1 ม.ค. 2547 ปาย - อินทนนท์ - แม่วาง
    อ่อนล้ามาหลายวันทำให้เช้าวันแรกของปีใหม่เป็นเช้าที่หนุ่มพเนจรและพรรคพวกลุกจากที่นอนยากสักนิด แต่ก็แข็งใจสลัดอาการเมาค้างจากคืนก่อนด้วยว่าวันนี้เราต้องเดินทางกันอีกไกล.. หลังจัดการกับอาหารเช้าเสร็จแล้ว รถโฟร์วีลคู่ใจก็ทำหน้าที่นำพาพวกเราอำลาเมืองปายไปทางทิศตะวันออกของเส้นทางหลวงสาย 1095 เส้นเดิม .. เรากำลังมุ่งหน้าไปยังดอยอินทนนท์ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของเชียงใหม่ มันไม่ใช่ระยะทางสั้นๆ เลยเมื่อเรายังอยู่ที่เหนือสุดของเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนเมื่อเวลา 11.00น .. ขับออกมาจากปายได้สักพักหนึ่งก็เจอทางแยกเข้า 'โป่งเดือดป่าแป๋' น้ำพุร้อนอันมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าพุ่งสูงถึง 10 เมตร เราไม่รอช้าเลี้ยวซ้ายบึ่งลัดเลาะไปตามสันเขาทันที เข้าไปได้ประมาณ 9 กม.ก็ถึงทางเข้าโป่งเดือด ซึ่งมีด่านของกรมป่าไม้คอยเก็บค่าบำรุงอุทยานฯ ภาพที่เห็นทำเอาพวกเราเซ็งไปตามๆ กันเพราะข้างหน้าเราคือขบวนรถนักท่องเที่ยวที่จอดติดกันยาวเหยียด โดยเจ้าหน้าที่อุทยานทยอยปล่อยรถเข้าไปทีละคันเมื่อมีรถออกมา 1 คันพร้อมอธิบายว่าข้างในที่จอดรถเต็มและแทบไม่มีที่กลับรถจึงปล่อยให้เข้าไปออกันด้านในไม่ได้.. เหลือบดูนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง พร้อมกับหนทางอีกยาวไกลในช่วงบ่ายทำให้หนุ่มพเนจรตัดสินใจเลี้ยวรถกลับออกมาพร้อมอาฆาตไว้ว่าจะต้องหาโอกาสมาดูน้ำพุเดือดแห่งนี้ในวันหน้าให้ได้.. เราขับรถเลาะเลี้ยวไปตามโค้งอีกนับร้อยโค้ง ผ่านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังอันลือลั่น เข็มทิศตั้งตรงไปยังทิศใต้สู่อำเภอแม่มาลัย จ.เชียงใหม่ จนประมาณบ่ายโมงครึ่งเราก็ลงจากภูเขาสู่พื้นราบมาบรรจบกับทางหลวงสาย 107 เสียที อาหารเช้าซึ่งผ่านไปหลายชั่วโมงก่อนเริ่มสลายตัวทำให้ท้องเริ่มร้อง ขวามือของเรานั่นไงมีร้านอะไรไม่ทราบมาตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เข้าไปดูกันดีกว่า ..ป้ายหน้าทางเข้าบอกเราว่า 'แป้นเกล็ดคอฟฟี่' คือชื่อของร้านนี้ เป็นร้านกาแฟที่มีอาหารขาย ตกแต่งสวยงามจนไม่น่าเชื่อว่าจะมาตั้งอยู่กลางท้องทุ่งแบบนี้ ใครสักคนในโต๊ะข้างๆ เราที่เป็นแขกมาเยือนเอ่ยปากถามเจ้าของร้านว่าลงทุนเท่าไร ทำเลดีน่ามาเปิดร้านแบบนี้ตรงนี้บ้าง หนุ่มพเนจรก็ได้แต่คิดในใจว่าถ้าลูกค้าท่านนั้นเห็นแต่ทุ่งนาโล่งๆก่อนจะมีร้านนี้สร้างขึ้นมา ท่านจะนึกภาพเป็นร้านในตอนปัจจุบันแบบนี้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ .. เราสั่งอาหารซึ่งมีไม่กี่อย่างให้เลือก รสชาติปานกลาง แต่กาแฟร้อนที่สั่งมาตบท้ายนี่สิครับหอมกรุ่นและเพิ่มคาเฟอีนในกายของหนุ่มพเนจรจนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นประจำหลังพวงมาลัยรถขับผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ไปออกถนนสาย 108 ที่เพิ่งมาเมื่อ 3 วันที่แล้วอีกที .. จะว่าไปแล้วในชีวิตการเดินทางท่องเที่ยวของผมนั้น ได้มาโลดแล่นอยู่บนทางสายนี้ไม่น้อยกว่า 10 ครั้งเข้าไปแล้ว แต่ผมไม่เคยเบื่อ เพราะผมค้นพบว่า แม้การเดินทางในบางครั้งจะเป็นการไปบนเส้นทางเดิมๆ แต่เรามักจะได้พบกับมิตรภาพใหม่และความหมายใหม่ๆ อยู่เสมอ .. 