ชื่นชมกับความงามของธรรมชาติอยู่สักพัก เราก็ออกไปรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วก็มากางแผนที่ดูกันว่า จะไปเที่ยวที่ไหนบ้างใน อ.ปายนี้ จุดแรกที่เราไปคือโป่งน้ำร้อนท่าปาย เราขับรถออกนอกเขตเทศบาลไปเพียง 10 นาทีก็ไปถึงโป่งน้ำร้อนท่าปายซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เราจอดรถกันไว้ที่ลานจอดแล้วเดินเลียบลำธารย้อนขึ้นไป สังเกตได้ว่าน้ำในลำธารจะค่อยๆ ร้อนขึ้นตามลำดับที่เราเดินย้อนไปต้นน้ำ หนุ่มพเนจรเห็นฝรั่งคู่หนึ่งลงไปนั่งคู่กันพิงโขดหินให้น้ำอุ่นๆ ไหลผ่านตัว ในมือถือหนังสืออ่านอยู่คนละเล่ม ดูมีความสุขจังครับ .. ธรรมชาติมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้ที่รู้จักทำตัวให้สมดุลกับมันเสมอ.. เราเดินขึ้นไปอีกไม่ไกล ก็ถึงบริเวณที่น้ำร้อนจัด มีป้ายติดไว้ว่าอุณหภูมิประมาณ 90 องศา มิน่าล่ะควันโขมงและไม่มีใครลงไปแช่ตรงนั้น คงไม่อยากได้รับประทานไข่ต้มหรือหอยลวกกันเป็นแน่แท้ .. โป่งน้ำร้อนท่าปายนี้เกิดจากน้ำร้อนใต้ดินครับ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ออกจากโป่งน้ำร้อนวิ่งย้อนกลับเข้ามาในเมือง ระหว่างทางเราเจอป้ายเขียนว่า 'วัดบนเขา' ด้วยความสงสัยเราจึงขับไปตามลูกศรชี้จนไปเจอกับบันได 353 ขั้นเป็นทางขึ้นวัด แต่ไม่มีใครลงจากรถเพราะทุกคนมองเห็นถนนอ้อมขึ้นไปอีกถึงตัววัดบนเขา วัดนี้มีชื่อว่า วัดพระธาตุแม่เย็น ประวัติของวัดสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัด ปัจจุบันมีพระจำพรรษาอยู่เพียง 2 รูป ด้วยความที่วัดตั้งอยู่บนเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวเมืองปายได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวนิยมมาชมพระอาทิตย์ตกดินบนนี้เสมอ เราเพลินกันอยู่ไม่ทันไรก็เที่ยงวันเสียแล้ว เราจึงกลับเข้าไปทานข้าวซอยกันในตลาด อ.ปาย ก่อนจะไปเที่ยวที่ต่อไป เราเริ่มโปรแกรมช่วงบ่ายด้วยการไปวัดสำคัญประจำเมืองปายกัน วัดนี้มีชื่อว่า 'วัดน้ำฮู' ตามประวัติเล่ากันมาว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทัพกลับจากพม่าผ่านมาพักแรมที่เมืองปาย และได้ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่พระสุพรรณกัลยา (พระพี่นาง) พร้อมกับประดิษฐานพระพุทธรูปชื่อว่า 'พระอุ่นเมือง' ไว้ จวบจนปัจจุบันพระอุ่นเมืองก็คือพระประธานในโบสถ์ของวัดน้ำฮู และก็เนื่องจากจะมีน้ำไหลออกมาจากองค์พระอุ่นเมืองอยู่บ่อยๆ จึงเป็นที่มาของชื่อวัดน้ำ (ไหลออกจาก) ฮู (รู) นั่นเอง ออกจากวัดน้ำฮูดูแผนที่แล้วมีน้ำตกในเขต อ.