5 โมงเย็นคือเวลาที่เรามาถึงตีนดอยอินทนนท์ คุณหริและคุณสันต์ร้องขอให้จอดด้วยว่าข้างทางเต็มไปด้วยแผงขายของกิน ทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไส้อั่ว ลำไย อารามหิวทำให้สองสหายหอบหิ้วสารพัดถุงอาหารกลับขึ้นมาบนรถ หนุ่มพเนจรก็พลอยได้อานิสงส์รองท้องหลังจากขับรถอ้อมจังหวัดมาไกลแสนไกล .. จากเชิงดอย เราขับกันสบายๆ ขึ้นดอยอันสูงชันไม่รีบร้อนอีกเพียง 31 กม. ก็ไปถึงทางแยกเลี้ยวขวามีป้ายบอกว่าทางไปแม่วาง เราเลี้ยวรถไปตามป้ายที่ว่า เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวอีกครั้ง แดดเริ่มคลายตัวลง แต่สองข้างทางนั้นสิครับไม่ธรรมดาเลย เพราะมันเต็มไปด้วยตันซากุระทั้งนั้นครับ นี่ทำให้เราพบว่า นอกจากดอยแม่สลองแล้ว เส้นทางระหว่างอินทนนท์-แม่วางนี้ จัดว่าเป็นดงซากุระอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยทีเดียวครับ จริงๆ แล้วซากุระเมืองไทยนั้นคือดอกนางพญาเสือโคร่ง เป็นพรรณไม้ในวงศ์กุหลาบ ด้วยความที่มีรูปร่างลักษณะและสีสันคล้ายดอกซากุระ (Cherry Blossom) ที่ญี่ปุ่น จึงได้รับฉายาว่าซากุระเมืองไทยนั่นเองครับ .. เราวิ่งจากทางแยกที่ผ่านมาไปเพลินๆ ราว 19 กม.ก็ถึงที่หมายของวันนี้ในเวลาที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงเต็มที ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางนั้นเมื่อไปถึง นักท่องเที่ยวอีกหลายกลุ่มที่เดินทางมาก่อนหน้าเราก็กำลังจัดเตรียมอาหารเย็นกันบนลานแค้มป์ไฟของโครงการเป็นที่คึกคัก กลุ่มของเราก็ไปติดต่อบ้านพักได้กุญแจบ้านมา .. ในขณะที่อากาศหนาวทวีความเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ตามองศาของดวงตะวันที่ราแสงลง พวกเราทยอยกันอาบน้ำโดยไม่รอตอนดึกเพราะที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ ! เป็นคืนเดียวในการเดินทางทริปนี้ที่ไม่มีน้ำอุ่นครับ ..หลายคนในคณะเราตักน้ำเย็นเจี๊ยบราดตัวไปก็ร้องลั่นไปเป็นที่ครื้นเครงแก่คนที่รออาบอยู่.. ค่ำวันนั้นเราออกมาร่วมกิจกรรมอาหารเย็นกันที่ลานแค้มป์ไฟของโครงการ อาหารที่จัดไว้ก็เป็นบุฟเฟ่ต์รสชาติดีทีเดียว แต่ที่เป็นที่ติดอกติดใจของหนุ่มพเนจรเป็นอย่างยิ่งคือ 'ถั่วลันเตาหวาน' ครับ เขาเอาถั่วลันเตาที่ปลูกในโครงการมาผัดน้ำมันธรรมดาๆ นี่แหละครับ แต่ด้วยความสดและเอาใจใส่การเพาะปลูกอย่างดี ทำให้ฝักถั่วอวบอ้วน กรอบ และหวานมากๆ บอกตามตรงว่าไม่เคยทานผักอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยครับ .. หลังอาหารทางโครงการก็จัดให้มีการร้องเพลงคาราโอเกะ ร้องกันกลางแจ้งนั่นแหละครับ มีดนตรีประกอบ 2-3 ชิ้นร่วมกับคอมพิวเตอร์ครับ ..เพลานั้น ท่ามกลางอากาศหนาว ผมเลือกที่จะนั่งลงข้างกองไฟ ความอบอุ่นจากกองไฟข้างหน้าทำให้คืนนั้นทุกอย่างดูลงตัว .. ในบางครั้ง การได้อยู่นิ่งๆ กลับไม่ใช่ความว่างเปล่า ทว่าทำให้เราได้ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆ ยิ่งเมื่อย่างเข้าสู่วันท้ายๆ ของการเดินทาง ผมหวนนึกถึงวันแรกๆ และยิ้มให้กับตัวเองในหลายๆ เรื่อง ..
 


สามสหายกับดงนางพญาเสือโคร่ง


เปิดไฟเพิ่มไออุ่นให้แปลงผัก


บ้านพักริมบ่อปลาคาร์พ
 
   2 ม.ค. 2547 ขุนวาง - อินทนนท์ - เชียงใหม่
    ด้วยความอ่อนล้าจากการขับรถบนเขาเป็นระยะทางยาวไกลในตอนกลางวัน ทำให้เมื่อคืนพวกเราดื่มกันน้อยกว่าทุกคืน เช้านี้จึงตื่นขึ้นมากันอย่างกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง .. เมื่อฟ้าสว่าง ทำให้ผมเห็นว่าข้างที่พักของเรานั้นมีบ่อปลาคาร์พขนาดยักษ์อยู่ ที่จริงแล้วมันคืออ่างเก็บน้ำบ่อหนึ่งของทางโครงการ ขนาดคะเนได้ประมาณ 25 คูณ 40 เมตรเห็นจะได้ครับ ถามเจ้าหน้าที่ดูเขาบอกว่าตรงกึ่งกลางบ่อลึกประมาณ 3 เมตร มีปลาคาร์พประมาณ 8-9 ตัวว่ายอยู่อย่างมีความสุข น่าอิจฉาแทนปลาที่บ้านมากครับ เพราะน้ำในอ่างนั้นเป็นน้ำที่ลงมาจากภูเขา และเขาปล่อยให้ไหลเข้า-ออกตลอดเวลา น้ำเย็นเจี๊ยบและมีที่ว่างมหาศาล น่าเอาโมโมทาโร่มาขุนสักฝูงหนึ่ง .. หลังอาหารเช้า ผมขับรถตระเวนดูแปลงเพาะปลูกไม้ดอกไม้ผลต่างๆ ภายในโครงการ มีทั้งดอกเบญจมาศ ดอกกุหลาบ ดอกหน้าวัว ดอกดาวเรือง มะเขือเทศราชินี องุ่นพันธุ์ต่างๆ ฯลฯ ไม้ดอกและไม้ผลต่างๆ นี้คือจุดประสงค์เริ่มแรกของการก่อตั้งโครงการ โดยเมื่อปี พ.ศ.2525 ในหลวงของเราทรงมีพระราชดำริให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น ต่อมาก็จัดเข้ารูปแบบโครงการหลวงในปีพ.ศ.2531และได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอย่างในปัจจุบัน.. หลังจากชมพืชต่างๆ เสร็จแล้ว ผมก็ขับรถออกไปห่างจากตัวโครงการประมาณ 3 กม. ที่นั่นเป็นศูนย์เพาะเลี้ยงโคของโครงการหลวง เมื่อเข้าไปข้างในพวกเราก็ต้องตะลึงกับวัวตัวโตๆ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 1 ตันทั้งนั้นครับ มีทั้งหมด 20 กว่าตัวและทุกตัวเป็นโคเพศผู้ครับ ทางโครงการเลี้ยงไว้เพื่อรีดน้ำเชื้อสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปผสมกับแม่โคของตน ซึ่งสายพันธุ์ในศูนย์นี้มีทั้งสายเลือดนอก 100% คือสั่งเข้ามาโดยตรง กับพวกลูกครึ่งที่จะลดความเข้มข้นของสายพันธุ์นอกลงทีละ 12.5% เช่น 87.5% แสดงว่ามีสายเลือดโคไทยอยู่ 12.5% หรือ 75% ก็หมายถึงว่ามีสายเลือดโคไทยอยู่ 25% เป็นต้น หลายท่านคงสงสัยว่ามีแต่วัวตัวผู้แล้วจะรีดน้ำเชื้อยังไง คำตอบคือเขามีวัวตัวผู้อยู่ 2 ตัว ซึ่ง'ตอน'แล้ว เอาไว้ให้ตัวอื่นๆ ขึ้นคร่อมครับ !! .. แดดเริ่มสาย ก็ได้เวลาจรลี