ปาย หลายแห่ง เราเลือกไป 'น้ำตกหมอแปง' เหตุเพราะใกล้วัดน้ำฮูที่สุด ที่ไหนได้ จากทางเข้าซึ่งแยกจากถนนใหญ่เราต้องวิ่งเข้าไปลึกอีกร่วมสิบกิโลเมตร แถมช่วง 200 เมตรสุดท้ายถนนราดยางกลายเป็นลูกรังวิบากร่องลึกๆ ต้องเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4-LOW ค่อยๆ คลานเข้าไปจึงถึงลานจอดรถแล้วเดินลงไปอีกนิดเดียวก็ถึงตัวน้ำตก น้ำตกหมอแปงเป็นน้ำตกขนาดกลาง รอบๆ น้ำตกเป็นป่าไม้ที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ตัวน้ำตกมีสามชั้น ชั้นใหญ่ที่สุดสามารถลงเล่นน้ำได้ คือ ชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3 มีความกว้างราว 10-15 เมตร สูงประมาณ 15 เมตร เราคาดว่าจะมีความสวยงามมากในฤดูฝนเนื่องจากน้ำจะไหลตกเต็มแผ่นหิน แต่ในหน้าแล้งอย่างนี้น้ำน้อยครับ .. เหนื่อยกันพอสมควรกับที่เที่ยว 3-4 แห่งรอบเมืองปายแล้ว เราตั้งใจว่าจะกลับไปนั่งละเลียดในร้านเก๋ๆสักแห่งสองแห่งในตัวเมือง ก่อนจะเข้าถึงตัวเมืองเราผ่านค่ายทหารแห่งหนึ่ง หน้าค่ายมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร ก็เลยเลี้ยวรถแวะเข้าไปสักการะ.. ใต้แท่นพระบรมรูปมีอักษรจารึกไว้อธิบายถึงประวัติการทรงทัพหลวงกลับจากไปรบกับพม่าแล้วมาแวะที่เมืองปายด้วยครับ กลับมาถึงตัวเมืองปาย จุดแรกที่เราเข้าไปนั่งพักคือร้านกาแฟสวยเก๋นามว่า 'ออลอะเบาท์คอฟฟี่' ร้านนี้ตั้งอยู่หัวถนนเล็กๆ ที่เป็นถนนสายหลักของตัวเมืองปาย เจ้าของร้านเน้นไอเดียสุดๆ ด้วยการแต่งร้านกาแฟเล็กๆ ของแกเป็นสไตล์ร้านโกปี๊สมัยโบราณคือเป็นประตูและฝาไม้ทั้งร้าน ที่เด็ดคือมีบันไดเตี้ยๆ ขึ้นไปบนชั้นลอยซึ่งแบ่งออกเป็นสองห้องเล็กๆ มีให้เลือกด้วยว่าจะนั่งเอกเขนกกับพื้น+โต๊ะเตี้ยหรือโต๊ะเก้าอี้ธรรมดาก็มีครับ คอกาแฟอย่างหนุ่มพเนจรและคุณสันต์เลือกสั่งกาแฟมาคนละถ้วย ส่วนคุณหริบอกว่าแกดื่มกาแฟทุกวันเช้าหนึ่งถ้วยเย็นไม่ดื่มสักถ้วยเพราะกลัวนอนไม่หลับก็เลยสั่งเป็นโกโก้แทนครับ.. นั่งในร้านกาแฟสักพักใหญ่ๆ กาแฟก็หมดถ้วยแล้วด้วย ตามประสาหนุ่มพเนจรชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ชอบอยู่กับที่ ก็เลยออกไปเดินเล่นบนถนน ซึ่งนอกจากร้านอาหารหลากหลายสไตล์แล้ว การค้าขายที่พบเห็นไม่น้อยก็มีอาทิ ร้านให้เช่าจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ รถ 2 ล้อพวกนี้เป็นที่นิยมกันมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ปาย ด้วยความที่ตัวเมืองปายเป็นเมืองเล็กๆ ถนนก็เล็ก รถยนต์กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเมืองๆ นี้ จักรยานทั้งยนต์และไม่ยนต์ต่างหากที่คล่องตัวกว่า แม้จะออกไปเที่ยวนอกเมืองก็ไม่ลำบากเท่าไร แต่ยังไงก็ตาม หนุ่มพเนจรก็ขอใช้รถก็แล้วกัน