เราขับรถกลับออกมาทางเดิม ที่หมายคือโครงการหลวงเหมือนกัน แต่เป็นสถานีวิจัยโครงการหลวงอินนทนนท์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์นั่นแหละ .. ที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์นั้น มีร้านอาหารตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางเข้านัก เมนูมีให้เลือกทั้งผักสดต่างๆ และที่สำคัญคือปลาเรนโบว์เทราท์ .. ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีสายพันธุ์มาจากต่างประเทศ กรมประมงเคยนำมาทดลองเลี้ยงในหลายพื้นที่แต่ไม่ประสบผล จนกระทั่งมาสำเร็จที่สถานีวิจัยฯอินทนนท์นี่เอง ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงปลาเรนโบว์เทราท์คือน้ำเย็นจัดสะอาดและไหลเชี่ยวตลอดเวลา ที่นี่จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ส่งขายตามร้านอาหารหรูๆ ในกรุงเทพฯและทั่วประเทศ .. เที่ยงนั้นพวกเราเอร็ดอร่อยไปกับปลาย่าง ปลาแดดเดียว และปลาอบเนย ทุกเมนูอร่อยกันไปคนละแบบครับ ..ราคาก็ไม่แพงเลย ประมาณที่ละ 200 บาทเท่านั้น ถ้าไปสั่งในโรงแรมหรูจะตกประมาณ 1 พันบาทขึ้นไปครับ .. ที่ข้างๆ ร้านอาหารมีซุ้มกาแฟสดรสอร่อยราคาไม่แพง และมีปลาเรนโบว์เทราท์เป็นๆ ขังไว้ในอ่างให้ชมด้วย เสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปดูในสถานที่เพาะเลี้ยงจริงๆ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปได้ เข้าใจว่าเป็นเขตหวงห้ามเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อการขยายพันธุ์ของปลาครับ ..หลังอาหาร ผมถือโอกาสเดินเล่นไปในโครงการ เมื่อเดินขึ้นไปด้านหลัง จะเห็นป้ายบอกทางไปน้ำตกสิริภูมิ น้ำตกซึ่งนักท่องเที่ยวทุกคนเห็นได้จากระยะไกลจากถนนใหญ่ ผมเดินเข้าไปตามลูกศรชี้ เดินไปพอจะเมื่อยก็ไปถึงน้ำตกครับ แต่เป็นเพียงชั้นล่างของน้ำตกซึ่งจากตรงนั้นมองไม่เห็นด้านบนเลย ผมเดาว่าถ้าหากจะไปให้ถึงยอดน้ำตกคงต้องปีนขึ้นไปอีกลำบากพอดูครับ .. จากสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ดูเวลาแล้วเพิ่งจะหัวบ่าย พวกเราเลยตัดสินใจหันหัวรถขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ .. เราขับรถไต่ความสูงชันของเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอยอินนทนนท์ ผ่าน กม.31 ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ไปได้ไม่ไกล รถราบนถนนสู่ยอดดอยนั้นค่อนข้างหนาแน่นเพราะเป็นวันหยุดยาว ผู้คนพลุกพล่านกลายเป็นขบวนรถติดบนดอยสูง ไม่ต่างไปจากรถติดบนทางด่วนกรุงเทพในชั่วโมงเร่งด่วนเท่าใดนัก ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับ แต่ที่เห็นจนชินตาก็คือมือใหม่หัดขับทั้งหลายที่เบรกจอดแล้วออกตัวบนที่สูงชันใช้เบรกมือช่วยไม่ค่อยเป็น ดูแล้วยักแย่ยักยันหวาดเสียวพอสมควร ทว่ายังไม่แย่เท่ากับอีกหลายๆคันที่สภาพรถไม่พร้อมต่อการใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างหนัก ทำให้เราเห็นจอดรถเปิดฝากระโปรงหน้าที่อบอวลไปด้วยควันลอยโขมง น่าเห็นใจไม่น้อยครับ .. เราผ่านบริเวณพระธาตุนภเมทนีดลและพระธาตุนภพลภูมิสิริที่ กม.41 ไปอย่างค่อนข้างลำบากเนื่องจากการจราจรหนาแน่นมาก ระยะทางที่เหลืออีก 7 กม.จนถึงยอดดอยนั้นต้องใช้เวลาอีกราวครึ่งชั่วโมง .. เรานำรถไปจอดยังลานจอดด้านหลังสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศ แล้วเดินไปสักการะสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 ผู้ซึ่งพระนามเป็นที่มาของชื่อดอยอินทนนท์นี่เอง บริเวณยอดดอยนั้นยังมีจุดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจะต้องมายืนวางมาดถ่ายภาพกับป้าย"สูงสุดยอดแดนสยาม"กันเพื่อเป็นหลักฐานว่าฉันมาถึงยอดดอยอินทนนท์แล้วนะ เหมือนกับป้าย "เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" ที่หลังแปบนภูกระดึง "หนาวสุดในสยาม" ที่ยอดภูเรือ หรือ "เหนือสุดแดนสยาม"ที่แม่สายอย่างนั้นแหละครับ .. บ่ายคล้อยวันนั้นเราขับรถลงจากดอยเพื่อกลับเข้าเมืองเชียงใหม่ เข้าที่พักอาบน้ำอาบท่ากันเสียหน่อย แล้วเราก็ออกไปหาที่ทานอาหารเย็นมื้อสุดท้ายในเมืองเหนือของทริปนี้กัน คุณวัฒน์บ่นว่าทานอาหารเมืองกันมาตลอด 6 วันแล้ว มื้อนี้ขอเปลี่ยนเป็นอาหารฝรั่งบ้าง ร้านอาหารอิตาเลียนริมแม่น้ำปิงนามว่า "ลากอนโดล่า" คือที่ที่เราเลือกในคืนนั้น .. ร้านนี้ไม่เพียงบรรยากาศดีแต่อาหารก็ยังอร่อยมากด้วย เมนูบางอย่างหาทานในกรุงเทพฯก็ไม่มีนะครับ .. บนโต๊ะอาหารกลางสวนสวยริมน้ำในคืนนั้น เราเอร็ดอร่อยไปพร้อมกับบทสนทนาที่ออกรสว่าด้วยในวันที่ผ่านมาๆ หลายคนพูดถึงว่า คืนก่อนยังนั่งล้อมวงกินข้าวข้างกองไฟกันอยู่เลย ตอนนี้มานั่งหรูในร้านอาหารฝรั่งแล้ว .. กาลเวลาจัดสรรทุกสิ่งเอาไว้อย่างเหมาะสม แต่อาจมีสิ่งหนึ่งที่กาลเวลาทำไม่ได้ คือนำพาสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้วให้กลับคืนมา..
 