ยอมรับว่าสังขารปูนนี้จะให้ไปปั่นจักรยานทั้งวันพอหัวค่ำคงหลับสนิทไม่ได้เคล้าราตรีปายเป็นแน่แท้ ยิ่งช่วงเทศกาลอย่างนี้รถยนต์ก็วิ่งกันให้เกลื่อน ไม่รู้สึกแตกต่างเท่าไรครับ.. ธุรกิจอีกอย่างคือร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาดครับ ซึ่งหลายร้านนั้นไม่ใช่แค่อินเตอร์เน็ตธรรมดาแต่เป็นไฮสปีดอินเตอร์เน็ตเชียวครับ ค่าบริการก็ราวๆ ชั่วโมงละ 40-60 บาท ผมได้ลองเข้าไปใช้บริการอยู่เหมือนกัน แต่พอเข้าไปดูเว็บแฟนซีคาร์พดอทคอมแล้วอ่านไม่ออกครับ เป็นตัวหนังสือยึกยือ เหมือนตอนที่เคยลองล็อกอินจากต่างประเทศเลยครับ แต่ที่นี่ประเทศไทยนะครับ แสดงว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของร้านอินเตอร์เน็ตในปายนี่เป็นพวกชาวต่างประเทศล่ะครับ เครื่องคอมพิวเตอร์ในร้านเลยไม่ได้ตั้งโปรแกรมสนับสนุนตัวอักษรไทยสำหรับเว็บไทยบางเว็บครับ (อันนี้ผมเดาเอาเองครับ ไม่รู้ถูกหรือเปล่า).. เมื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว ร้านขายของที่ระลึกก็ย่อมมีอยู่ทั่วไป บนถนนสายหลักนี้มีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่หลายร้าน บ้างก็ขายหัตถกรรม ขายโปสต์การ์ด ขายผ้าทอ ฯลฯ ผมเดินไปเดินมาก็มาสะดุดตากับร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามร้านกาแฟเมื่อกี้นั่นแหละครับ ร้านนี้เขาขายของกระจุกกระจิกหลายอย่าง เช่น กำไลเงิน โปสต์การ์ด เสื้อยืด สมุดโน้ต ฯลฯ จุดเด่นของเขาอยู่ที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นงานทำมือ หรือไม่ก็งานออกแบบเอง ลวดลายก็เน้นแบบเรียบง่ายแต่สื่อความหมายของเมืองปายได้ดี ดูไปดูมาสักพักกระเป๋าเงินก็รั่วครับอุดหนุนเสื้อยืด ตัวติดตู้เย็น และของประดับเล็กๆ ไปทั้งหมด 5-6 ชิ้น ได้ใช้เงินบ้างก็รู้สึกสบายใจครับ.. ร้านค้าสองฟากถนนในปายมีป้ายและรายการอาหารเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย เมืองปายเป็นเมืองของเหล่านักเดินทางผู้แบกเป้รอนแรมมาจากแดนไกล บางคนมาอยู่เป็นเดือนๆ หรือเป็นปี และไม่น้อยที่มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เป็นการถาวรเลยก็มี คนปายเองจำนวนหนึ่งก็ไม่ใช่คนท้องถิ่นแต่ดั้งเดิม หากแต่เป็นคนจากจังหวัดอื่นๆ ที่หลงเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ก็มาแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการดำรงชีพของตน โดยที่ไม่ได้หวังร่ำหวังรวยขอเพียงมีกินมีใช้และได้อยู่ท่ามกลางวิถีชิวิตและสิ่งแวดล้อมของเมืองปายก็พอแล้ว.. ช่วงเวลายามบ่ายอันแสนเพลิดเพลินและไม่เร่งรีบของเรากลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลออีกทีก็โพล้เพล้แล้ว