อ่างเก็บน้ำ (บ่อปลาคาร์พ)


ฝูงปลาคาร์พแสนสุขี


พ่อพันธุ์สายเลือด 100% จากอเมริกา
 


พ่อพันธุ์ลูกผสม


ฟักทองยักษ์ (กินได้จริงๆ)


คุณวัฒน์กับน้ำตกสิริภูมิ
 
   3 ม.ค. 2547 เชียงใหม่ - ตากสินมหาราช - กรุงเทพฯ
    เช้าวันสุดท้าย หลายคนในคณะของเรายังหลับใหล แต่หนุ่มพเนจรถือโอกาสนี้แหกขี้ตาตื่นไปเปิบข้าวซอยอีกสักมื้อที่ร้าน "ข้าวซอยลำดวน" ถนนฟ้าฮ่าม ร้านนี้เป็นร้านข้าวซอยเก่าแก่อีกร้านหนึ่ง โชคดีที่เปิดขายแต่เช้า หนุ่มพเนจรก็เลยได้กินข้าวซอยส่งท้ายอีกมื้อสมใจ ... นี่ยังเพิ่งเก้าโมงเช้า ผมก็เลยไปนั่งจ๋อมอีกครึ่งชั่วโมงอยู่ในร้านกาแฟบนถนนนิมมานเหมินท์อีกครั้ง (สารภาพว่าติดกาแฟครับ) แล้วถึงจะกลับไปที่พักเก็บกระเป๋าเดินทางกลับพร้อมกับเพื่อนๆ .. หลายคนอยากซื้อของฝากครับ เราเลยแวะไปจับจ่ายใช้สอยกันที่ร้านวนัสนันท์กัน ในร้านคนแน่นเหมือนแจกฟรี ซึ่งนอกจากคนขายแล้วแทบหาคนเชียงใหม่ไม่เจอครับ ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพครับ .. จากนั้น เราก็ได้เดินทางกันจริงๆ เสียที เราใช้เส้นทางลำปางลงมายังตาก แล้วคุณสันต์ก็เอ่ยปากขอแวะไปดูบ้านพักที่อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชฯ ที่หนุ่มพเนจรเคยไปมาแล้วคุยนักคุยหนาว่าวิวสวยเหลือเกิน อุทยานฯ ตากสินมหาราชอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 เชื่อมระหว่าง อ.เมืองตากกับ อ.แม่สอด เดิมชื่ออุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่ เนื่องจากมีต้นกระบากยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่อุทยานฯแห่งนี้ ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอุทยานฯ ตากสินมหาราชตามประวัติศาสตร์ที่ว่ากันว่าพระองค์เคยเสด็จเดินทัพผ่านมาค้างแรมที่บริเวณที่ตั้งอุทยานฯ นี้ครับ บ้านพักหลังที่ว่านี้เป็นบ้านพักนักท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นริมหน้าผา มีระเบียงหลังบ้านยื่นออกไปนั่งชมทิวทัศน์ทุ่งหญ้าสวยอย่าบอกใครเชียวครับ คุณสันต์เห็นแล้วก็ยอมรับว่าสวยจริงและหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมานอนพักที่นี่สักครั้งให้ได้.. วันที่เรากลับกันนั้นเป็นวันเสาร์ ซึ่งที่จริงยังมีวันอาทิตย์เป็นวันหยุดอีกวัน แต่เราเลือกกลับก่อนคนอื่นเพื่อหนีรถติดครับ แต่ชะรอยคนอื่นๆ อีกหลายคนก็คิดเหมือนเรา การจราจรขาลงในวันนั้นจึงเริ่มคับคั่งตั้งแต่ช่วงกำแพงเพชร-นครสวรรค์ แต่ยังดีที่ไม่ถึงกับติดขัด สามารถไปได้เรื่อยๆ เร็วบ้างช้าบ้าง ..ค่ำวันนั้น อาหารมื้อสุดท้ายในทริปนี้ของเราเป็นปลา แต่ไม่ใช่เรนโบว์เทราท์ครับ เป็นปลาช่อนที่ร้าน "ลุงเจิดปลาเผา" ริมถนนสายเอเชียขาเข้าช่วงจังหวัดสิงห์บุรีครับ ร้านนี้ลุงเจิดเจ้าของร้านเปิดขายมานาน อาศัยลูกค้าบอกกันปากต่อปากถึงความอร่อยของปลาเผาที่แกมีสูตรพิเศษ เดี๋ยวนี้ไปทีไรเห็นลูกค้าคับคั่งก็ชื่นใจไปกับเจ้าของร้าน .. ร้านเล็กๆ ดูไม่น่าทานแต่รสชาติยิ่งใหญ่ครับ .. บนหนทางชีวิต บ่อยครั้งที่เรามักตัดสินสิ่งที่เห็นเพียงด้วยเปลือกนอกของมัน.. คณะของเรากลับมาถึงกทม.เมืองฟ้าอมรกันตอนประมาณเกือบเที่ยงคืน จับระยะทางที่วิ่งได้ทั้งหมด 2,700 กม.ครับ .. ก่อนจากกัน หนุ่มพเนจรขอฝากคำคมเล็กๆ น้อยๆ .. ในแต่ละการเดินทาง ปลายทางหาใช่จุดมุ่งหมายไม่ เรื่องราวและผู้คนที่พบเห็นระหว่างทางต่างหากที่เป็นความหมายที่ผมแสวงหา..
 


ปลาเรนโบว์เทราท์


ป้ายยอดนิยม


อิตาเลียนริมปิง
 
   ข้อมูลที่พัก
อมก๋อยรีสอร์ท 362 หมู่ที่ 1 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เขียงใหม่ 50310 โทร. 053-467-333, 06-188-1910
กระท่อมริมปาย (ริมปายคอทเทจ) 17 หมู่ที่ 3 ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โทร.053-699-133, 699-539
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง หมู่บ้านขุนวาง หมู่ที่ 12 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
ห่างจากสถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนนท์ 19 กม. โทร.053-432-275-6
สนง.มูลนิธิโครงการหลวง 65 ถ.สุเทพ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทร.053-278-332, 278-204

   ขอบคุณ
Mr.koi@CNN สำหรับการจุดประกายการเขียนเรื่องนี้
คุณ rex 2.0 แห่ง Mazda Club Thailand สำหรับคำแนะนำดีๆ ที่ปาย และเอื้อเฟื้อภาพร้านค็อกเทล
คุณ Kevin สำหรับการแนะนำร้านลา กอนโดล่า
แฟนซีคาร์พดอทคอม ที่เอื้อเฟื้อพื้นที่
Koi Lovers ทุกท่านที่ทนอ่านจนจบ..

เรื่องและภาพโดย หนุ่มพเนจร


Go to Page 1