นึกขึ้นได้อีกว่านี่มันเย็นวันสิ้นปีนี่นา คณะของเราเริ่มคิดถึงสถานที่ที่จะใช้ทานอาหารเย็นมื้อสุดท้ายของปีนี้ คุณวัฒน์ผู้ซึ่งไม่เคยอยู่นิ่งได้ไปสำรวจร้านรวงร้านอาหารต่างๆ มาหลายร้านลงความเห็นแทนเพื่อนๆ ว่าต้องเป็น "ปายริเวอร์คอนเนอร์" ที่อยู่สุดซอยที่พักเราเท่านั้น ร้านดังกล่าวเป็นร้านงดงามริมน้ำปาย มีที่นั่งทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ บรรยากาศแบบนี้ไหนเลยจะนั่งอุดอู้กันอยู่ข้างใน พวกเราเลือกได้โต๊ะริมระเบียงสั่งอาหารและเปิดไวน์รสเยี่ยมดื่มส่งท้ายปีเก่ากันท่ามกลางสายลมเย็นสดชื่นจากลำน้ำปาย จนสักห้าทุ่มเราก็เช็คบิลแล้วย้ายที่ไปร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ที่รอเวลานับถอยหลังกันอยู่ที่ "บีบ็อบ" บีบ๊อบเป็นผับเธคยอดนิยมของปาย ด้วยความที่เมืองปายเป็นเมืองสงบ ผับเธคอย่างบีบ๊อบจึงต้องแยกตัวออกมาตั้งอยู่ห่างจากเทศบาลราว 1 กม. แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้ขาโจ๋ทั้งหลายที่แม้จะหลงใหลกลิ่นอายเสน่ห์เมืองปายในตอนกลางวัน แต่ก็ต้องมนต์เสียงดนตรีกระแทกกระทั้นจนทำให้บีบ๊อบมีทั้งขาประจำขาจรพลุกพล่านแทบทุกคืน ในคืนส่งท้ายปีเก่าอย่างคืนนี้ ทางร้านก่อกองไฟไว้ที่หน้าร้านเพื่อรองรับแขกที่ล้นมาจากข้างในจะได้อิงไออุ่นของกองไฟระหว่างเวลานับถอยหลัง .. แล้วเวลาเที่ยงคืนก็มาถึง ใครๆ ต่างพากันไชโยโห่ร้องต้อนรับปีใหม่กันครื้นเครง หนุ่มพเนจรกับเพื่อนๆเดินไปชนแก้วคนโน้นคนนี้ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน นี่แหละครับ ชีวิตนักเดินทางย่อมหลีกหนีคำว่ามิตรภาพใหม่ๆ ไม่พ้น .. เที่ยงคืนกว่าแล้ว หนุ่มพเนจรเหน็ดเหนื่อยมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เลยขอตัวกลับไปนอน แต่ไม่ใช่สำหรับคุณวัฒน์กับคุณหริผู้ซึ่งไปต่อกันที่คาเฟ่เดลดอยอันเป็นผับเธคอีกแห่งที่อยู่นอกตัวเทศบาลเมืองปายออกไปราว 5 กม.จุดเด่นของคาเฟ่เดลดอยคือเป็นผับเธคที่มีพื้นที่ทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ และสามารถเดินลงไปสัมผัสสายน้ำปายได้ด้วย คืนนี้คาเฟ่เดลดอยอุ่นหนาคลาคล่ำไปด้วยหัวแดงปนกับหัวดำ มีเวทีพิเศษตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำปาย เรียกว่าหาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้ในคืนปีใหม่เช่นนี้ครับ .. |
![]() พระอุ่นเมือง พระประธานในโบสถ์วัดน้ำฮู |
![]() สมเด็จพระนเรศวรมหาราช |
![]() มุมหนึ่งของออลอะเบาท์คอฟฟี่ |
![]() คาเฟ่เดลดอย |
![]() ร้านกาแฟริมถนนสายแม่มาลัย |
![]() แป้นเกล็ดคอฟฟี่ |